วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Etape du Tour ปั่นตามรอยโปรแห่ง Tour de France

หากได้ไปปั่นในเส้นทางแข่งจักรยานระดับโลก ทำไมนักปั่นจะไม่อยากไปกันล่ะ

               แม้ไม่ใช่ประเทศหรือเมืองแห่งจักรยาน แต่สังคมจักรยานของไทยก็มีผู้หลงใหลการปั่นมากมายจนเลยคำว่ากระแสหรือแฟชั่นไปแล้ว นอกจากสนุกกับการปั่น พวกเขาและเธอยังอินไปกับวัฒนธรรมจักรยานและเป็นแฟนตัวยงของการแข่งขันจักรยานระดับโลกอย่าง Tour de France,Giro D’Italia และ Vuelta a Espana อีกด้วย

               หากได้มีโอกาสไปปั่นในสนามระดับโลก ในเส้นทางเดียวกับที่นักปั่นมืออาชีพไปแข่งขันกัน โดยเฉพาะเส้นทางเดียวกับตูร์ เดอ ฟรองซ์ (Tour de France) มหกรรมกีฬาที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ทำไมนักปั่นจะไม่อยากไปเยือนสักครั้งล่ะ

 

หนุ่มสาวแห่ง RPK Racing

               บี - ณัฐสินี กนกวรกาญจน์ นิสิตปริญญาโท MBA และชัย - ชิตชัย ตั้งพินิจกุล หนุ่มนักปั่นผู้อยู่ในวงการโฆษณา คือเพื่อนร่วมก๊วนจักรยานที่ไปปั่นตามรอยโปรกับการแข่งขันอีแทพ ดู ตูร์ (Etape du Tour) ถึงประเทศฝรั่งเศส การแข่งขันนี้คัด 1 ในสนามไฮไลท์ของการแข่งขันตูร์ เดอ ฟรองซ์มาให้นักปั่นได้สัมผัสสภาพแวดล้อมจริง บรรยากาศจริง และความยากจริงที่นักปั่นมืออาชีพได้เจอ

               ณัฐสินีคือหญิงหนึ่งเดียวของทีมปั่นเล็กๆ RPK Racing ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักปั่นย่านถนนราชพฤกษ์ ซึ่งมีชิตชัยเป็นรุ่นพี่ในทีม ชิตชัยเป็นคนชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก ก่อนหน้านี้เขาเคยปั่นๆ หยุดๆ กับเสือภูเขามาราว 13 ปี ตอนนี้เขาหันมาปั่นเสือหมอบได้ 2 ปีแล้ว พอๆ กับณัฐสินีที่หันมาปั่นจักรยานเปลี่ยนตัวเองจากสาวตัวกลมกลายเป็นสาวร่างบางขาแรง ผู้ขึ้นโพเดียมรับรางวัลในการแข่งขันจักรยานรายการต่างๆ ในเมืองไทยเสมอ เธอคือหนึ่งในสาวที่สามารถทำความเร็วตามผู้ชายได้ทัน แม้มีบางจุดที่ “ต้องร้องขอชีวิต” เธอก็ไม่ยั่น

               ด้วยใจรักการปั่น ในระหว่างที่ยังพอมีเวลาเพราะอยู่ในช่วงเรียนโท ณัฐสินีจึงทุ่มกับจักรยานเต็มที่ ทั้งเข้าทีมอื่นๆ ที่มีการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง การออกทริปปั่นยาวไปต่างจังหวัด และติดตามข่าวสารของกลุ่มจักรยานต่างๆ เมื่อได้ยินข่าวการจัดทริปไปปั่นที่อีแทพ ดู ตูร์ เธอก็ส่งสารชวนเพื่อนทุกกลุ่มจักรยาน และผู้ที่ตอบรับสารก็คือชิตชัย ผู้ที่แม้มีเวลาซ้อมน้อยกว่าแต่ก็เป็นขาปั่นไฮเปอร์พอตัว

              

Etape du Tour

               ทริปนี้ไม่ใช่ทัวร์เป็นทางการ แต่เหมือนเป็นกลุ่มเพื่อนรวมตัวกันพาเที่ยวมากกว่า จัดโดย Bikenet กลุ่มจักรยานที่มีชื่อเสียงในชลบุรี จุดหมายหลักของทริปนี้คือการไปดูการแข่งขันตูร์ เดอ ฟรองซ์ และในเมื่อไปถึงที่แล้วก็ต้องสัมผัสเส้นทางกันให้ถึงใจด้วยการเข้าร่วมปั่นที่อีแทพ ดู ตูร์ ส่วนวันที่เหลือก็ปั่นท่องเที่ยวข้ามเมืองกัน

               “งานนี้ Etape du tour แปลว่า The State of the Tour ก็มาจากตูร์ เดอ ฟรองซ์ ซึ่งแข่งกันเป็นเดือนใน 20 กว่าสนาม ผู้จัดงานนี้ก็คือทีมเดียวกับทีมจัดตูร์ เดอ ฟรองซ์ เขาจัดมาหลายปีแล้ว ให้คนทั่วไปได้ลองปั่นในสนามเดียวกัน โดยเลือกมา 1 สนาม เพื่อให้คนได้รับรู้กลิ่นอายของการแข่งขัน และความทรมานที่นักแข่งได้รับ”

               ชิตชัยเล่าให้ฟัง ปีนี้ผู้จัดเลือกสนามที่เรียกว่า Queen Stage ถือเป็นหนึ่งในสนามสุดโหดก่อนขบวนแข่งจะมุ่งหน้าไปปารีส จริงๆ แล้วเส้นทางนี้มีระยะทาง 150 กม. ปั่นผ่านภูเขา 4 ลูก แต่ในวันที่พวกเขาไปแข่งเกิดมีหินถล่มบางจุด จึงต้องปิดเส้นทางของภูเขาลูกหนึ่งไปเหลือปั่น 120 กม.

               งานนี้เป็นสนามแข่งต่างประเทศครั้งแรกของทั้งสอง ณัฐสินีและชิตชัยจึงเลือกปั่นอย่างมีความสุขมากกว่าเร่งทำเวลาเข้าเส้นชัย แต่พวกเขาก็แข่งจบตามเวลา ในจำนวนผู้เข้าร่วมราว 16,000 คนมีร่วมพันคนที่ไม่สามารถจบการแข่งขันได้

               “จริงๆ บีอยากพิสูจน์ตัวเองนะคะ แต่พอไปอยู่ในจุดนั้น เราอยากเก็บทั้งบรรยากาศ วิว และความรู้สึกไว้นานๆ” ทั้งสองจึงปั่นแบบทัวริ่งให้สนุกและอิ่มเอมกับบรรยากาศของประเทศแห่งจักรยานคนท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรมจักรยานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพากันเฉลิมฉลองไปกับการแข่งขันจักรยานในตำนาน ทุกคนให้การต้อนรับอบอุ่น ส่งเสียงเชียร์นักปั่นจากแดนไกล และมีส่วนร่วมกับงานเต็มที่ ทำให้ระหว่างทางทั้งสองมีความสุขและเก็บเกี่ยวมิตรภาพจากเพื่อนนักปั่นต่างชาติที่ส่งเสียงทักทายกัน

               “ทุกคนมาจากต่างที่ แต่พูดภาษาเดียวกันคือภาษาจักรยาน” ชิตชัยเสริม สิ่งนี้สัมผัสได้ตลอดการแข่งขัน รวมถึงวันที่พวกเขาไปเชียร์การแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ บนภูเขา Mont Ventoux ซึ่งเป็นสเตจที่ 12 ในการแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ ก๊วนจักรยานจากเมืองไทยพากันปั่นขึ้นไปในจุดที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ท่ามกลางคาราวานของผู้คนที่ขับรถบ้านมาจับจองที่และตั้งแคมป์ปิคนิคกันล่วงหน้า 2-3 วัน ทริปนี้เปิดประสบการณ์และสร้างความประทับใจแก่ทั้งสองมาก จนเมื่อกลับมาแล้วก็เริ่มมองหาสนามแข่งต่อไป เพราะแบรนด์การแข่งขันนี้มีจัดที่ประเทศอื่นด้วย พวกเขาจึงหมายตาสนามออสเตรเลียปลายปีนี้ และคงมีทริปปั่นสัมผัสประสบการณ์ใหม่ไปเรื่อยๆ

 

จักรยานเปลี่ยนชีวิต?

แววตาของณัฐสินีบอกให้รู้ว่าจักรยานเป็นแพชชั่นของเธอไปแล้ว นอกจากความสนุก จักรยานยังเปลี่ยนชีวิตเธอด้วย

               “จากคนที่ไม่ออกกำลังกาย ไม่ไปไหนเลย ตอนนี้กลายเป็นว่าเราอยากตื่นเช้ามาปั่นจักรยาน เสาร์อาทิตย์ก็จะหาทริปปั่น ได้รู้จักเพื่อนกลุ่มใหม่ที่ให้คำแนะนำต่างๆ แก่เราได้ ไลฟ์สไตล์ก็เปลี่ยน บีระวังการกินมากขึ้น เมื่อก่อนห่วงสวย ตอนนี้ก็ห่วงสวยมากขึ้น” เธอเล่าด้วยเสียงหัวเราะ จักรยานยังเปลี่ยนบุคลิกของเธอจากคนไม่ค่อยกล้าแสดงออกให้เป็นคนมั่นใจในตัวเองมากขึ้น “พอทำอะไรบางอย่างสำเร็จ ก็รู้สึกดีกับตัวเอง กล้าพูดกล้าคิดกล้าทำ แล้วก็อยากจะท้าทายตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะรู้ว่าพอใส่ความพยายามลงไปต้องทำได้”

ส่วนชิตชัยที่เล่นกีฬามาตลอด จักรยานไม่ได้ถึงกับเปลี่ยนชีวิตเขา “แต่ทำให้ผมใช้ชีวิตได้มีความสุขมากขึ้น เพราะงานเราค่อนข้างเครียด การปั่นจักรยานคือการออกไปอยู่กับตัวเอง ไปปั่นกลับมาแล้วรู้สึกดี สมองและจิตใจปลอดโปร่ง การเล่นกีฬาไม่เฉพาะจักรยานมันทำให้เราไปข้างหน้าอีก พิชิตกำแพงที่เคยมี เช่น การพิชิตมาราธอน แต่ก่อนเรามีกำแพงอยู่ตรงนี้ เราคิดว่าเราชนกำแพงแล้ว แต่พอเราฝืนอีกนิดมันดันออกไปได้เรื่อยๆ ได้เรื่อยๆ ก็นำมาประยุกต์กับการใช้ชีวิตได้เหมือนกันครับ”

               การไปปั่นจักรยานที่สนามระดับโลกช่วยเติมเต็มความฝันของนักปั่นได้ระดับหนึ่ง แต่อันดับในการแข่งขันไม่ใช่เป้าหมายของชิตชัยและณัฐสินี

               “ความฝันไม่เคยหยุดหรอกครับ ขึ้นอยู่กับเราจะฝันต่ออย่างไร วันนี้เราอาจชนกำแพง เราต้องข้ามกำแพงไปให้ได้ ที่สำคัญแต่ละครั้งที่เราไป แม้จะเป็นเส้นทางเดิม เพื่อนคนเดิม แต่มันมีเรื่องราวใหม่ทุกครั้ง”

               “บีมีความสุขกับการปั่น ขอให้สนุกกับเพื่อนกับเส้นทางก็พอแล้ว และไม่ว่าอีกกี่ปีก็ยังอยากรู้สึกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ”

               เพราะพวกเขาเพียงอยากท้าทายตัวเองและมีความสุขกับการขี่จักรยานเท่านั้น