วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ โลกใต้น้ำของสโรจ เลาหศิริ

จากเด็กที่อยากเป็นนักบิน ตอนนี้เขาเลือกดำน้ำ อยู่ในโลกสีฟ้าและกว้างใหญ่พอๆ กัน

      ท่ามกลางความมืดมิดใต้ท้องทะเล ได้ดึงเขาเข้าสู่วินาทีสำคัญของการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตระหว่างเจ้านักล่า “ปลาไหลมอเรย์” กับอาหารโปรดของมัน  “ไอ้ปลาหมึกยักษ์” และเพียงไม่กี่วินาทีที่เหยื่อได้ว่ายเข้ามาในหลุมพราง การจู่โจมของนักล่าก็เริ่มขึ้น มันพุ่งออกจากแนวปะการังอย่างรวดเร็วพอกับลางสังหรณ์ของผู้ถูกล่าที่รู้สึกว่าชีวิตเริ่มเหลือน้อยลงทุกที เจ้าแปดหนวดดิ้นรนอย่างสุดชีวิตโดยหวังว่ามันอาจพลิกสถานการณ์กลายเป็นผู้ล่าได้บ้าง แต่ไม่ได้ผล มันยังคงเป็นผู้ถูกล่า และก่อนที่จะเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ หมึกสีดำสุดท้ายถูกพ่นออกมา เจ้านักล่าชะงักไปเสี้ยวของวินาที แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับการหนี...

      นี่คือหนึ่งเสน่ห์ของโลกใต้ทะเลที่คุณจะไม่มีวันจะได้เห็นจากที่อื่นอย่างเด็ดขาด และมันก็เป็นแค่หนึ่งประสบการณ์ของไดฟ์ (Dive) ที่ 71 เท่านั้น เพราะยังมีไดฟ์อื่นๆ ที่เขาเก็บภาพความทรงจำอีกมากมาย ไม่ว่าจะไดฟ์ที่ 57 ซึ่งเป็นตอนที่ได้ยินข่าวว่ามีฉลามวาฬอยู่ใต้ทะเลจากเรือลำข้างๆ มันทำให้เขาแทบเก็บอาการไม่อยู่ เขาดีใจเหมือนกับเด็กที่รู้ว่ากำลังจะได้ของเล่นใหม่ ซึ่งมันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ เขาสวมชุดดำน้ำอย่างรวดเร็วราวจะแข่งกับอัตราการเต้นของหัวใจที่พุ่งขึ้นสู่ขีดสูงสุดก็เกิดขึ้น “ตู้ม” เสียงระเบิดของน้ำที่เกิดจากความแรงของวัตถุกระทบกับน้ำตามมาติดๆ เพราะถ้าช้ากว่านี้เพียงวินาทีเดียว เจ้าฉลามวาฬที่เขาอยากเห็นสักครั้งในชีวิตอาจไม่อยู่รอเขาแล้วก็ได้

 

BORN TO BEE ผู้ชายที่เกิดมาเพื่อดำน้ำ

      “ผมอยากเป็นนักบินครับ”

      คำตอบของเด็กชายในวันนั้นเมื่อถูกถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” วันนี้เด็กชายคนนั้นไม่ได้บินอยู่บนท้องฟ้าหรอก แต่เขากำลังว่ายอยู่ในท้องทะเลที่กว้างใหญ่ไม่แพ้กันต่างหาก พร้อมบอกกับเราว่า “มันน่าจะคล้ายๆ กันนะ อย่างน้อยก็สุดลูกหูลูกตาและมีสีฟ้าเหมือนกันแหละ”

      เพียงการดำน้ำครั้งแรกที่หมู่เกาะสุรินทร์ก็ทำให้บี - สโรจ เลาหศิริ Executive Strategic Creative Directorแห่ง Rabbit’s Tale หลงเสน่ห์ของโลกใต้ทะเลเข้าอย่างจัง ถึงขนาดบอกกับตัวเองว่า สักวันหนึ่งจะต้องเรียนดำน้ำอย่างจริงจังให้ได้ และเมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี สโรจจึงเริ่มออกเรือแห่งความฝันด้วยการเรียนดำน้ำ “SCUBA” หรือ “การดำน้ำลึก” ซึ่งนอกจากความสวยงามใต้ท้องทะเลแล้ว เขายังพบอีกหนึ่งเสน่ห์ของการดำน้ำนั่นก็คือ “การได้อยู่กับตัวเอง” เพราะหัวใจหลักของการดำน้ำคือ “การควบคุมลมหายใจ” หรือจะเรียกว่าเป็น “การวิปัสสนา” ในทางของเขาก็ไม่ผิดนัก จึงทำให้ทุกครั้งเมื่อต้องการพักผ่อน “ทะเล” และ “การดำน้ำ” คือสิ่งที่เขาถวิลหา

      แต่การดำน้ำก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้องมีสติและสมาธิอยู่ตลอดเวลา สโรจเล่าให้ฟังว่าทุกครั้งที่ดำน้ำไม่ควรดำคนเดียวอย่างเด็ดขาด เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ เช่น คนที่เกิดภาวะเมาไนโตรเจนจะมีอาการคล้ายๆ คนเมาเหล้า ทำให้มีโอกาสหมดสติในน้ำได้ ซึ่งต้องจำไว้เลยว่าถ้าไปดำน้ำแล้วเจอเพื่อนหรือคนที่ดำด้วยนั้นทำท่าทางแปลกๆ เหมือนคนควบคุมตัวเองไม่ได้นั้นเกิดจากการเมาไนโตรเจนแน่นอน ยิ่งดำลึกมากขึ้นก็ยิ่งเกิดภาวะนี้ได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น และอีกครั้งหนึ่งที่เห็นกับตาเลยคือ มีคนเกิดอุบัติเหตุในน้ำแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้จึงดีดตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป ซึ่งการทำแบบนี้จะมีโอกาสทำให้ถุงลมปอดฉีก อาจร้ายแรงถึงตายได้ทีเดียว

 

ทะเลก็มีชีวิต ทะเลก็มีหัวใจ

      “เมื่อก่อนภาคใต้คือจุดที่นักดำน้ำทุกคนต้องมา มันสวยมาก ทั้งปะการังและปลาที่ว่ายอยู่มันอุดมสมบูรณ์ไปหมด เช้า กลางวัน เย็น ถ้าคุณดำน้ำลงไป ปลาไม่เคยเหมือนกันเลย มันคือความตื่นเต้นของการเจออะไรใหม่ๆ แต่ระยะหลังการทำประมงเถื่อนได้เข้ามาทำลายทรัพยากรเหล่านี้ ปลาบางตัวที่เคยเจอเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ที่สำคัญนักท่องเที่ยวที่เข้ามาส่วนหนึ่งก็ไม่ได้รู้สึกรักธรรมชาติ รักทะเล เขาแค่มาเที่ยวมาถ่ายรูปแล้วก็ไป”

      นี่คือความรู้สึกของนักดำน้ำคนหนึ่งที่สะท้อนออกมาให้เราฟัง สโรจบอกว่าปัญหาหลักของทะเลตอนนี้มีสองอย่าง คือ 1.คนที่ทำประมงเถื่อน พวกเขาไม่เคยรู้หรอกว่าใต้น้ำมันสวยงามแค่ไหน เขามาทำมาหากินด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างเดียว พอระเบิดปลาแล้วเอาอวนลากจากนั้นก็ไป ขายหมดก็กลับมาใหม่... และอีกปัญหาที่เหมือนจะไม่ร้ายแรงเท่าแต่ก็ไม่น้อยกว่ากัน คือปัญหาของนักท่องเที่ยว ซึ่งต้องยอมรับว่าระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาการดำน้ำเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นมากจากดาราและคนมีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องดี เพียงแต่เหรียญย่อมมีสองด้าน คนที่มาเที่ยวทะเล มาดำน้ำ ควรจะมาเที่ยวแบบอนุรักษ์พร้อมกับมีการให้ความรู้จากเจ้าหน้าที่ เพราะการไปจับสัตว์หรือปะการังอาจทำให้พวกมันตายได้จากแบคทีเรียในมือคน และเมื่อปลาตัวหนึ่งตายก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้ระบบนิเวศน์ใต้ทะเลต้องพังตามไปด้วย

      และจากความเชื่อที่ว่าหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว สโรจจึงต้องการเป็นหนึ่งกระบอกเสียงเพื่อบอกทุกคนว่าทรัพยากรทางทะเลไม่ใช่ของใครเพียงคนหนึ่ง มันคือสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกันรักษา เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่นาน ทะเลไทยคงเป็นทะเลที่ไม่มีชีวิตแน่ๆ แล้วทีนี้ชีวิตไหนเล่าจะมาทะเล...