คุณ(ค่า)ฆ่า ชุมชน ?

คุณ(ค่า)ฆ่า ชุมชน ?

ขณะภาครัฐเดินหน้า ‘ไล่รื้อ’ ชุมชนเก่าในนามของการพัฒนา ก็ยังมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เห็นค่า และคิดหาโมเดลการ 'อยู่ร่วม' ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ครั้งหนึ่ง ชุมชนย่านกุฎีจีน (กะดีจีน) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาเกือบ 200 ปีต้องมาแตกแยกกันเพราะโครงการแผนพัฒนาปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณวัดให้เป็น “อุทยานการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์” ส่วน ชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน ราว 60 หลังคาเรือนที่ตกทอดประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ถูกไล่รื้อที่อยู่อาศัยไปกว่าครึ่งเพราะมีโครงการพัฒนาพื้นที่รอบวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

ขณะที่ ชุมชนแพร่งภูธร ต้องเผชิญกับการเวนคืนที่จากโครงการแผนพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์และอาคารที่อยู่อาศัยของกทม. เรื่องนี้ ชุมชนแม้นศรี นาคบำรุง บริเวณหลังศูนย์การค้าวรจักรก็อยู่ในข่ายไม่ต่างกัน

นอกจากนี้ โครงการขนาดใหญ่อย่างส่วนต่อขยายรถไฟใต้ดินที่สถานีมังกรกมลาวาสก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดกับย่านที่อยู่รอบๆ ไม่ว่าจะเป็น เวิ้งนครเกษม ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ ตลาดกรมภูธเรศ หรือชุมชนเจริญไชย หลายชุมชนต้องหาที่อยู่ใหม่ บางชุมชนมีการรวมกลุ่มเพื่อพยายามอยู่ร่วมกับการพัฒนาต่อไป

หรือกระทั่งโครงการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เรียกกันติดปากว่า โครงการเจ้าพระยา 14 กิโลเมตร ที่ส่งผลกระทบกับ ศาสนสถาน 8 แห่ง โรงเรียน 8 แห่ง ชุมชน 29 ชุมชน และสถานที่สำคัญอีก 19 แห่ง ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการหาทางออกร่วมกันไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสม และการมีส่วนร่วม

ความท้าทายของเมืองในวันนี้จึงไม่ได้อยู่แค่การสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานได้ครอบคลุม หรือรังสรรค์สิ่งปลูกสร้างนำสมัยเพื่อเติมเต็มความเป็นเมืองเท่านั้น หากแต่การอยู่ร่วมของชุมชน และย่านเก่ายังเป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อ

และเป็นเรื่องดีที่อย่างน้อย ในวันที่ฟ้าไม่ใส แต่บ้านเราก็ยังมีคนรุ่นใหม่ ที่ใส่ใจ และเห็นค่าของชุมชน

ทุกพื้นที่มี ‘คุณค่า’

โลเคิล อไลค์ (Local Alike) เป็นหนึ่งในกิจการเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยวชุมชนโดยคนรุ่นใหม่อย่าง สมศักดิ์ บุญคำ (ไผ) และ สุรัชนา ภควลีธร (นุ่น) ที่ต้องการผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยการขอเป็นข้อต่อระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างให้เกิดการท่องเที่ยวที่ได้ทั้ง “คุณค่า” และ “มูลค่า” โดยชุมชนเจ้าของพื้นที่ไม่ต้องเสีย “ตัวตน” ไป

สมศักดิ์ เป็นตัวแทนบอกเล่าถึงการทำงาน ตลอดจนวิธีคิดของกิจการเพื่อสังคมอย่าง โลเคิล อไลค์ ว่า “เราเชื่อว่า ในทุกๆ พื้นที่ต่างก็มีศักยภาพในแบบของเขาเอง มันขึ้นอยู่ที่ว่า ใครจะมองเห็นหรือเปล่า”

เพราะแม้กระทั่งพื้นที่ที่ใครๆ ก็เรียกว่า “สลัม” อย่าง ชุมชนคลองเตย ก็ยังสามารถถูกพัฒนาเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้เช่นกัน แต่ก่อนจะไปถึงตอนนั้น เขาก็ยอมรับว่า แม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่แน่ใจในตอนเริ่มแรก

“โปรเจคคลองเตย เริ่มต้นเมื่อปลายปี 2557 ตอนแรกเรานึกภาพไม่ออกว่า คลองเตยจะทำท่องเที่ยวได้มั้ย ก็ลองลงพื้นที่ไปดู ปรากฏว่า ครั้งแรกที่ไป ผมเรียกแท็กซี่อยู่ 9 คัน แต่ไม่มีใครยอมไป แล้วพอได้ไปพูดคุย ทำความรู้จักกับคนในชุมชน เขาเล่าว่า บางครอบครัว ไม่กล้าแม้แต่จะออกไปกินข้าวนอกชุมชน ขณะที่เด็กๆ ในชุมชนเอง บางคนก็ไม่สามารถเรียนต่อในโรงเรียนนอกชุมชนได้ เพราะโรงเรียนไม่ยอมรับ เนื่องจากคลองเตยถูกมองเป็นภาพมืดมาตลอด ทั้งๆ ที่ผมว่า ทุกชุมชนก็มีทั้งภาพมืด ภาพสว่าง เราเองก็ไม่ได้จะฉายแต่ภาพสว่างอย่างเดียว แต่เราเสนอภาพทั้งสองด้าน มุมดีๆ น่ารักๆ ของคลองเตยก็มีอยู่ มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น” เขาเอ่ย

หลังจากลงพื้นที่ร่วมพูดคุยกับคนในชุมชนจนพอเห็นทาง โปรเจค "คลองเตย เคยไปยัง?" จึงเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเขาบอกว่า ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะสามารถทำให้ผู้ร่วมทริปเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับคลองเตยแบบเดิมๆ ไปได้ และเริ่มรับรู้รายได้จากการท่องเที่ยวนับแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งถึงแม้จะยังไม่ใช่ตัวเลขที่มากมายอะไร แต่ “ทัศนคติเชิงบวก” ที่ชุมชนคลองเตยได้รับกลับมานั้น ต้องถือว่า ประเมินค่าไม่ได้

“ในปีที่ผ่านมา เรามีรายได้ 9 ล้านบาท จากการวางแผนท่องเที่ยวโดยทำงานร่วมกับ 30 ชุมชน สำหรับในปีนี้ เราขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นเป็น 52 ชุมชน และตั้งเป้ารายได้ที่ 25 ล้านบาท โดย 5เปอร์เซ็นต์ของรายได้ก็จะคืนกลับสู่ชุมชน”

เพิ่มเติม คือ ความชิค

ในฐานะที่คลุกคลี เดินเข้าชุมชนโน้น เดินออกชุมชนนี้มาก็ไม่น้อย อชิรญา ธรรมปริพัตรา ผู้ก่อตั้ง “ไฮฟ์สเตอร์” อีกหนึ่งกิจการเพื่อสังคมเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เห็นว่า การพัฒนาของเมืองที่ผ่านๆ มา ถึงแม้จะเป็นเรื่องดีที่บ้านเรามีตึกสูงๆ สวยๆ แต่ก็เป็นเรื่องน่าใจหาย หากสิ่งที่ต้องแลกไป คือ “ชุมชนดั้งเดิม” ที่ถูกทดแทนด้วยห้างสรรพสินค้า หรือบางแห่งก็ถูกแทนที่ด้วยอาคารจอดรถ

"ชุมชนดีๆ ที่น่าสนใจมีเยอะแยะ แต่คนไม่ค่อยจะรู้จัก อย่างที่ บ้านบุ เขามีการทำ “ขันลงหิน” ซึ่งคนไทยเวลามองไปจะเห็นว่า เขาเป็น labor ทั้งๆ ที่งานที่เขาทำมันคือ ช่างฝีมือ (Craftsmanship) หรืออย่าง บางกระดี่ ที่คนขับรถไปแถวพระราม 2 แต่ไม่เคยสนใจ ไม่รู้จัก แต่ถ้าลองได้เข้าไป เชื่อไหมคะ มันเหมือนเราไปอยู่ต่างประเทศเลยนะ เพราะที่นั่นเขาเป็นชุมชนมอญ ก็แทบจะไม่พูดภาษาไทยกันเลย" อชิรญา หรือ อชิ เล่า

และพูดถึงการทำงานร่วมกับชุมชนโดยเธอหวังว่า การท่องเที่ยวในแบบของไฮฟ์สเตอร์จะช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้ชุมชนลุกขึ้นยืนได้ “คิดว่า ชุมชนที่อยู่ได้ และอยู่ได้นาน จะต้องเป็นชุมชนเข้มแข็ง และมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน แล้วก็ต้องสามารถเกื้อหนุนกันกับนอกชุมชนได้ด้วย เพราะชุมชนคงอยู่คนเดียวไม่ได้ ขณะเดียวกัน ‘คน’ ที่อยู่ในชุมชนนั้นก็คือหัวใจหลัก และถือเป็นคุณค่าที่แท้จริงของชุมชน”

ขณะที่รูปแบบกิจกรรมที่น่าสนใจ จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสนใจซื้อโปรแกรมท่องเที่ยวกับกิจการเพื่อสังคมได้ วิธีสื่อสารก็มีน้ำหนักไม่แพ้กัน ในการสร้างประสบการณ์ใหม่ ให้นักท่องเที่ยวรู้สึก ‘ว้าว’ ได้

และนั่นคือ กลเม็ดที่ไฮฟ์สเตอร์หยิบมาใช้ และได้ผลเสมอ

"เราใช้ความเป็นโมเดิร์นเข้าไปเสริมให้แก่นแท้ของชุมชนอยู่ได้นาน อย่าง แป้งพวง ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ถ้าเราไปบอกแบบนั้น คนก็จะรู้สึกเฉยๆ แต่เราบอกเขาว่า มันเหมือน dry shampoo สมัยนี้เลยนะ.. เท่านั้นแหละ โห ลูกค้าร้องกรี๊ดกันใหญ่ มันคือ วิธีการสื่อสารเพื่อสร้างความน่าสนใจ อย่างเราจะพาเขาไปเรียนทำนากับชาวนาออร์แกนิก ก็บอกเขาว่า มาเรียน Organic Rice Parachuting (จริงๆ คือ การหว่านกล้า) ก็เปลี่ยนอารมณ์เลย"

แต่นั่นก็เป็นแค่ “การสื่อสาร” แต่เนื้อในที่มีอยู่ของชุมชนนั้น เธอยืนยันว่า จะไม่เข้าไปยุ่งหรือพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะเธอบอกว่า “สิ่งที่เขามีอยู่แล้ว คือ สิ่งที่ดีที่สุดค่ะ”

ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

“เราอยากให้คนกรุงเทพฯ หรือแม้แต่คนไทยเอง ได้รู้ว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้แย่อย่างที่คิด มันไม่ได้มีแต่รถติด อากาศเสีย แต่มุมน่ารักๆ ของกรุงเทพฯ ก็มีเหมือนกัน เราอยากพรีเซนต์มุมมองเหล่านี้ออกไป เพราะเชื่อว่า ถ้าเขาได้สัมผัสมันเหมือนกับที่พวกเราสัมผัส เขาก็จะมองเห็นคุณค่าของการมีอยู่ของชุมชนซึ่งก็จะช่วยให้สามารถรักษาและสืบต่อคุณค่าของชุมชนเอาไว้ได้” คือคำอธิบายของ พิชญา ดังศิริแสงทอง หรือ ‘เม’ เกี่ยวกับภารกิจของกลุ่ม TRAWELL กิจการเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่นในเขตเมืองเก่าของกรุงเทพมหานคร

ก่อนที่จะเข้ามาร่วมงานกับกลุ่ม TRAWELL ตัวเธอเอง ได้เคยลงพื้นที่ชุมชนบ้านบาตรเพื่อศึกษา ทำความรู้จักและเข้าใจกับชุมชน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาสู่การทำโฮสเทลเพื่อสังคมอย่าง Once Again Hostel ซึ่งมี ศานนท์ หวังสร้างบุญ เป็นโต้โผหลัก ที่ต่อมาได้ขยายเครือข่ายและใช้ฐานข้อมูลเดียวกันนี้มาสู่กิจการท่องเที่ยวเพื่อชุมชนอย่าง TRAWELL ที่ศานนท์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งอยู่ด้วย

“ตอนที่ไปบ้านบาตร เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีชุมชนแบบนี้อยู่ พอได้เข้ามาดูก็รู้สึกว้าวมาก มันอเมซิ่งมาก ที่สำคัญ คือ ที่นั่นเป็นชุมชนที่ยังคงความเป็นชุมชนไว้มากๆ เขายังมีศาลากลางเป็นพื้นที่ส่วนรวมไว้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน และด้วยความที่พื้นที่นี้อาจจะเรียกว่า เป็นชุมชนแออัดก็ได้ และชาวชุมชนก็ไม่ได้มีรายได้มาก เวลามีคนตาย เขาก็ไม่มีเงินไปจัดงานที่วัด ก็ใช้พื้นที่ศาลากลางนั่นแหละ ทำพิธีเสียเลย ขณะที่ชุมชนเมือง เราเดินผ่านไปผ่านมาไม่แม้แต่จะทักทายกัน แต่ที่บ้านบาตรมีความเป็นเครือญาติกันมากๆ บ้านทุกหลังรู้จักกันหมด การได้เข้าไป ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง” เธอบอก

และยืนยันถึง จุดยืนของการทำธุรกิจท่องเที่ยวในแบบของ TRAWELL คือ ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมือง แต่ต้องเป็นเมืองที่ “มีชีวิต”

“เราอยากเห็นเมืองที่มีชีวิต มีผู้คน ไม่อยากเห็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ แต่ไม่มีชีวิต เราอยากเห็นเมืองที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน อันนี้คือ แผนระยะยาว ที่จะต้องทำให้ชุมชนอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยตอนนี้เราทำงานอยู่กับ 4 ชุมชน คือ ชุมชนป้อมมหากาฬ, บ้านบาตร, นางเลิ้ง และวังกรมฯ (วังกรมพระสมมตอมรพันธ์) ซึ่งเราก็พยายามที่จะพัฒนาศักยภาพชุมชน เตรียมความพร้อมให้เขา ช่วยระดมสมอง หาความต้องการของชุมชนว่า เขาอยากเป็นแบบไหน จากนั้นก็ช่วยผลักดันให้เป็นได้ตามที่เขาอยากเป็น โดยเอาความคิดของชุมชนเป็นตัวตั้ง” เม เล่า

พร้อมสะท้อนมุมมองโดยส่วนตัวว่า “คุณค่า” ของของชุมชน เป็นเรื่องของวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีมาแต่ดั้งเดิม

“ชีวิตเขาไม่ได้หมุนเร็วเท่ากับความเป็นเมือง แต่ก็ไม่ใช่ว่า เขาจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพียงแต่เปลี่ยนช้ากว่า การที่เราโตมาในเมือง อาจไม่ได้สัมผัสความเป็นชุมชนดั้งเดิม ความเป็น neighbor hood พอได้เจอก็ชื่นใจ มันเป็นเหมือน Living Museum ซึ่งเขาไม่ได้เซ็ตอะไรเลย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่อยู่นอกพิพิธภัณฑ์อีกทีหนึ่ง เห็นแล้วก็อยากจะบอกต่อให้คนอื่นๆ มาเห็นอย่างเราบ้าง”

และนั่นก็เป็นเหตุผลให้เธอรวมถึงเพื่อนๆ ทั้งกลุ่ม TRAWELL เอง และเครือข่าย ลุกขึ้นมาร่วมสนับสนุนให้ชุมชนสามารถรักษาคุณค่าเหล่านี้ไว้ได้ เพราะในขณะที่ “รัฐ” อาจตีค่าชุมชนในเชิงกายภาพ อย่างน้อยก็มี “พวกเขา” ที่มองเห็นและเชื่อในคุณค่าของชุมชน วัฒนธรรม และวิถีชีวิต

ที่สำคัญ คือ เชื่อใน “คุณค่า ของ คน” ที่ไม่ว่าจะเป็น คนใหม่ หรือ หน้าเก่า.. เขาทั้งหมดต่างก็ คือ “ชีวิต” และ “ของจริง”