วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

‘รักษ์’ ข้ามพรมแดน

‘รักษ์’ ข้ามพรมแดน

ธรรมชาติไม่มีพรมแดน แม้ชายแดนด้านนี้ของแม่ฮ่องสอนจะติดกับ‘ดอยไตแลง’ฐานทีี่มั่นของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ แต่ทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันคือความมั่นคง

ทางดินสูงชันแปรสภาพเป็นโคลนหนาในหน้าฝน ล้อรถที่พันโซ่ไว้อย่างแน่นหนาค่อยๆ ไต่ผ่านไปด้วยความยากลำบาก จากบ้านปางคาม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน สู่ดินแดนอันเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ (SSA) ซึ่งอยู่ในเขตรัฐฉาน สองข้างทางยังมองเห็นแนวป่าเขียวครึ้ม ทว่า หากย้อนเวลากลับไป ผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มากว่าครึ่งศตวรรษ บอกว่า ป่าที่เห็นบางตาลงไปมากแล้ว

ด้วยความที่อยู่ชิดติดกัน มีเพียงแค่เส้นพรมแดนเล็กๆ ขีดคั่น บ้านปางคามและชุมชนบนดอยไตแลงจึงเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงที่อาศัยทรัพยากรร่วมกัน ทั้งป่าไม้ สายน้ำ พืชพันธุ์ธัญญาหาร หากที่ไหนมีปัญหาอีกแห่งย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย การลดลงของพื้นที่ป่าบนดอยไตแลงจึงน่ากังวลพอๆ กับการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในบ้านปางคาม

“คนเพิ่มขึ้น แต่ทรัพยากรมันจำกัด ถ้าเราปล่อยไปเรื่อยๆ ทรัพยากรเราหายไปแน่ ป่าไม้ สัตว์ป่า ทุกวันนี้มันมองเรื่องเศรษฐกิจกันเยอะขึ้น อย่างที่ตลาดวันอาทิตย์ฝั่งโน้นเขาเอามาขายหมด ทั้งพืชป่า สัตว์ป่า บางชนิดก็หายากแล้วเหลือน้อยแล้ว” เกษม เกียรติทวีกิจ ชาวบ้านปางคาม กล่าว และว่าหลังจากที่ได้พูดคุยสอบถามจากชาวบ้านบนดอยไตแลงถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ก็ทำให้รู้ว่าสถานการณ์ที่นั่นก็เริ่มน่าเป็นห่วงเช่นกัน

“ช่วงที่เขามาอยู่ 17 ปีที่ผ่านมา ถามว่าอะไรมันลดไปบ้าง เขาบอกทุกอย่าง ป่าไม้ สัตว์ป่า โดยเฉพาะน้ำ หน้าฝนเขาอาศัยก็น้ำฝน แต่หน้าแล้งเขาต้องซื้อน้ำ ตอนมาอยู่ใหม่ๆ เขามีลำธาร น้ำสูงสักศอก แต่เดี๋ยวนี้ลำธารน้ำเหลือแค่ประมาณคืบ”

เมื่อเห็นปัญหาร่วมกันการพูดคุยหาทางออกจึงเกิดขึ้น และพัฒนามาเป็นโจทย์วิจัยที่คนทั้งสองแผ่นดินเข้ามามีส่วนร่วม

“เราไปพยายามโน้มน้าวเขาว่า เราอยู่ร่วมกันสองชุมชน ที่นี่มีร้อยกว่าหลังคา ที่โน่นมีเป็นพันกว่าหลังคา ทีนี้ถ้าเราอยู่แค่ร้อยกว่าหลังคา ผมก็ไม่หนักใจ เพราะเรามีพื้นเป็น 4-5 พันไร่ เรากินแค่นี้เราอยู่ได้ อีก 5 ปี 10 ปี แต่หลังจากนั้นล่ะ ถ้าเราไม่ได้ปลูกฝังจิตใต้สำนึกให้คนหวงแหนรักษาป่า ให้ช่วยกันดูแล มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ทั้งที่หมู่บ้านนี้และที่ดอยไตแลงจะเหลืออะไร”

แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำงานร่วมกัน แต่ด้วยความที่ชาวบ้านทั้งสองฝั่งสามารถสื่อสารกันได้ โดยมีภาษาไทยและภาษาไทใหญ่เป็นสื่อกลาง มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทั้งจากการที่เด็กบนดอยไตแลงบางคนเดินทางเข้ามาศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือในสาขาที่รัฐฉานไม่มี โดยบางครอบครัวพ่อแม่จะตามมาดูแลและประกอบอาชีพรับจ้างทางฝั่งไทย ขณะที่ชาวบ้านปางคามบางส่วนก็ไปค้าขายหรือรับเหมาก่อสร้างบนดอยไตแลง ทำให้การดึงเยาวชนมาทำกิจกรรมร่วมกัน รวมไปถึงการจับมือกันทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเริ่มนับหนึ่งได้ไม่ยาก

“เราทำวิจัยภายใต้กรอบเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เขาสามารถที่จะมองเห็นได้ว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นอาหารจากธรรมชาติที่เราใช้ร่วมกัน บางอย่างหายไปบ้าง บางอย่างก็เหลือน้อยลง เป็นโจทย์ที่เราต้องมาถามตัวเองว่าจะดูแลรักษามันได้อย่างไร และจะเพิ่มปริมาณให้ทันคนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร”

เกษม นักวิจัยแห่งบ้านปางคาม บอกว่า โครงการนี้แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะต่อยอดจากการทำงานของเยาวชนจิตอาสาซึ่งดำเนินการมากว่า 2 ปีแล้ว

“เราเริ่มมองเห็นว่าการทำงานผ่านเยาวชนค่อนข้างที่จะมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เขารู้แล้วว่าแนวทางที่จะต้องผลักดันเป็นอย่างไร ดูแลอย่างไร ยกตัวอย่างงานบวชป่า เดิมที่เราขึ้นไปทำเราไม่ได้งบจากที่ไหนเลย ตอนหลังก็ได้งบสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ แล้วมันทำให้เรามองเห็นว่าเด็กทำงานเร็ว เห็นความเป็นไปได้มากขึ้น ซึ่งโครงการที่จะทำร่วมกันก็มีแกนหลักเป็นเยาวชนจากทั้งสองฝั่ง”

ปัจจุบัน กลุ่มเยาวชนจิตอาสาบ้านปางคามมีสมาชิกอยู่ 120 คน ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลป่าและชุมชน โดยเฉพาะการบวชป่าได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและได้รับการตอบรับอย่างดี สำหรับกิจกรรมที่เด็กทั้งสองชุมชนสามารถทำร่วมกันได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ การฟื้นฟูพื้นที่ป่าห้วยจอง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ โดยกิจกรรมต่างๆ และการเก็บข้อมูลสำหรับงานวิจัยที่จะเกิดขึ้นในลำดับต่อไป จะเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการเพื่อชะลอความเสื่อมโทรมของทรัพยากรในพื้นที่ และสร้างความเปลี่ยนแปลงบนพื้นฐานความร่วมมือแบบไร้พรมแดน ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็นตัวอย่างให้อีกหลายๆ ชุมชนตามแนวชายแดนได้นำไปเป็นต้นแบบในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน

 ---------

บนเส้นทางที่คดโค้งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน แม้ภาพภูเขาหัวโล้นจะยังไม่ปรากฏชัด แต่การรุกคืบของพืชเชิงเดี่ยวและการท่องเที่ยวแบบไร้ขีดจำกัดก็กำลังส่งสัญญาณอันตรายหากปล่อยไปตามยถากรรม

ไม่เฉพาะแต่ที่บ้านปางคามเชื่อมต่อกับดอยไตแลงเท่านั้นที่กำลังเผชิญกับปัญหาการจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดการประโยชน์อย่างยั่งยืน แต่ภายใต้ผืนป่าธรรมชาติที่ครอบคลุมหลายพื้นที่ของตำบลปางมะผ้า การลดลงของทรัพยากรคือโจทย์ใหญ่ที่หลายฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยเหตุนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลปางมะผ้า จึงร่วมกับภาคประชาชน ภาคี และเครือข่ายทำการวิจัยเรื่องการจัดการระบบบริหารท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม โดยการสนับสนุนของฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยกระบวนการจากงานวิจัยจะทำให้เกิดแผนในการจัดการเชิงพื้นที่ และนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชายขอบ ซึ่งถูกเปรียบเปรยว่าเป็นหมู่บ้านยามชายแดน

 “สำหรับแนวทางการจัดการระบบบริหารท้องถิ่นเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง หรือลูกบอลลูกหนึ่งที่เราหยิบขึ้นมา แต่วัตถุประสงค์จริงๆ ของการทำวิจัยเรื่องนี้ก็คือ ที่ผ่านมากระบวนการจัดทำแผนของ อบต. ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ขณะเดียวกันการทำแผนงานนโยบายท้องถิ่นขาดฐานข้อมูลสำคัญมากำหนดแผนบริหารของ อบต.” ชูชัย ศรัทธาธรรม พี่เลี้ยงนักวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.แม่ฮ่องสอน เล่าถึงที่มา ก่อนจะอธิบายต่อว่า

งานวิจัยเชิงนโยบายจะเกิดขึ้นไม่ได้หากฝ่ายบริหารในพื้นที่ไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมาจึงได้มีการพูดคุยกับ จำรูญ วงศ์จันทร์ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลปางมะผ้า เพื่อหาเครื่องมือมายกระดับในงานบริหาร และกำหนดเป็นแผนพัฒนาของท้องถิ่น ซึ่งจากการพูคุยในวันนั้นได้ข้อสรุปในวันนี้ว่า เรื่องอาหารท้องถิ่นจะเป็นตัวเชื่อมโยงของคนในพื้นที่ ภายใต้ของห่วงโซ่ทั้ง 4 ประกอบไปด้วย 1.ห่วงโซฐานทรัพยากร 2.ห่วงโซ่การผลิตและการแปรรูป 3.ห่วงโซ่การตลาดและการขนส่ง 4. ห่วงโซ่ด้านการบริโภคและสุขภาพ

สำหรับเรื่องฐานทรัพยากร (ดิน-น้ำ-ป่า) จากการเก็บข้อมูลพบว่ามีความเสี่ยงและความเปราะบางที่มาจากเงื่อนไขที่ตั้ง ที่อยู่ในเขตป่าเป็นส่วนใหญ่ จึงขาดสิทธิตามกฎหมายในการใช้ที่ดิน ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่สูงและเทือกเขาหินปูน ดินจึงขาดความอุดมสมบูรณ์ไ่ม่เหมาะกับการปลูกพืช มีที่ราบระหว่างหุบเขาเพียงเล็กน้อยสำหรับทำการเกษตร และยังมีปัญหาเรื่องน้ำโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ที่น่าเป็นห่วงคือยังมีความเปราะบางจากปัจจัยภายใน เช่น การบุกรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้อาหารจากป่าและน้ำลดลงและปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตร ขณะเดียวกันฐานทรัพยากรเหล่านี้กลับมีศักยภาพและต้นทุนด้านการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ดีเนื่องจากประชาชนในพื้นที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ได้แก่ ไทใหญ่ ลาหู่ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่ปางมะผ้า และกลุ่มปะโอ ซึ่งมีความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมกับชาวไทใหญ่ ทำให้การบริหารจัดการนอกจากต้องกำหนดแนวทางร่วมกันแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย

 “แม้ในพื้นที่จะมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค ซึ่งทางทีมวิจัยได้นำความหลากหลายมาแบ่งกลุ่มพื้นที่เป้าหมาย คือ 1.หมู่บ้านแม่ละนา ที่เป็นหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ 2.บ้านปางคาม ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาติพันธุ์ไทใหญ่เช่นเดียวกับกลุ่มแรก และ 3.บ้านจ่าโบ่ และบ้านบ่อไคร้ ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ แต่ละหมู่บ้านจะมีความโดดเด่นแตกต่างกัน อย่างเช่น บ้านจ่าโบ่และแม่ละนา จะมีจุดเด่นในเรื่องของเศรษฐกิจชุมชน ที่นำเอาทรัพยากรมาจัดการในลักษณะของการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งเป็นรายได้หลักของชุมชน ขณะที่บ้านปางคามจะเน้นเรื่องการเกษตร” ชูชัย กล่าว

และแม้จะยังไม่โดดเด่นในด้านการท่องเที่ยว แต่บ้านปางคามก็เป็นหมู่บ้านชายแดนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศแวะเวียนเข้ามา การเตรียมพร้อมเพื่อตั้งรับการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในชุมชนเองจากความต้องการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

เกษม มองว่านอกจากแผนพัฒนาฯ โครงการศึกษาวิจัยต่างๆ แล้ว การปลูกฝังจิตสำนึกของคนในชุมชน โดยเฉพาะเยาวชน คือหัวใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรในท้องถิ่น ที่สำคัญต้องอยู่เหนือเส้นพรมแดนทั้งปวง

“เมื่อธรรมชาติถูกทำลาย เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนรับผิดชอบ เขาก็จะหวงแหน เราต้องพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าถ้าธรรมชาติหายไป มันไม่ได้หายไปเฉพาะที่ปางคาม ไตแลงก็เป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบด้วย เราก็ไม่อยากให้ภาระมันอยู่ตรงเรา แล้วก็ไม่อยากให้ภาระมันอยู่ตรงเขา ต้องร่วมมือกันเพียงแต่ว่าเราอยู่คนละรัฐ ซึ่งเขตแดนจริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นต้องมาแยกคนเรา แล้วทรัพยากรมันก็ใช้ร่วมกัน ทำไมต้องแยกฝั่งเราฝั่งเขา”

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงก้าวแรกๆ ของการจับมือกันสร้างองค์ความรู้ข้ามพรมแดน เป็นการร่วมแรงของคนที่อยู่กันคนละเขตประเทศ แต่ก็เป็นคำประกาศที่มีพลังว่าฐานทรัพยากรนั้นคือมรดกร่วมของมนุษยชาติต้องช่วยกันดูแลรักษา