วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ดีเจเอก” กฤษณาวารินทร์ จักรยานเปลี่ยนผมให้เป็นอีกคน

“ดีเจเอก” เอก กฤษณาวารินทร์ เปลี่ยนตัวเองมาใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น เมื่อปั่นจักรยาน

เชื่อว่าชีวิตนี้ก็น่าจะออกกำลังกายไปเรื่อยๆ ครับ ถามว่าถ้าแก่แล้วจะหยุดออกกำลังกายไหม... ไม่หรอก เพียงแต่เปลี่ยนวิธีออกให้เบาลง ให้มันเหมาะสมกับอายุ ถึงเวลานั้นจะให้มาออกกำลังกายหนักๆ เหมือนตอนนี้ก็คงไม่ไหวแล้ว

               นี่คืออีกหนึ่งตัวตนของ “ดีเจเอก” เอก กฤษณาวารินทร์ นักจัดรายการวิทยุแห่งคลื่นชิลล์ เอฟเอ็ม 89 ที่หลายคนรู้จักเขาในบทบาทของดีเจตัวพ่อมากกว่านักกีฬาสายแข็ง

               “ผมชอบกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวเยอะๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนนั้นก็ปั่นจักรยานเล่นกันตามประสาเด็กทั่วไป แต่พอโตขึ้นเรารู้ว่าเราชอบอะไร เราก็ไปตรงนั้น ที่ตอนนี้เล่นเป็นประจำก็มีปั่นจักรยาน วิ่งมาราธอน ว่ายน้ำ และดำน้ำลึก ซึ่งเราชอบพวกกีฬาที่มันท้าทายตัวเองไง ชอบการเอาชนะตัวเอง เหมือนเราวางเป้าหมายไว้คร่าวๆ แต่ไม่ชัดเจนมากนะ เวลาเราเอาชนะมันได้เราก็ภูมิใจ แล้วเราก็ตั้งเป้าหมายต่อไปเรื่อยๆ”

จากฟิกเกียร์สู่เสือหมอบ

               ย้อนความไปเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ดีเจเอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่กลับมาปั่นจักรยานเพราะแฟชั่นที่ตอนนั้นใครๆ เขาก็ปั่นฟิกเกียร์กัน และมีน้องที่ทำงานมาชวนปั่นก็เลยเอากับเขาด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปกระแสฟิกเกียร์เริ่มเบาบางลง คนในกลุ่มที่ปั่นด้วยกันหลายคนเริ่มเลิกไป...

ดีเจเอกจึงย้ายไปปั่นกับกลุ่มอื่นแทน และเป็นกลุ่มที่ปั่นกันแบบจริงจังสุดๆ ต้องมีการพัฒนาร่างกาย มีการซ้อมเพิ่มความเร็วเพื่อเข้าแข่งในรายการต่างๆ ซึ่งจักรยานของเขาก็มีมากมายหลายคัน แต่คันโปรดที่ปั่นเป็นประจำคือ เจ้าเสือหมอบ Cipollini รุ่น NK 1 K ที่มีเพียงคันเดียวในโลก...

ออกทริปทั้งทีต้องมีความพร้อม

หนึ่งในเหตุผลที่เขาหลงรักการปั่นจักรยานคือ นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว จักรยานยังพาเขาออกไปเที่ยว ไปเจออะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจออีกด้วย ซึ่งมันเป็นเสน่ห์ที่กีฬาอื่นไม่ค่อยมี การออกทริปแต่ละครั้งก็ต้องเตรียมตัวกันให้ดี เริ่มตั้งแต่วางแผนศึกษาเส้นทางที่จะไปว่ามีจุดแวะพักตรงไหนบ้าง จะพักกินอาหารกี่โมง มีเส้นทางที่อันตรายหรือเปล่า สภาพดินฟ้าอากาศเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ”

               “ตอนนั้นยังห้าวอยู่ครับ คิดว่าตัวเองแข็งแรง นอนน้อยก็ไม่น่ามีปัญหา แต่พอวันที่ไปออกทริปมันไม่เป็นแบบนั้นน่ะสิ จำได้ว่าตอนนั้นหน้ามืดจะเป็นลม คือรู้ตัวเลยว่ามาจากการนอนน้อยแน่ๆ เลยต้องกินพวกอาหารให้พลังงานเยอะๆ เพื่อให้มีแรง แล้วก็ลดความเร็วในการปั่นลง จากปั่นเร็วๆ ก็มาปั่นช้าๆ ซึ่งมันอันตรายมากครับ แทนที่เราจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมันจะกลายเป็นการให้โทษแทน”

ปั่นเปลี่ยนความคิด

นอกจากสุขภาพร่างกายแข็งแรงที่ได้จากการปั่นจักรยานแล้ว จักรยานยังเปลี่ยนความคิดของเขาไปตลอดคือ “เข้าใจคนอื่นและเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น” ดีเจเอกบอกว่าก่อนปั่นจักรยานเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนที่ใช้ถนนร่วมกันนัก แต่เมื่อมาปั่นจักรยาน เขาได้เห็น ได้สัมผัส ได้เจอกับตัวเอง พอไปขับรถก็ทำให้เขาใส่ใจคนที่ใช้ถนนร่วมกันมากขึ้น เรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเวลาฝนตกเขาจะขับช้าๆ สังเกตสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลาว่ามีคนเดินผ่านไหม มีใครปั่นจักรยานหรือเปล่า ถ้ามีเขาจะขับรถช้าๆ เพื่อไม่ให้น้ำบนพื้นถนนกระเด็นใส่คนอื่นอย่างที่เขาเคยเจอ

               นอกจากการใส่ใจคนใช้ถนนร่วมกันมากขึ้นแล้ว จักรยานยังเปลี่ยนตัวเขาไปตลอดกาล ให้กลายเป็นคนเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่เขาและใครหลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่…

               “มันเปลี่ยนไปหมดครับ วิถีชีวิตก็เปลี่ยน เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวแล้วนะ พลังงานมันอยู่รอบตัวเรานี่เอง เวลาไปไหนใกล้ๆ ก็ขึ้นบีทีเอสแทนการขับรถไป และไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะการเดินทางนะ มันกระทบไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันด้วย ก่อนออกจากบ้านเราต้องเช็คตลอดว่าปิดแอร์หรือยัง ปิดไฟปิดน้ำหรือยัง ซึ่งเรื่องพวกนี้ ถ้าเราอยู่ในรถเราจะไม่รู้สึกหรอกเพราะเราเปิดแอร์เย็นๆ ฟังเพลงเพราะๆ เลยไม่ค่อยได้รับผลกระทบกันเท่าไหร่ แต่พอเราปั่นจักรยานบ่อยๆ เราสัมผัสได้ไงครับว่าโลกมันร้อนขึ้นทุกวัน... ”