เรื่องการเมืองกับแฟชั่น หลายคนอาจคิดว่า มันออกจะดูห่างไกล แต่ในความเป็นจริง ทั้งการเมือง วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ต่างส่งผลกระทบต่อกัน
ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดตอนนี้ ก็คือการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกอียูของสหราชอาณาจักรที่ได้ส่งผลสั่นสะเทือนต่อวงการแฟชั่นโดยตรง นั่นก็คือ ยอดขายสินค้าแบรนด์เนมทั่วโลกตกฮวบลงอย่างน่าใจหาย
จากผลสำรวจล่าสุดโดย Real time analytics พบว่า ยอดขายของสินค้า แบรนด์เนมในราคาเต็ม(ราคาที่ไม่มีส่วนลด) ตกลงอย่างมาก หลังจากข่าวการถอนตัวอย่างเป็นทางการของสหราชอาณาจักรจากยูโรโซนแพร่สะพัดออกไป และผลกระทบที่ตามมาก็คือ ค่าเงินปอนด์ตกลงต่อเนื่อง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ยุโรปก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดที่ส่งผลให้การท่องเที่ยวย่ำแย่อยู่แล้ว
ยอดขายที่ตกลงของสินค้าหรูทั้งหลายก็แพร่ขยายไปทั่วทั้งในฮ่องกง จีน และหลายประเทศในยุโรป นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Retail shop เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงยอดขายออนไลน์จากนักช้อปทั่วโลกอีกด้วย
เห็นได้จากสถิติของวันที่ 24 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่า ยอดขายของสินค้าแบรนด์หรูในราคาเต็มตกฮวบลงจากปีที่ผ่านมาถึง 48 เปอร์เซ็นต์
แบรนด์ดังอย่าง Louis Vuitton ยอดขายตกลงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ ส่วน Bottega Veneta ตกลง 81 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ Saint Laurent และ Balenciaga ก็ตกลง 68 และ 55 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
สิ่งที่ค้นพบก็คือ ในช่วงเวลาที่ผู้คนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต พวกเขามักกังวลในความไม่แน่นอน และสิ่งนี้ยับยั้งไม่ให้เกิดการใช้จ่ายโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย
ในทางกลับกัน ก็มีกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการถอนตัวของอังกฤษจากสหภาพยุโรปที่ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ นั่นก็คือ Retailer ยักษ์ใหญ่อย่าง Matchesfashion.com ที่ได้จังหวะสั่งซื้อสินค้าแบรนด์หรูจากอังกฤษอย่าง Burberry และฟันกำไรในช่วงที่ค่าเงินปอนด์ตกต่ำลงทำให้ Burberry มียอดขายของสินค้าราคาเต็มพุ่งสูงขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับแบรนด์อื่นๆ รวมถึงยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตัดสินใจซื้อสินค้าแบรนด์เนมในอังกฤษมากขึ้น เพราะค่าเงินปอนด์ตกต่ำอีกด้วย โดยกลุ่มสินค้า ที่เป็นที่ต้องการ และขายดีที่สุดในตอนนี้ ก็คือเครื่องประดับ อย่างกระเป๋า ตามด้วยเสื้อ เสื้อคลุมตัวนอก และรองเท้า
ส่วนตัวฉันมองว่า อีกปัจจัยที่ส่งผลให้ยอดขายราคาเต็มของสินค้าแบรนด์เนมตกลงต่อเนื่อง ก็คือความฉลาดของเหล่านักช้อป และบรรดาคอแฟชั่นทั้งหลายที่ไม่ยอมเสียเงินให้กับสินค้าราคาเต็มอีกต่อไป ก็ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าก็จะมีการลดราคาในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล แถมยังไม่พอ เมื่อปัจจุบันมีแบรนด์เกิดใหม่มากมาย ที่ตอบโจทย์เสนอสินค้าราคาปานกลางในคุณภาพทั้งสูงและเก๋ไก๋ออกมา ทำให้เหล่าแฟชั่นบล็อกเกอร์ เอดิเตอร์แมกกาซีน รวมถึงเหล่านางแบบ และคนดัง ต่างรู้จักมิกซ์แอนด์แมทช์ใส่ของถูกปนของแพง ประหยัดเงินในกระเป๋ามากขึ้น
เหล่าแบรนด์ไฮแบรนด์ทั้งหลาย จึงต้องปรับกลยุทธ์กันยกใหญ่ งานนี้ใครไม่แน่จริง รอดยาก!


