หาดหาย...ใครทำ?

หาดหาย...ใครทำ?

ใครจะคิดว่าปัญหาที่เห็นมานานจะอยู่ยืนยงจนถึงปัจจุบัน ชายฝั่งถูกกัดเซาะถูกแก้ไขด้วยเขื่อนกั้น เป็นหนังม้วนเก่าที่ฉายซ้ำซาก

ภาพหาดทรายหายไปพร้อมกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนเข้ามาประชิดฝั่ง ชวนตระหนกตกใจเพราะเสมือนว่าแผ่นดินกำลังจะถูกกลืนกินแล้วแทนที่ด้วยผืนน้ำ คล้ายฉากในหนังวันสิ้นโลก

ความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ดังกล่าว ลงเอยด้วยการขนสรรพสิ่งลงไปขวางทางคลื่นลม ด้วยชุดความเชื่อที่ว่าคลื่นซัดเอาชายฝั่งพังทลาย แต่เหตุใดยิ่งสร้างเครื่องกีดขวางเท่าไรปัญหาชายฝั่งถูกกัดเซาะกลับยิ่งทวีความรุนแรงและลุกลามไปยังจุดอื่นๆ

หาดหายทรายหด

การกัดเซาะชายฝั่ง ถูกอธิบายว่าเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งทะเลที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจากการกัดเซาะของคลื่นหรือลม ตะกอนจากที่หนึ่งไปตกทับถมในอีกบริเวณหนึ่ง ทำให้แนวของชายฝั่งเดิมเปลี่ยนแปลงไป บริเวณที่มีตะกอนเคลื่อนเข้ามาน้อยกว่าปริมาณที่ตะกอนเคลื่อนออกไป ถือว่าเป็นบริเวณที่มีการกัดเซาะชายฝั่ง

มีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งโดยกระบวนการตามธรรมชาติ เกิดจากการกัดเซาะของคลื่นและลม วาตภัย อุทกภัย หรือจากกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้น โดยคลื่นเป็นตัวการสำคัญที่เปลี่ยนแปลงลักษณะของตะกอนและทรายชายฝั่ง และ การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งโดยฝีมือมนุษย์ เช่น การพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล, การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่ง เป็นต้น

หมายความว่าไม่ได้มีแต่ชายฝั่งประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังประสบปัญหา ทุกประเทศทั่วโลกที่มีชายฝั่งและทะเล ล้วนถูกกัดเซาะด้วยกันทั้งนั้น ยกตัวอย่างหาดทรายหลายประเทศในสหภาพยุโรปเผชิญปัญหาถูกกัดเซาะ และล้มเหลวจากการพยายามแก้ปัญหามายาวนาน อาทิ Chetelaillon เป็นเมืองท่องเที่ยวของฝรั่งเศส มีหาดทรายเป็นแนวยาว 4 กิโลเมตร ในปี 1925 ประสบปัญหาหาดทรายถูกกัดเซาะ รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาโดยใช้โครงสร้างแข็งหลายรูปแบบ แต่ปัญหาการกัดเซาะกลับลุกลามมากยิ่งขึ้น กลายเป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 60 ปี จนถึงปัจจุบัน

หรือที่ศรีลังกาประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาตั้งแต่ปี 1950 สาเหตุส่วนมากเกิดจากการใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น การสร้างท่าเรือ สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตชายฝั่ง การทำเหมืองทราย และขุดปะการัง รวมถึงการป้องกันชายฝั่งด้วยวิธีการผิดๆ ทำให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ ตัวอย่างเช่น การสร้างคันดักทรายที่ปากแม่น้ำ Panadura เพื่อขยายปากแม่น้ำให้เรือประมงเข้าออกได้สะดวก แต่ปัญหาที่ตามมาคือเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงบริเวณเหนือของปากแม่น้ำ เนื่องจากคันดักทรายขัดขวางเส้นทางเคลื่อนตัวของตะกอนทราย ทำให้พื้นที่ชุมชนในตอนบนถูกกัดเซาะเสียหาย และมีผลกระทบต่อเส้นทางเดินรถไฟ ต่อมารัฐบาลต้องสร้างกำแพงชายฝั่ง (revetment) ป้องกันรางรถไฟในพื้นที่

สำหรับประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,000 กว่ากิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมถึง 23 จังหวัด และไม่มีจังหวัดใดรอดพ้นการกัดเซาะชายฝั่งไปได้!

ยิ่งวางยิ่งวอดวาย

ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้สำรวจปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยแล้วเจอทั้งโจทย์และคำตอบมากมาย เริ่มที่เห็นชัดๆ ก่อนว่าปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งทะเลไทยถูกเบี่ยงเบนไปเป็นความผิดของธรรมชาติตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว คนไทยโทษโลกร้อน โทษคลื่นลม แต่ลืมโทษวิธีการจัดการปัญหานี้อย่างผิดๆ เพราะต้นเหตุเบอร์ 1 ของปัญหาที่รุนแรงคือโครงสร้างแข็ง จำพวกเขื่อนกั้นปากร่องน้ำที่ปัจจุบันมีถึง 40 แห่งทั่วประเทศ, รอดักทรายรูปตัวที (T)

“ประเทศไทยมัวแต่บอกว่าเรามีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาก-น้อย-ปานกลาง แต่ไม่เคยเชื่อมโยงความมาก-น้อย-ปานกลางนั้นกับเขื่อนกั้นปากร่องน้ำ กำแพงกันคลื่น ตอนนี้ข้อมูลมันออกมาหมดแล้ว ตราบใดที่กองหินยังอยู่...แก้ปัญหายาก”

หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมโครงสร้างแข็งที่กันคลื่นได้จึงกลายเป็นฆาตกรผู้ฆาตกรรมชายฝั่ง อธิบายง่ายๆ ว่า โครงสร้างแข็งจะทำหน้าที่ขวางไม่ให้คลื่นซัดแรงเข้าหาฝั่ง ในขณะเดียวกันก็จะดักตะกอนทรายไว้ในบริเวณปีกของเขื่อนหรือรอดักทรายรูปตัวที (T) คล้ายจะเป็นทางแก้ที่ดี แต่เอาเข้าจริงหากสังเกตบริเวณถัดจากโครงสร้างแข็งไปการกัดเซาะจะรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า หากต้องแก้ที่ปลายเหตุด้วยโครงสร้างแข็งก็คงต้องสร้างตลอดแนวชายฝั่งทั้งประเทศ (หรือทั้งโลก)

โครงสร้างแข็งจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะจากข้อมูลที่นักวิชาการทางทะเลรวมถึงผู้ที่ทำงานด้านนี้โดยตรง พบว่าการกัดเซาะชายฝั่งเกิดขึ้นเป็นปกติทั่วโลก และจะกลับมาฟื้นตัวได้เอง แต่เพราะระยะเวลากว่าจะฟื้นตัวนั้นนานจนไม่ทันใจคน ความหวังดีจึงกลายเป็นประสงค์ร้ายไปอย่างไม่รู้ตัว

ผศ.ดร.สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงรายละเอียดว่า “ชายหาดที่ไม่มีโครงสร้างชายฝั่งเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเวลามรสุมผ่านไปแล้ว มันจะมีการเปลี่ยนแปลงกลับมาเข้าสู่สมดุลเดิม ก็คือ มันอาจจะมีการกัดเซาะไปมาก 10 เมตร 20 เมตร ก็เป็นช่วงปกติ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคลื่นจะพาทรายกลับมาที่เดิม ชายหาดกลับเข้าสู่สมดุลเดิมโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย อันนั้นคือบริเวณโซนที่ไม่มีโครงสร้าง ไม่ใกล้รอดักทราย ไม่ใกล้กำแพงกระสอบทราย”

แม้วิธีการวางโครงสร้างแข็งจะถูกตีตกไปแล้วตามทฤษฎีจากการศึกษา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน่วยงานและหลายคนยังเชื่อและยังทำเหมือนเดิม เมื่อเป็นแบบนี้นักวิชาการทางทะเลจึงมองว่านี่คือเงาสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐเองและคนไทยไม่รู้จักทะเล และไม่ค่อยเปิดรับความรู้เพราะจมอยู่แต่กับความคิดและความเชื่อผิดๆ ถูกๆ

“คนไทยไม่รู้จักทะเล ตั้งแต่เด็กจนโตถ้าลองให้เราวาดแผนที่ประเทศไทย ถามว่าเราจะวาดรูปอะไร ต้องวาดรูปขวาน ใครวาดรูปประเทศไทยแล้วไม่ใช่รูปขวานบ้าง ถ้าไม่ใช่รูปขวานไม่ได้คะแนนเต็ม 10 นะครับ แต่เชื่อไหมไม่มีใครวาดรูปทะเล ไม่เคยมีใครมีในมโนคติเลยว่าประเทศไทยมีทะเล วาดรูปทีไรวาดรูปแต่ขวาน เพราะฉะนั้นไม่แปลกเวลาที่จะทำอะไรกับทะเล ฉิบหายช่างมัน

ความรู้ของคนไทยเกี่ยวกับทะเลน้อยมาก การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทะเลมันผิดเกือบทุกเรื่อง ใช้ความรู้ทางบกไปจัดการกับทะเล เอาคนที่รู้เรื่องตลิ่ง แม่น้ำ ไปจัดการชายฝั่งทะเลแล้วมันจะได้อะไร เอาคนที่มีความรู้เรื่องการทำถนนไปวางแผนพื้นที่ชายฝั่งทะเล แล้วจะได้อะไร แต่ก็ทำทั่วประเทศ” ศักดิ์อนันต์กล่าว

น้ำขึ้นให้รีบวัด

หาดสมิหลา จ.สงขลา เป็นพื้นที่ถูกกัดเซาะมานานนม แน่นอนว่ามีเขื่อน, รอดักทราย และกระสอบทรายวางเรียงเป็นตับ และแน่นอนยิ่งกว่าคือชายฝั่งพังทลายรุนแรงจนน่าเป็นห่วง

เสียงจาก สมพล ดีเยาะ ชาวบ้านชุมชนเก้าเส้งสะท้อนว่าปัญหานี้เรื้อรังมานาน ทั้งจากความไม่เข้าใจของคนแก้ปัญหา ความไม่ใส่ใจของคนในพื้นที่ จนกระทั่งเก้าเส้งเป็นพื้นที่ปัญหาหนักหนาที่สุด

“แรกๆ ผมได้ประชุมกับชาวบ้านแล้วว่าทางจุฬาฯกับกรมเจ้าท่าจะมีโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ชาวบ้านเสนอให้ทำเขื่อนโครงสร้างแข็งเพราะจะช่วยป้องกันลมมรสุม เอาเรือไปแอบหลังเขื่อนได้ นั่นก็เพราะหลายคนหลายความคิด บางคนคิดแค่ว่าเอาฉันสบายก่อน”

ส่วนสมพลที่ได้เข้าร่วมประชุมและรับฟังแนวทางแก้ปัญหาของกลุ่มเยาวชน Beach for life ที่ลงมือแก้ปัญหาการกัดเซาะชายหาดสมิหลา กอปรกับเป็นคนในพื้นที่ติดทะเล เห็นความจริงว่าเขื่อนแก้ปัญหาไม่ได้

“ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ที่หนักสุดคือปี 2543-2544 ทะเลกินมาถึงถนนเลย ทำให้ผมอึ้งเหมือนกันว่าเพราะอะไร ผมได้ถามพ่อแม่ที่อยู่มาดั้งเดิม พ่อแม่ก็เล่าว่าเมื่อก่อนชายหาดเนี่ยกว่าจะเดินหอบปลาขึ้นมาไกลมาก แต่พอมีการก่อสร้างรอดักทรายก็ช่วยการกัดเซาะได้ระยะหนึ่ง แต่พอหลังจากนั้นทรายชายหาดหายไป”

วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลมากที่สุด คือรอให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง แต่ต้องควบคู่ไปกับการปรับทัศนคติของคนพื้นที่และหน่วยงานต่างๆ ด้วย ข้อมูลจึงเป็นดั่งอาวุธสำคัญที่กลุ่มเยาวชน Beach for life ลงพื้นที่เก็บข้อมูลกันด้วยหลายวิธี เช่น วัดหาด เพื่อทราบระยะห่างที่ถูกกัดเซาะว่าหายไปเท่าไรและกลับคืนเท่าไร ซึ่งผลลัพธ์จากการวัดหาดตลอดเวลาที่ Beach for life ทำ ช่วยฉายภาพว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำต่อทะเลและชายฝั่ง

อภิสิทธิ์ ทัศนี แกนนำกลุ่ม Beach for life ยืนยันความเชื่อที่ว่าเด็กสงขลาทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในเมืองสงขลา หรืออำเภอไหนก็แล้วแต่ หรือคนที่อยู่ใกล้เคียง ทุกคนผูกพันกับชายหาดสมิหลา ทุกคนเคยไปก่อกองทราย เคยไปนั่งกินข้าวกับครอบครัว เคยไปวิ่งเล่นกับพ่อกับแม่ เคยไปทำกิจกรรมบนชายหาด พวกเขาเคยรู้สึกมีความสุข เมื่อหาดสมิหลาพัง พื้นที่แห่งความสุขก็หายไป

“ตลอดเวลาที่เราทำมาเป็นการยืนยันว่าชายหาดนี้มีกระบวนการทางธรรมชาติของเขา มีการหดสั้นช่วงคลื่นลมแรง มีการเพิ่มขึ้นในช่วงคลื่นลมสงบ อีกเรื่องที่ยืนยันได้คือโครงสร้างทางวิศวกรรมมีผลต่อการกัดเซาะและชายหาดเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ระยะหลังชาวบ้านรู้ครับ แต่คนที่ตกใจส่วนมากคือคนที่ไม่เคยสังเกต พอมาเจอหาดสั้นก็คิดว่าต้องทำอะไรบางอย่าง ส่งเสียงไปยังผู้มีอำนาจว่ามันกัดเซาะ เขาก็ป้องกันด้วยวิธีง่ายๆ คือ เขื่อนตัวที เอาหินมาทิ้ง เอากระสอบทรายมาวาง มันปกป้องพื้นที่ด้านหลังได้ แต่ต้องสูญเสียชายหาดจริงๆ ไป”

ด้าน ชนินทร์ วงษ์บุดดา หัวเรี่ยวหัวแรงรุ่นใหม่ของกลุ่มเล่าว่าปีนี้พวกเขาจะใช้ข้อมูลที่ศึกษาการกัดเซาะชายฝั่ง มาย่อยเพื่อแบ่งโซน เช่น หาดบริเวณเก้าเส้งถึงชลาทัศน์ควรเป็นอย่างไร บริเวณชลาทัศน์ถึงนางเงือกควรเป็นอย่างไร จะระบุได้ว่ารัฐจะช่วยอะไรได้บ้างในแง่เศรษฐกิจของสงขลาและของประเทศเลยทีเดียว

“การไม่มีทราย ไม่มีหาด กระทบหลายอย่าง ง่ายๆ คือไม่มีนักท่องเที่ยวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ชาวมาเลย์ อินโดจะมาเที่ยวชายหาด เที่ยวทะเล อีกอย่างคือถ้าไม่มีหาดแต่มีโครงสร้างแข็ง จะเป็นปัญหาใหญ่ของชาวประมงที่หากินริมชายฝั่ง หอยเสียบ ปลากระบอก จะไม่มีเหลือ” สมพล ดีเยาะ เล่าด้วยสีหน้าจริงจัง

ปัญหาหาดทรายหายหดจึงไม่ใช่แค่เรื่องการกัดเซาะชายฝั่งเท่านั้น แต่หากแก้ไขไม่ถูกทางก็จะกัดเซาะไปทุกด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจไปจนถึงวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม