ใช้ธุรกิจผสานนวัตกรรม แก้ปัญหาสังคมที่เรื้อรังมานาน อีกทางเลือกที่ทำได้
"เกษตรกรขายที่ดินทำกิน มาอยู่กรุงเทพฯ ที่เหลืออยู่เป็นคนสูงอายุ ยิ่งอยู่ ยิ่งทำ ก็ยิ่งจน "
"โรงเรียนต่างจังหวัด ครูคนหนึ่งสอนห้าหรือหกวิชา ครูพละสอนเลข ครูสุขศึกษาต้องสอนวิทย์ควบภาษาอังกฤษ"
"เวลาไปท่องเที่ยวในชุมชน คนในพื้นที่เป็นได้แค่ลูกหาบ"
ฯลฯ
เรื่องเล่าแบบนี้ หลายคนได้ยินได้ฟังมากี่ศตวรรษ ปัญหายังคงอยู่ และจะอยู่ตลอดไปหรือไม่ คำตอบอยู่ที่คนรุ่นถัดไป จะช่วยกันแก้ปมปัญหาได้หรือไม่
ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่เชื่อว่าโครงสร้างเดิมปรับเปลี่ยนได้... พวกเขาขายข้าว โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง, ขายอาหารทะเล โดยไม่ผ่านแพปลา และ พาฝรั่งเที่ยว โดยไม่ง้อบริษัททัวร์ ฯลฯ
คนเล็กๆ เหล่านี้ ทำธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ต่อจิกซอระหว่างชุมชนกับผู้บริโภค
1.
ปัญหาการจำนำข้าว ที่ทำให้รัฐบาลสูญเงินหลายแสนล้าน แต่ทำให้คนเมืองหลายกลุ่มหันมาทำโมเดลใหม่ เพื่อช่วยเหลือชาวนา โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง อย่างข้าว Jasberry ไปไกลถึงอเมริกาและยุโรป
พรธิดา วงศ์ภัทรกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทสยามออร์แกนิค จำกัด เล่าในงาน SME EXPO ว่า รายได้เกษตรกรไทยต่ำกว่าเส้นแบ่งเขตความยากจน 6 เท่า ถ้าสรุปเป็นตัวเลขพวกเขามีรายได้แค่วันละ 14 บาท แม้รัฐจะใช้เงินกว่าสองแสนล้านบาท แก้ปัญหาความยากจน แต่เกษตรกรก็ยังมีหนี้สินเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา
เธอพบว่า ประชากร 1 ใน 4 ของประเทศไทย เป็นเกษตรกรกว่า 17 ล้านคน พวกเขาสร้างผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำกว่าเวียดนามสามเท่า แต่ต้นทุนการผลิตสูงกว่าเวียดนามสองเท่า
"เป็นแบบนี้เกษตรกรไทยจะสู้ใครได้ ยิ่งทำ ยิ่งจน แก้ปัญหาไม่ได้ แล้วยังมีปัญหาพ่อค้าคนกลาง" พรธิดา เล่าเหตุผลการก่อตั้งธุรกิจเพื่อสังคมเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
"รัฐบาลแก้ปัญหาโดยให้โรงสี รับซื้อข้าวผ่านโครงการภาครัฐ ตัดกลไกตลาด แทนที่เงินจะถึงเกษตรกร ก็ต้องผ่านโรงสีที่เป็นพ่อค้าคนกลาง เงินมาถึงเกษตรกรนิดเดียว " เธอเล่าถึงสิ่งที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้นายทุน
นั่นจึงเป็นที่มาของโมเดลธุรกิจแบบใหม่ มีสหกรณ์ปลูกข้าว โรงสี การตลาด และการทำงานร่วมกับเกษตรกร เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนโดยใช้นวัตกรรม รวมถึงกลไกรับรองการซื้อผลผลิตสูงกว่าราคาตลาด และทำให้เห็นว่า ข้าว Jasberry มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าอาหารหลายชนิด จึงเป็นที่ต้องการของตลาดอเมริกา ยุโรปและฮ่องกง แม้จะมีเกษตรกรในเครือข่ายแค่ 1,000 ราย แต่พวกเขามั่นใจว่า จะขยายฐานเกษตรกรที่ผลิตข้าวออร์แกนิคได้มากกว่านี้
กว่าธุรกิจเพื่อสังคมจะเป็นที่รู้จัก ใช่ว่าจะราบรื่น พรธิดา เล่าต่อว่า ช่วงแรกๆ ที่ไปพบเกษตรกร แล้วบอกว่า ถ้าทำเกษตรอินทรีย์จะให้ราคาสูงกว่า
"แต่พวกเขาไม่อยากทำเกษตรอินทรีย์ อยากสบาย เราก็คุยเฉพาะกลุ่มที่มีความเชื่อแนวทางนี้ เราทำมากกว่าคนกลาง เพราะปัญหาคือ ต้นทุนการผลิต เราไปเรียนรู้เรื่องข้าวกับหลายกลุ่ม เป้าหมายในอนาคต อยากให้สินค้าไปทั่วโลก และกลับคืนสู่ชุมชน"
2.
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เป็นอีกปัญหาที่ถูกกล่าวถึงบ่อยมาก เราต่างรู้ดีว่า โอกาสทางการศึกษาของเด็กต่างจังหวัดมีน้อยกว่าเด็กในเมือง
ธานินทร์ ทิมทอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัทเลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด พบว่า นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศ ในจำนวนเด็ก 16 ล้านคน มีเด็ก 4 ล้านคนเป็นเด็กด้อยโอกาส ครอบครัวมีรายได้น้อยกว่าสามหมื่นบาทต่อปี และมีเด็กกว่าสามแสนคนเรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ นอกจากนี้คุณภาพการศึกษาไทยยังถูกจัดในอันดับท้ายๆ ของนานาชาติ หรือ ระดับอาเซียน
"ผมเองก็เป็นเด็กบ้านนอก ครอบครัวเป็นเกษตรกร แต่ผมโชคดี มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี" ธานินทร์ เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขาได้เรียนจนจบปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์ และมีโอกาสทำงานบริษัทข้ามชาติญี่ปุ่นกว่าสิบปี
“ตอนนั้น ผมถามตัวเองว่า ผมเป็นเบอร์หนึ่งองค์กร แต่มันเติมเต็มให้ชีวิตผมไหม สิ่งที่ผมอยากทำคือ อยากช่วยคนสักร้อยหรือพันคนให้มีอนาคต ผมก็เลยย้อนถามตัวเองว่า ทำไมไม่ทำเรื่องการศึกษา ทำไงให้การศึกษาในต่างจังหวัดมีคุณภาพใกล้เคียงกับเด็กเมือง"
ใช้เวลาครุ่นคิดและหาทีมอยู่นานพอควร จากนั้นเขาจึงได้ผลิตดิจิตอลคอนเทนต์ เพื่อต่อยอดและขยายผลการศึกษา เพราะเห็นว่า ระบบการศึกษาในต่างจังหวัด ครูหนึ่งคนต้องดูแลเด็ก50-60 และทำงานสารพัดที่ไม่เกี่ยวกับงานสอน
"เทคโนโลยีแทนครูไม่ได้หรอก เราต้องหาจุดลงตัวที่สุดของครูไทยและเด็กไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สิ่งสำคัญคือ ทักษะการเรียนรู้ เด็กไทยยังไม่รักการเรียนรู้ อะไรที่สนุกเอา ไม่สนุกไม่เอา แพลตฟอร์มเนื้อหาในดิจิตอลที่ผมทำ ช่วยเพิ่มทักษะการเรียนรู้ คนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ผมอยากให้เด็กๆ นำวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เด็กต้องรู้ว่า เรียนรู้แล้วใช้ได้"
ในช่วงสองปี เขานำแพลตฟอร์มการศึกษารูปแบบใหม่ ไปใช้ในโรงเรียนกว่าหกสิบแห่ง และพบว่า สามารถตอบโจทย์การศึกษาได้
"แพลตฟอร์มการศึกษาแบบนี้ใช้ได้จริง เนื้อหาดิจิตอลที่ผมบรรจุไว้ เอาครูเก่งๆ มาสอน มีเทคนิคการสอนที่ทำให้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่เป็นเรื่องยาก กลายเป็นเรื่องง่าย เมื่อก่อนครูไม่มีทางรู้ว่า เด็กหน้าห้องและหลังห้องต่างกันแค่ไหน เราก็ลิงค์ไปถึงครูได้เลย และเรามีทีมช่วยพัฒนาครู ใช้เครื่องมือนี้ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด"
แพลตฟอร์มการเรียนการสอนดังกล่าว เคยทำให้นักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีได้คะแนนเป็นที่หนึ่งของจังหวัด นั่นสะท้อนว่า ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เด็กเก่งหรือไม่เก่ง แต่อยู่ที่การสอน เขาเชื่อว่า โซลูชั่นการศึกษาแบบนี้ ช่วยเหลือเยาวชนได้ ขอเพียงมีคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน และรับบริจาคคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาทักษะความรู้
"เราเชื่อว่าเด็กไม่ต้องเรียนเยอะ เวลาที่มีคุณค่า คือ เวลาหลังเลิกเรียน พวกเขาได้เล่นกับเพื่อน มีประสบการณ์ชีวิต" ธานินทร์ กล่าว และเมื่อปีที่แล้ว เขานำโครงการดังกล่าวส่งไปประกวดที่สิงคโปร์ ซึ่งมีกว่าสามสิบประเทศ เกือบเจ็ดร้อยบริษัททั่วเอเชีย
" ในมุมธุรกิจเพื่อสังคม โครงการเราได้ที่หนึ่งแถบเอเชีย"
3.
ในแง่ของพลังงานที่กำลังเป็นปัญหา ชีวภาพ หรือ Biomass เป็นอีกทางเลือกในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม
วัฒนพงษ์ ทองสร้อย กรรมการผู้จัดการ บริษัททิพวัฒน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บอกว่า โลกร้อนขึ้นทุกวัน ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงที่จะเชื่อมต่อกับพลังงานชีวมวล จึงนำวัสดุเหล่านี้มาทำพลังงาน มีทั้งเศษวัสดุจากเฟอร์นิเจอร์ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และมีการส่งเสริมให้ปลูกต้นกระถิ่น
"แม้เราจะส่งเสริมให้ปลูกกระถิ่น ถ้าปลูกอย่างเดียว เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอ เราก็สร้างอาชีพ ให้ตัดใบกระถิ่นมาแปรรูป เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ทำความร้อนในโรงงาน และเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย ซึ่งคนตัดต้นและใบกระถิ่นจะมีรายได้วันละพันบาท พ่อแม่ลูกได้ทำงานด้วยกัน ผมส่งเสริมในชุมชนพัฒนา จัดสรร
เทคโนโลยีและแปรรูป เพื่อส่งให้ลูกค้า นำเข้าโรงงานกระจายให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งตลาดกำลังโต ตลาดใหญ่อยู่ที่ญี่ปุ่น และต่อไปจะเกิดขึ้นที่จีน"
ธุรกิจพลังงานชีวมวล นอกจากช่วยพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ยังช่วยลดคาร์บอน วัฒนพงษ์ บอกว่า เกษตรกรสามารถเปลี่ยนมาปลูกต้นไม้ให้โครงการได้ หรือถ้ามีที่ดินว่างเปล่า จะเข้าโครงการปลูกต้นไม้ขายก็ได้ ส่วนกลุ่มบริษัทใหญ่ๆ อยากทำซีเอสอาร์ ร่วมกับพวกเขาพัฒนาชุมชนได้
มาถึงเรื่อง ฝันที่เป็นจริงของ คนจับปลา แบรนด์บ้านๆ คุณภาพคับแก้ว อาหารทะเลปลอดสารพิษ เคยนำมาให้คนเมืองได้เลือกซื้อหลายครั้ง
เสาวลักษณ์ ประทุมทอง ผู้จัดการร้านคนจับปลา ซึ่งเคยทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน เล่าว่า ธุรกิจประมง คนที่ร่ำรวยคือ คนกลาง ซึ่งเป็นนายทุนใหญ่สุด
"แพปลารวยมาก แต่ชาวประมงมีรายได้น้อย ถ้าคุณซื้อปลาทู120 บาท ชาวประมงขายได้แค่ 20 บาท ช่องว่างระหว่างรายได้ คนกลางเอาไปหมด ทำเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ให้ชาวประมงได้ เราก็เลยร่วมกับชาวบ้าน ทำร้านคนจับปลา ส่งตรงถึงผู้บริโภค ซึ่งเป็นธุรกิจของชาวประมงพื้นบ้าน"
โดยวางมาตรฐานไว้ว่า ปลาต้องไม่มีฟอร์มาลีน มีการรับซื้อปลาสูงกว่าราคาแพ 20 เปอร์เซ็นต์ ปลาที่จับได้ต้องใช้เวลาอยู่บนเรือน้อยที่สุด ขนส่งเร็ว ไร้สารปนเปื้อน และปลาไม่ผ่านน้ำจืด freeze รักษาคุณค่าทางอาหารไว้
"เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์อาหารทะเลในตลาดมีสารปนเปื้อนฟอร์มาลีน ถ้าเราช่วยให้การเดินทางของปลาสั้นที่สุดจากชาวประมงมาถึงคนจับปลาไปถึงผู้บริโภคเลย ผู้บริโภคก็ได้กินอาหารปลอดภัย กำไรกลับสู่ชุมชน
สองปีของ’คนจับปลา’ พวกเขาได้ผลตอบแทนดีกว่าขายให้นายทุน สิ่งที่พวกเราจะทำในอนาคตคือ การขยายฐานผลิตไปทางทะเลตะวันออก" เสาวลักษณ์ กล่าวเช่นนั้น
อีกธุรกิจที่ทำรายได้ให้ประเทศคือ การท่องเที่ยว แต่ทำไมคนในชุมชนที่คนเข้าไปท่องเที่ยว เป็นได้แค่ลูกหาบ ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ Local Alike โดยสมศักดิ์ บุญคำ (ไผ) และ สุรัชนา ภควลีธร (นุ่น) ร่วมกันก่อตั้ง เชื่อมโยงระหว่างการท่องเที่ยวโดยชุมชนกับนักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
"ไทยเรามีรายได้จากการท่องเที่ยวติดอันดับโลก แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้ตกอยู่ในชุมชนหรือเจ้าของทรัพยากร ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ชุมชนทำได้แค่เป็นลูกหาบ น้อยมากที่ชุมชนมีโอกาสจัดการการท่องเที่ยว พวกเราเคยทำงานพัฒนาที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ทำให้เราได้เรียนรู้โมเดลการพัฒนา ปัญหาจริงๆ คือตลาด เราก็เริ่มทำทัวร์เล็กๆ และเมื่อทำแล้ว จะคืนให้ชุมชน ก็ต้องค้นหาความต้องการที่แท้จริงของชุมชน อย่างบางชุมชนต้องการให้มีคนมาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้พวกเขา " สุรัชนา กล่าวและย้ำว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวแบบนี้ ก็อยากเข้าถึงวัฒนธรรมที่แท้จริงของคนไทย
"เราอยากทำการท่องเที่ยวที่มีความหมาย คืนสู่สังคมและยั่งยืน "





