นกน้อยวันนาร้าง

นกน้อยวันนาร้าง

ก่อนที่นาเกลือจะหายไป นกอพยพจะไม่กลับมา อะไรคือทางออกที่ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่า...นก นา และโซลาร์ฟาร์ม

การเดินทางหลายพันไมล์เริ่มต้นจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัสเซีย เมื่อบ้านเกิดถูกปกคลุมด้วยหิมะ พวกมันเดินทางไกลเพื่อหาอาหารและไออุ่น โดยส่วนใหญ่จะอพยพลงมาตามเส้นทางที่ทอดยาวจากเขตอาร์กติกไปจนถึงออสเตรเลีย โดยมีจุดแวะพักตามชายฝั่งและพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม กัมพูชา รวมถึง ‘ไทย’

นกชายเลนปากช้อน (Spoon-billed Sandpiper) คืออาคันตุกะที่นักดูนกต่างรอคอย ด้วยสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ทำให้การมาถึงของพวกมันในช่วงเดือนตุลาคมจนถึงเมษายนของทุกปี ณ บริเวณนาเกลือโคกขาม คือนัดหมายสำคัญที่มอบประสบการณ์ล้ำค่าให้กับคนรักธรรมชาติ

"มันเป็นคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์ นกชายเลนปากช้อนก็เหมือนเป็นเซเลบ เป็นดารา เป็นทูตที่มีความสำคัญระดับโลก เหมือนดาราฮอลลีวูดที่มาพักผ่อนในประเทศไทย เป็นการบอกว่าประเทศเรายังมีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ" น.สพ.ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ นายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย มองว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์การที่มีนักดูนกจากทั่วโลกบินมาดูนกชายเลนปากช้อนรวมถึงนกอพยพอื่นๆ ในประเทศไทยถือเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผล

สำหรับคนโคกขามที่ผันตัวจากหนุ่มนาเกลือมาเป็นนักดูนกอย่าง สุชาติ แดงพยนต์ เขาเล่าด้วยความภูมิใจว่า "นาเกลือคือแหล่งอาหารของพวกมัน ปกตินาเกลือก็มีนกชายเลนประจำถิ่นอยู่แล้ว แต่ถ้าพูดถึงนกอพยพ นกที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์มากๆ ที่นี่มีถึง 3 ชนิด คือ ชายเลนปากช้อน ทะเลขาเขียวลายจุด และซ่อมทะเลอกแดง สำคัญที่สุดก็คือ นกชายเลนปากช้อน เพราะสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (The World Conservation Union) จัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เท่าที่มีการเก็บข้อมูลไว้ตั้งแต่ก่อตั้งชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติโคกขาม ก็ประมาณ 20 ปีแล้วที่มีนกอพยพเข้ามา เราทำตั้งแต่นกชายเลนปากช้อนพบทั่วโลก 2,000 ตัว จนตอนนี้ก็เหลือไม่ถึง 400 ตัวแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังพบเห็นได้ทุกปี ขณะที่ในหลายประเทศเริ่มไม่เจอแล้ว"

ที่ผ่านมาเคยมีรายงานว่าประเทศไทยพบนกชายเลนปากช้อนมากที่สุดถึง 16 ตัวใน พ.ศ. 2549 แต่ปัจจุบันพบเห็นไม่ถึง 10 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณอ่าวไทยตอนใน ทำให้บรรดานักอนุรักษ์กังวลอย่างยิ่งว่าถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปอาจจะไม่ได้พบเห็นนกชนิดนี้อีก

"เรื่องของนกอพยพมันเซนซิทีฟมาก รัสเซีย ไซบีเรีย คือบ้าน แต่การเดินทางของมันต้องการที่ที่ปลอดภัยสำหรับเป็นรีสอร์ทเป็นปั๊มน้ำมันเพื่อพักผ่อนเติมพลังงาน ถ้าขาดที่พักเหล่านี้ก็ไม่รู้ว่ามันจะอพยพไปที่ไหน"

ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่าในพื้นที่นาเกลือ ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร กำลังผุดโครงการโซลาร์ฟาร์มขึ้นซ้อนทับกับแหล่งอาหารของนกชายเลนอพยพ นักอนุรักษ์และคนท้องถิ่นจำนวนหนึ่งจึงออกมาแสดงจุดยืน

“ก่อนอื่นต้องบอกว่าเราไม่ได้รังเกียจพลังงานสะอาด แต่ว่าพื้นที่นี้คิดว่ามันไม่เหมาะสม” ศักดิ์ชัย เนตรล้อมวงค์ ประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติโคกขาม ปักธงคัดค้าน โดยมี สุชาติ แดงพยนต์ เลขาธิการชมรมฯ ขยายความถึงข้อกังวลว่า

"โซลาฟาร์มมันตั้งอยู่ห่างจากจุดที่นกจะต้องมาหากินทุกปีประมาณ 300 เมตร เราก็กลัวเรื่องแสงเรื่องอะไร เพราะเวลากลางคืนแผงโซลาร์เซลล์ที่นกมองเห็นมันจะเหมือนผืนน้ำ เราก็ไม่รู้ว่านกจะลงไปชนหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ โซลาร์ฟาร์มก็ไปทับที่หากินของนกส่วนหนึ่งแล้ว เรากังวลว่ามันจะลดลงไปอีก คือบางส่วนมันก็อาจจะปรับตัวได้ แต่ส่วนหนึ่งก็อาจจะหายไป เพราะนกอพยพชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว มันไม่กินตรงนี้ก็ได้ มันอาจไปตรงอื่นก็ได้ แต่ข้อกังวลของหลายๆ ฝ่ายก็คือ นกอพยพชนิดนี้จำนวนมันเหลือน้อย แล้วแหล่งที่พบในแต่ละประเทศที่มันย้ายไปก็น้อย เท่าที่มีการศึกษากันมาหลายๆ ปี บางประเทศก็ไม่ลงแล้ว"

ในความเห็นของสุชาติ ไม่ใช่แค่นกเท่านั้นที่น่าเป็นห่วงว่าจะหายไป แต่อาชีพของบรรพบุรุษอย่างนาเกลือก็เป็นวิถีชีวิตที่อยากให้อยู่คู่กับคนโคกขามต่อไป

"ส่วนตัวรู้สึกว่าถ้าวิถีดั้งเดิมแบบที่ทำกันมารุ่นปู่รุ่นย่า 50-60 ปี ถ้ามันหายไปก็น่าใจหายนะ ไม่ใช่ผมคนเดียว ในระบบของการทำนาเกลือ ระบบเครือญาติ ระบบลูกจ้างเข็นเกลือหาบเกลือมันก็ต้องหายไปหมด ส่วนตัวคิดว่าวิถีเดิมๆ มันดีกว่า" 

อย่างไรก็ดีในส่วนของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติฯ ซึ่งพยายามเป็นคนกลางในการแสวงหาข้อมูลเพื่อสร้างความชัดเจนในการหาทางออกของเรื่องนี้ เสนอว่าต้องมองให้ไกลไปกว่าประเด็นโซลาร์ฟาร์ม แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่ในภาพรวม ปัจจุบันมีการเปลี่ยนนาเกลือไปเป็นอย่างอื่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขายหน้าดิน ทำบ่อกุ้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่กระทบต่อนกที่ต้องอาศัยนาเกลือ แต่ก็เป็นสิทธิของเจ้าของที่ดินที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย

"ที่ผ่านมาต้องขอบคุณชาวนาเกลือที่ดำรงระบบนิเวศนาเกลือไว้ แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรฟรีอีกต่อไป ถ้าจะอนุรักษ์นกต้องบริหารจัดการอย่างไร ต้องลงทุนอย่างไร ใครจะเป็นคนทำนาเกลือ ตรงนี้มันไปไกลกว่าโซลาร์ฟาร์มมากๆ"

แน่นอนว่าถ้าไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ ในที่สุดคงไม่ใช่เฉพาะแต่นกอพยพเท่านั้นที่หายไป นกประจำถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพก็คงหายไปด้วย ซึ่งจะโทษใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องตระหนักว่า “คนกับทรัพยากรต้องอยู่ด้วยกันจึงจะยั่งยืน” ดร.บริพัตร ยืนยัน “นกมีความสำคัญระดับโลก แต่สิทธิของคนก็เป็นเรื่องที่ต้องห่วงใยเหมือนกัน”

.......................

บนที่ดินของบรรพบุรุษ ชาวโคกขามกำลังถูกท้าทายจากโจทย์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หลายคนเลือกขายที่ดิน บางคนเลือกเปลี่ยนอาชีพเพื่อรายได้ที่มากกว่า ทว่า ส่วนหนึ่งกลับเลือกยืนหยัดรักษามรดกชิ้นนี้ไว้

"ตรงนี้เป็นเหมือนนาเกลือผืนสุดท้าย แล้วก็เป็นพื้นที่ที่บรรพบุรุษได้รับพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 8 เป็นมรดกสืบทอดกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2480 มีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานให้คนละไม่เกิน 40 ไร่ ระบุไว้เลยว่าต้องเป็นคนที่มีบรรพบุรุษเคยทำนาเกลือมาก่อน ปู่ย่าตายายสร้างมาด้วยแรงกายแรงใจ เพราะฉะนั้นพื้นที่นี้เราก็รักและหวงแหน" ศักดิ์ชัย เนตรล้อมวงค์ พูดไปพลางมือก็คลี่แผนที่โบราณอายุเกือบ 60 ปีเพื่อแสดงหลักฐานการใช้ที่ดินตั้งแต่อดีต

เขาว่านี่คือเหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจออกมายืนอยู่หัวแถวในการคัดค้านโครงการโซลาฟาร์มในพื้นที่ ต.โคกขาม

"โครงการนี้เข้ามาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มีการเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของคณะกรรมการสหกรณ์กรุงเทพเพื่อคัดเลือกบริษัทที่จะมาทำโซลาฟาร์ม ซึ่งตอนหลังก็มีการประชุมวิสามัญเลือกบริษัทซันซีป เอ็นเนอร์ยี ประเทศไทย เข้ามาทำ แต่มติที่ประชุมอาจจะไม่ค่อยเรียบร้อยถูกต้องนัก เพราะมีการนำผู้เข้าร่วมประชุมหรือผู้แทนของสมาชิกซึ่งไม่มีสิทธิโหวตเข้ามาร่วม แล้วก็เอามติอันนี้ไปเสนอต่อกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพราะว่าการจะใช้ที่ดินตรงนี้ต้องได้รับอนุญาตจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เนื่องจากที่ดินมันอยู่ในเขตนิคมสหกรณ์ฯ"

ในฐานะคนโคกขาม ศักดิ์ชัยเป็นห่วงว่าหากมีการนำพื้นที่นาเกลือมาทำโซลาร์ฟาร์ม นอกจากจะเป็นการใช้พื้นที่ผิดเจตนารมย์ที่มีมาแต่เดิมที่ต้องการให้เป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรม ยังอาจสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่เคยมีผลการศึกษาที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้

"มันไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพราะอยู่ใกล้ชุมชน ซึ่งตามเงื่อนไขสร้างได้แต่ต้องไม่กระทบต่อชุมชน พื้นที่ส่วนรวมของชุมชน พื้นที่ทางการเกษตร การทำมาหากินของประชาชน อย่างทางน้ำไหล หรือน้ำเสียอะไรจะต้องไม่เกิด ซึ่งโซลาฟาร์มในที่อื่นๆ ส่วนมากจะตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชน แต่พื้นที่นี้มันติดกับชุมชน เราก็ไม่รู้ว่าผลกระทบข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร นี่คือข้อกังวล"

เมื่อความกังวลไร้ซึ่งคำตอบ ตัวแทนผู้คัดค้านจึงยื่นหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ และได้รับการรับรองว่าเป็นเส้นทางการอพยพย้ายถิ่นของนกชายเลนที่มีความสำคัญ

"คือถ้าโซลาร์ฟาร์ม 3 เมกะวัตต์ตรงนี้เกิดขึ้น มันจะมีอีก 2 เมกะวัตต์ที่่จะตามมา ถ้าตรงนี้สร้างได้ตรงอื่นก็สร้างได้ มันถือว่าเป็นการนำร่องของอุตสาหกรรม อนาคตถ้าตรงนี้มันเกิดขึ้นอย่างอื่นมันก็ต้องเข้ามาอีก"

ที่ผ่านมาแม้จะมีการชี้แจงว่าโซลาร์เซลล์เป็นพลังงานสะอาดปราศจากผลกระทบ แต่ศักดิ์ชัยส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยปากว่า "แรกๆ ก็เห็นว่าไม่มีปัญหาทุกที่ พอนานๆ ไปมีปัญหาทุกที แล้วถ้ามีปัญหา ใครจะรับผิดชอบ"

ปัญหาที่ว่าก็เช่น ถ้าฝนตกน้ำมากระทบกับแผงโซลาร์แล้วไหลลงแหล่งน้ำจะเกิดอะไรขึ้น ความร้อนที่เกิดจากโซลาร์ฟาร์มจะมีผลต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ อย่างไรบ้าง

"ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้รับอะไรเลย ไฟเขาก็ขายให้การไฟฟ้าฯ แต่ผลกระทบถ้ามันมีชาวบ้านได้รับเต็มๆ ส่วนเจ้าของที่ถ้ามีปัญหาขึ้นมาเขาอาจจะอพยพไปอยู่ที่อื่นก็ได้ เขาให้เช่าตั้ง 25 ปี เขามีรายได้แล้วไอ้คนที่อยู่ตรงนี้จะไปที่ไหนได้ เผลอๆ อาจจะต้องขายไปอีก ตามๆ กันไป เพราะอยู่ไม่ได้"

ล่าสุดในที่ประชุมซึ่งจัดโดยสำนักงานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) วีรวิทย์ วีรวรวิทย์ ที่ปรึกษาซันซีป เอ็นเนอร์ยี (ไทยแลนด์) จำกัด ชี้แจงว่า "บริษัทคงไม่สามารถย้ายสถานที่ตั้งโครงการไปจุดอื่นๆ แต่จะดำเนินตามเกณฑ์คู่มือการปฎิบัติหรือ ซีโอพี ตามที่ทางกกพ.กำหนดไว้เพื่อกำจัดข้อกังวล"

หลังจากนี้แนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้คัดค้านจึงมีมีช่องทางเล็กๆ อยู่ที่ขั้นตอนการพิจารณาใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ รวมถึงการให้ความเห็นและข้อเสนอแนะของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ประกอบการพิจารณาพื้นที่ตั้งโครงการว่า “ทำได้” หรือ “ไม่ได้”

“พวกผมอีกไม่กี่ปีก็คงตายไปแล้ว แต่เราไม่สามารถทิ้งปัญหาไว้ให้ลูกหลานคนที่อยู่ข้างหลังต้องมารับภาระตรงนี้”

“เราเป็นนักอนุรักษ์ก็พยายามปกป้องความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ไม่อยากให้นกกับนาเกลือเป็นแค่ตำนาน นกเป็นดัชนีวัดความสมบูรณ์ของธรรมชาติ นกอยู่ได้ คนก็อยู่ได้ มันอยู่มาก่อนเราอีก เรามาอยู่ทีหลัง ถ้ามันอยู่ไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้” ศักดิ์ชัย กล่าว

และแม้ว่าโซลาร์ฟาร์มจะไม่ใช่ภัยคุกคามนาเกลือแต่เพียงอย่างเดียว แต่โครงการนี้ก็ทำให้คนทั่วไปหันกลับมามองนาเกลือในมุมใหม่ ที่ไม่ใช่แค่มรดกทางอาชีพของคนโคกขาม แต่เป็นภูมิปัญญาของคนโบราณ เป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่า เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และยังเป็นเส้นทางของนกอพยพที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก 

ตอนจบของเรื่องนี้จึงสำคัญเกินกว่าที่จะทิ้งภาระไว้กับท้องถิ่นเท่านั้น