เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นหัวจุก

เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นหัวจุก

นำศาสตร์พระราชาไปใช้ เปลี่ยนวิธีการเกษตร และเปลี่ยนความคิดของคนบนดอย


“ป่าที่หายไป ถ้าหันมาปลูกป่าอย่างเดียว ไปไม่รอด ต้องมีระบบกั้นน้ำ ไม่ให้ตกมาด้านล่าง จัดระบบป้องกันการชะล้างหน้าดิน เก็บน้ำไว้ในภูเขา ซึ่งทุกที่ที่ผมไปทำ ปรากฎว่าการขุดหนอง คลอง ทำฝาย สร้างผลผลิตทางการเกษตรดีกว่าที่พวกเขาปลูก ตอนแรกพวกเขาก็บอกว่าไม่เชื่อ ต้นข้าวสูงจนพวกเขาตกใจ เรื่องแบบนี้ ต้องทำให้เห็นกับตา เมื่อเชื่อแล้ว ก็ทำตาม” 

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานและสถาบันเศรษฐกิจจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าว ก่อนที่จะพาขึ้นดอยท่ามกลางสายฝน เพื่อไปดูการขุดแหล่งน้ำเล็กๆ บนสันเขา บ้านห้วยกระทิง ต.พระธาตุ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ที่นี่เป็นอีกแห่งที่นำศาสตร์พระราชามาแก้ปัญหาแบบบูรณาการทั้งระบบ ไม่ว่าคน ป่า น้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน"

ว่ากันว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านห้วยกระทิงในเขตอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ ต.พระธาตุ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ไม่ต่างจากหลายชุมชน การบุกรุกถางป่า เพื่อทำการเกษตร เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน กรณีนี้ ณัฐพงษ์ มณีกร มูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทย ที่ทำงานในพื้่นที่มานาน ในฐานะผู้ประสานงาน เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ เล่าว่า ปัญหาที่ผ่านมาคือ การบุกรุกป่าเพื่อทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นวิถีของกะเหรี่ยง แต่มีช่วงปล่อยให้พื้นที่ป่าฟื้นตัว เพียงแต่ระยะหลังไร่ไม่หมุนเวียนแล้ว เพราะปลูกข้าวโพด

"เมื่อที่นี่ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ชาวบ้านก็ยังปลูกข้าวโพด เจ้าหน้าที่จึงเข้ามาจัดการ มีปัญหาทะเลาะกันตลอด เราก็เลยคิดว่า น่าจะหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น จึงคัดเลือกชาวบ้าน 7 คน ไปอบรมด้านเกษตรธรรมไปเรียนรู้ศาสตร์พระราชาในปี 2557 "

นั่นเป็นจุดที่ทำให้ทีมของอาจารย์ยักษ์ลงพื้นที่มาช่วยสอนและแนะนำการจัดการลุ่มน้ำและการเกษตร ตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยปรับให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ และนั่นทำให้มีการขุดหนอง คลอง บนสันเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อ.ยักษ์รู้ดีว่า ต้องอธิบายง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แนวทางใช้ได้จริง รวมถึงฟื้นป่าได้อย่างยั่งยืน และต้องไม่ลืมว่า ชาวบ้านต้องมีอยู่ มีกิน มีใช้ แบบพอเพียง

ศาสตร์พระราชา
พวกเขาตั้งโจทย์ว่า ถ้าชุมชนกะเหรี่ยงแห่งนี้ทำตามศาสตร์พระราชา พื้นที่ทางการเกษตร 10 ไร่ ต้องได้ผลผลิตเท่ากับข้าวโพด 50 ไร่ ทำแล้วมีเงินเหลือฝากธนาคารอีก 50,000 บาท ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และคนในชุมชนกะเหรี่ยง 14 รายที่ร่วมโครงการ ก็ไม่คิดว่าจะทำได้ แต่พวกเขาลองทำ เนื่องจากที่ผ่านมา ทำการเกษตรแบบเดิมไม่พอกิน มีหนี้สินคนละกว่าแสนบาท จึงลองทำตามแนวคิด โคก หนอง นา โมเดลที่อาจารย์ยักษ์พยายามเผยแพร่

สิ่งแรกที่ต้องปรับเปลี่ยน คือ วิธีคิดเรื่องการเกษตร ก่อนอื่นต้องจัดการเรื่องน้ำบนสันเขาที่ทอดยาว อาจารย์ยักษ์ให้พวกเขาขุดหนอง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง หรือตอนที่จำเป็น และรับน้ำตอนน้ำท่วม (หลุมขนมครก) รวมถึงขุดคลองไส้ไก่ให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่ เพื่อให้น้ำกระจายเต็มพื้นที่ เพิ่มความชุ่มชื้น และทำฝายทดน้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้ในพื้นที่ให้มากที่สุด

ส่วนดินที่ขุดทำหนองน้ำ ถมให้สูงทำโคก บนโคกปลูก “ป่า 3อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” หรือมากกว่านั้น พวกเขาเลือกปลูกต้นกล้วย ส่วนพื้นที่นาให้กลับมาฟื้นฟูดิน ห่มดินด้วยใบไม้ใบหญ้า ทำเกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืน และยกคันนาให้สูงและกว้าง เพื่อใช้เป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม ปลูกพืชอาหารตามคันนา

"วิธีการแก้ ไม่ใช่ให้เขาเลิกปลูกข้าวโพด ปล่อยให้เขาเลือกเอง ไม่บังคับ ผมปลูกให้เห็นกับตาเลยว่า ต้นกล้วยและต้นข้าวที่ปลูกวิธีผมกับปลูกวิธีเดิมต่างกันอย่างไร ปรากฎว่าผลผลิตที่ผมแนะนำดีกว่าที่พวกเขาทำ 5 เท่า " อาจารย์ยักษ์ เล่าและพาไปดูต้นกล้วยของเกษตรกรที่ทำตามคำแนะนำ รวมถึงนาขั้นบันได
โมเดลรูปแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จในไม่กี่ปี อาจารย์ยักษ์บอกว่า ใช้เวลานาน จึงไม่ค่อยมีคนอยากทำ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ชาวบ้านเห็นแล้วว่าต้นข้าว ต้นกล้วยที่ปลูกด้วยศาสตร์พระราชา สูงกว่าที่พวกเขาปลูก เนื่องจากมีการจัดการระบบน้ำ และห่มดินตามธรรมชาติ

"เมื่อเห็นผล ก็เริ่มมีคนทำตาม ผมจึงให้มีการเจรจา เพื่อพักชำระหนี้ให้เกษตรบนดอยสูง สร้างกำลังใจการทำงาน แต่อยู่ระหว่างการเจรจา"

ปลูกทุกอย่างที่กิน
เหมือนเช่นที่กล่าวมา ต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากที่เคยซื้อทุกอย่าง ไม่ว่าข้าว ปลา ผัก ผลไม้ ก็เปลี่ยนมาเป็นปลูกทุกอย่างที่กิน

"สองปีที่หันมาทำแบบนี้ ตอนนี้หน่อไม้ ลูกเนียง ผักกูด มีมหาศาล และมีไผ่กิมจูที่ปลูกเสริม หน่อไม้ขายได้ปีนี้กว่าหมื่นบาท ซึ่งตอนนี้เห็นผลยังไม่ชัดแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ปลูกผักกาดไว้เยอะ คนปลูกไม่รู้จะทำยังไง ก็ถอนทิ้ง เแต่ยังมีปัญหาการจัดการการตลาด" วิทยา พันธ์ปัญญากรกุล กำนันบ้านห้วยกระทิง เล่า และมั่นใจว่า แปลงเกษตร10 ไร่ ตามหัวไร่ ปลายนา ถ้าปลูกป่าใช้สอยและไม้กินได้ จะสามารถเป็นซุปเปอร์มาเก็ตที่ช้อปได้ทุกวัน นอกจากนี้พวกเขายังรวมตัวกันตั้งกองทุนหน่อไม้ มีระบบการจัดการขายหน่อไม้ เพราะเชื่อว่า ถ้ายังปลูกพืชเชิงเดียวต่อไป คงไปไม่รอด หนี้สินไม่ลด 

"ถ้าจะถามเบื้องหลังการเผาป่า เมื่อดินโดนไฟ ดินจะดีมาก ไม่ต้องใส่ปุ๋ย สำหรับปกากะญอแล้ว ป่าคือ ชีวิต จริงๆ แล้วชาวบ้านทำไร่เลื่อนลอย ก็ไม่ได้เผาป่ามากมาย แต่ตอนนี้เราหันมาใช้วิธีห่มดินให้สุก หญ้าไม่ขึ้น และในอนาคตจะไม่มีการเผาป่า" สุรัต ดีทองขาว เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม จ.ตาก เล่า

อีกหนึ่งตัวอย่างที่อาจารย์ยักษ์ภูมิใจมาก ก็คือ เรื่องราวของ กาลี กะเหรี่ยง ซึ่งไม่ได้ร่วมอบรมในโครงการ และเมื่อเพื่อนบ้านหันมาทำเกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชา เขาลงแรงไปช่วยและนำมาทำในพื้นที่ของเขา

กาลี เล่าเป็นภาษากะเหรี่ยงผ่านล่ามหนุ่มว่า 4-5 ปีที่แล้วเห็นคนอื่นปลูกข้าวโพด ก็ปลูกบ้าง ลงทุนประมาณ 50,000 บาท ขายแล้วก็ได้เท่าทุน ตอนนี้หันมาปลูกข้าว ไผ่ ผัก ยังเป็นหนี้ แต่ไม่ต้องซื้อเยอะเหมือนเมื่อก่อน

เพราะตามรอยศาสตร์พระราชามาหลายทริป หทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัทเชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต ภาคีที่ร่วมสนับสนุนโครงการ บอกว่า ถ้าจะเปลี่ยนคนที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำเกษตรผสมผสาน พวกเขาไม่เชื่อหรอก ถ้าไม่เห็นของจริง
"สิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดคือ คน ท้ายที่สุดเราต้องสร้างคน อย่างเราไปเห็นว่า ต้นข้าวและต้นกล้วยที่ปลูกด้วยวิธีเดิมกับศาสตร์พระราชา มันเติบโตผิดกัน วิธีที่ใช้ให้น้ำซึมใต้ดินมาเลี้ยงพืช โดยการขุดบ่อเหนือพื้นที่ ดูเหมือนง่าย แต่ต้องมีความรู้ และทดลองมาแล้ว อยู่ที่ว่า คนไทยจะกล้าเปลี่ยนความคิดไหม"

เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นหัวจุก
"ตอนที่มาเห็นเป็นเขาหัวโล้น ตอนนี้ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเขาหัวจุก " ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เล่าว่า ในอนาคตเราอยากให้ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้การจัดการน้ำของโลก ไม่ใช่แค่การขับเคลื่อนกิจกรรม แต่จะทำวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ในโครงการการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย การติดตามและประเมินผล เพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม และต้องการให้ศาสตร์พระราชาเผยแพร่ในระดับโลก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

“ทำไมเลือกพื้นที่นี้ เพราะคนในชุมชนพร้อมจะทำและพร้อมเรียนรู้ ผมติดตามงานทุกเดือน ไม่ได้เงิน แต่ได้อากาศ ได้เพื่อน ได้บ้านที่ชาวเขาปลูกให้ ที่สำคัญคือได้ความรู้ที่ซ่อนอยู่ ผมเป็นสถาปนิกปลูกต้นไม้ไม่เป็น จะปลูกกล้วยฤดูไหนยังไม่รู้เลย เราเรียนรู้จากชาวบ้านว่าต้องปลูกเดือนเมษายนถึงจะได้ผล หรือต้นลิงลาว ตอนนี้ญี่ปุ่นทุ่มวิจัยเพื่อนำไปแก้ปัญหามะเร็งมดลูก ผมมองว่าพื้นที่มีศักยภาพ "

จากทำด้วยความสมัครใจ อีกไม่นานจะเปลี่ยนเป็นงานวิจัย อาจารย์พิเชฐ บอกว่า เราอยู่ในอาชีพสถาปนิก ไม่สามารถแก้ปัญหาโลกได้ ทั้งๆที่เราพยายามสร้างเกาะ สร้างอะไรมากมายเพื่อเอาตัวรอด แต่แนวทางนี้เป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก และปัจจุบันมาช่วยออกแบบพื้นที่ให้ชุมชนกะเหรี่ยง

"ถ้าไม่มีหนองน้ำ ฝนตก น้ำจะไหลหลากไปเกือบหมด จึงให้ชาวบ้านขุดหนอง คลองไส้ไก่เล็กๆ เพื่อชะลอน้ำ พืชที่ปลูกก็ได้น้ำ " อาจารย์พิเชฐ ชี้ไปที่สันเขาอีกฟาก และบอกว่า สามารถขุดคลองไส้ไก่เล็กๆ ยาวข้ามภูเขาอีกด้าน ดึงน้ำมาใช้ได้หมด แม้จะอยู่บนดอยสูง เพราะน้ำไหลมาตามคลองไส้ไก่
"การเก็บน้ำบนเขา จะเก็บไว้ตรงไหนก็ได้ คลองเล็กๆ ทำให้น้ำไหลมารวมที่หนอง น้ำซึมไปได้ไกล การเก็บบนภูเขาถ้าขุดดินหน้ากว้างเกินไปจะเก็บน้ำได้น้อย ต้องขุดให้ลึกสองเมตร บนเขาแดดแรง พื้นที่ราบเอียงบนภูเขา น้ำจะซึมไปได้ไกล"

วิธีการที่อาจารย์พิเชฐอธิบายอาศัยการวางองศาการไหลของน้ำใไปตามร่องน้ำเล็กๆ เพื่อดักน้ำไว้ใช้

"ผมก็เคยไปเรียนทฤษฎีเกษตรที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และตามอ.ยักษ์ในภาคปฏิบัติ ก็เลยรู้ว่าการแปลงทฤษฎีมาสู่การปฏิบัติไม่ง่าย ต้องเข้าใจทั้งสถาปัตยกรรม ชุมชน เกษตรและภูมิศาสตร์ ก่อนหน้านี้ผมเคยป็นหนึ่งในสถาปนิกจากหลายมหาวิทยาลัย ไปร่วมออกแบบให้โครงการหลวง ดอยอินทนนท์ ผมใช้ทฤษฎีฝรั่งออกแบบ แต่เมื่อทำไปแล้ว คนในชุมชนไม่ทำตาม เพราะไม่เหมาะกับพวกเขา เราไปคิดแทนให้หมด เราก็มาคิดว่าแล้วใครที่ชาวบ้านทำตาม ก็คือ ในหลวง" 

เมื่อถามถึงการแก้ปัญหาน้ำและป่าในปัจจุบัน อ.พิเชฐ บอกว่า เขื่อนเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะกับบริบทในอดีต ปัจจุบันไม่เหมาะ อย่างเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำใช้แค่สามเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่มีน้ำเติมลงเขื่อน เนื่องจากป่าไม่มี

"ต้องแก้ทั้งระบบคือ ฝน ป่า น้ำ แต่หลักๆ ต้องแก้ปัญหาคนก่อน ที่ผมมาทำเรื่องเกษตรด้วย เพราะลูกผมอายุแค่ห้าขวบ ผมไม่อยากให้ลูกหลานด่าในอนาคต หลังจากรู้เรื่องเกษตร ผมคิดว่า การทำที่ดินหนึ่งไร่ให้มีรายได้ห้าล้านบาทต่อปี ง่ายมาก แต่งานนี้เป้าหมายของเรา คือ สามปีที่ชาวบ้านลงมือทำการเกษตรแบบนี้ ต้องปลดหนี้ให้ตัวเองได้"

......................
ป่าไม่อุ้มน้ำ
"วิธีจัดการกับป่าหัวโล้นเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ในหลวงทรงชี้ไปที่ลุ่มน้ำป่าสัก ภูมิประเทศสูงชัน พื้นที่สิบล้านไร่จากเลยไปถึงอยุธยา ผ่านเจ็ดจังหวัด ภูมิประเทศจัดการยากที่สุด ซึ่งเราก็ลงไปทำงานที่ลุ่มน้ำป่าสัก เพราะพฤติกรรมการผลิตของคน ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และเกษตรพันธะสัญญา ทั้งข้าวโพดและมันสำปะหลัง ซึ่งวิธีการปลูกพืชเชิงเดียวแบบนี้ทำให้ป่าหาย

ป่าที่เคยอุ้มน้ำได้ ก็ทำไม่ได้ ดินที่สมบูรณ์จากป่าอุ้มน้ำ มีใบไม้ร่วงทุกปี ปุ๋ยที่ดีที่สุดในโลกก็หายไป ป่าหมดปุ๋ยหมด ฝนชะล้างหน้าดิน ทำให้หนอง อ่างเก็บน้ำ ตื้นเขิน ป่า ภูเขาและโคก ที่เคยเก็บน้ำ มีป่าอุ้มน้ำ ก็ไม่มี ทำให้น้ำจากลุ่มน้ำไหลมารวมกันที่ปิง วัง ยม น่าน ที่ศรีอยุธยา จนเกิดน้ำท่วม วิธีการจัดการ ถ้าเขาโล้นหมด ก็พากันไปขุดหนอง คันนา ทำฝาย เพื่อให้น้ำซับลงภูเขา ถ้าไม่บล็อกเอาไว้ ฝนจะชะล้างเอาตะกอน ขี้โคลนมาเพิ่มอีกมากมาย ทำให้บ้านข้างล่างพังพินาศ" ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ให้ข้อมูล