วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สุขสันต์ 100 ปี 'สถานีกรุงเทพ'

จากวันนั้นจนวันนี้ เป็นหนึ่งศตวรรษที่รถไฟพาผู้คนไปส่งยังที่หมาย เหมือนกับลมหายใจของกิจการรถไฟที่เริ่มต้นตรงนี้แล้วจะเติบโตต่อไป

ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเก่าที่ผ่านพ้นมาแล้ว และการอยู่กับปัจจุบันก็เป็นวาทกรรมที่นิยมกันมิใช่น้อย แต่การเดินกลับไปมองดูอดีตที่น่าจดจำก็อาจให้อะไรได้มากกว่าความโบราณคร่ำครึ

บนความวุ่นวายของสถานีระบบขนส่งมวลชนทุกประเภทในประเทศนี้ ผมไม่เคยอิดออดหรือรู้สึกทดท้อใจเมื่อได้มาใช้บริการรถไฟที่สถานีกรุงเทพเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่เพราะสะดวกสบายเกินหน้าเกินตาสถานที่อื่นแต่อย่างใด ทว่ามาทีไรก็เหมือนดั่งต้องมนต์ความงามของสถาปัตยกรรมและเสน่ห์ของยานพาหนะเก่าแก่ที่เรียกว่ารถไฟทุกที

            อย่าหาว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเลยครับ บางคนที่รู้แล้วก็ดีไป แต่น่าจะยังมีบางคนที่ยังเข้าใจผิดว่า ‘สถานีรถไฟกรุงเทพ’ กับ ‘สถานีรถไฟหัวลำโพง’ คือที่เดียวกัน อันที่จริงความเข้าใจผิดนี้ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรนัก แต่จะดีไม่น้อยถ้าเข้าใจถูกต้องถ่องแท้ ว่าจริงแล้วต้องย้อนไปเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีดำริก่อตั้งกิจการรถไฟในสยามประเทศเพื่อพัฒนาประเทศให้เป็นอารยะ ในปี 2436 รัฐบาลสยามได้อนุญาตให้เอกชนสร้างทางรถไฟสายเอกชนคือรถไฟสายหัวลำโพง-ปากน้ำ แน่นอนว่าสถานีต้นทางคือ ‘หัวลำโพง’

            แต่เป็นคนละหัวลำโพงกับที่เราเรียกกันในปัจจุบัน เพราะสถานีหัวลำโพงจริงๆ อยู่ที่ริมคลองหัวลำโพง ส่วนสถานีกรุงเทพนั้นเริ่มตั้งแต่ปี 2439 ที่มีการสร้างทางรถไฟหลวง สายกรุงเทพ-นครราชสีมา แต่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จก็เปิดใช้ก่อนโดยมีปลายทางที่สถานีกรุงเก่า (อยุธยา) แน่นอนว่าต้นทางคือ ‘สถานีกรุงเทพ’

            ทั้งสถานีหัวลำโพงกับสถานีกรุงเทพอยู่ไม่ไกลกัน แต่ต่อมาด้วยความที่สถานีกรุงเทพค่อนข้างคับแคบจึงต้องย้ายไปสร้างใหม่ คราวนี้ยิ่งอยู่ใกล้กับสถานีหัวลำโพงแบบตรงข้ามกันเลยทีเดียว แม้ในภายหลังสถานีหัวลำโพงจะถูกยกเลิกและรื้อถอนไปนานแล้ว แต่คนก็ยังติดปากเรียกสถานีกรุงเทพว่าหัวลำโพงจนถึงปัจจุบัน

            และเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานีกรุงเทพ (ไม่ใช่หัวลำโพง) ก็ครบรอบวันก่อตั้ง 100 ปี เนื่องจากความเกี่ยวพันกันระหว่างจักรยานกับรถไฟค่อนข้างแน่นแฟ้น เพราะรถไฟไทยยินดีต้อนรับชาวสองล้อถีบอย่างมาก ตั้งแต่การอำนวยความสะดวกในการขนส่ง, ค่าระวาง, ความเข้าใจหัวอกคนจักรยาน แม้แต่อนุญาตให้เข็นจักรยานเข้าไปในสถานีได้เลยโดยไม่รังเกียจ แม้ฟ้าฝนจะคาดเดาไม่ได้ แต่พอมีเวลาว่างก็น่าไปแสดงความยินดีแฮปปี้เบิร์ธเดย์

            ด้วยความคล่องตัวของจักรยาน ทำให้ไม่ว่าการจราจรรอบๆ สถานีรถไฟแห่งนี้จะคับคั่งแค่ไหน ก็ใช้เวลาไม่นานที่จะฝ่ามาจนถึงได้ หากเป็นยามเช้าแสงอาทิตย์จะสาดเข้าที่หน้าสถานี สว่างไสวงดงามรับอรุณรุ่ง ส่วนตอนเย็นแสงสว่างจะกลายเป็นฉากหลัง ทวีความงามของสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียน เรอเนสซองซ์ ที่ออกแบบโดย มาริโอ ตามัญโญ ผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม, วังปารุสกวัน

            บางข้อมูลบอกว่าต้นแบบของรูปแบบอาคารคือสถานีรถไฟแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี แต่ก็มีอีกข้อมูลว่าแท้จริงแล้วต้นแบบคือสถานีพอร์ตานูวา เมืองตูริน ประเทศอิตาลี โดยลอกแบบแปลนมาจากสถานีแฟรงเฟิร์ต สำหรับคนที่เคยไปเห็นสถานีรถไฟหลายในยุโรป ก็มักจะเห็นลักษณะคล้ายกัน สันนิษฐานได้ว่าเป็นรูปแบบสถานีรถไฟแถบยุโรปนั่นเอง

            ด้วยความที่เขาต้อนรับจักรยาน และอีกเหตุผลคือไม่กล้าจอดทิ้งไว้ข้างนอก จึงเข็นเข้าไปในตัวสถานี

            ตัวสถานีแบ่งเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ อาคารมุขหน้า มีลักษณะเหมือนระเบียงยาว และอาคารโถงสถานีเป็นอาคารหลังคาโค้งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก คือ เป็นงานเลียนแบบสถาปัตยกรรมโบราณของกรีก - โรมัน เจอแอร์เย็นฉ่ำบวกกับความโอ่โถงและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตามซอกมุมของที่นี่ให้ความรู้สึกเสมือนว่าเรากำลังจะนั่งรถไฟจากสถานีใดสักแห่งในยุโรป

            สลัดความเพ้อฝันออกแล้วกลับมาสู่ความจริง กลิ่นอายแบบตะวันตกยังคงมีให้เห็น เพียงแค่แหงนมองขึ้นไปตรงทางเข้า กระจกหลากสีจัดเรียงประดับประดาสวยงาม แม้ในวันนี้ความเก่าจะทำให้กระจกดูหม่นไปบ้าง แต่ยังสะท้อนร่องรอยของกาลเวลาได้อย่างดี เพราะงานกระจกสี (Stained glass) เป็นการตกแต่งอาคารที่มีมานานนับพันปี การตกแต่งด้วยกระจกสีนิยมทำที่หน้าต่าง กระจกของวัดหรือมหาวิหารทางคริสต์ศาสนาหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ นับเป็นจุดเด่นของสถานีที่ประดับไว้อย่างผสมผสานกลมกลืนกับตัวอาคาร เช่นเดียวกับนาฬิกาบอกเวลาซึ่งติดตั้งไว้กลางส่วนโค้งของอาคารด้านในและด้านนอก โดยเป็นนาฬิกาที่สั่งทำขึ้นพิเศษเป็นการเฉพาะ ไม่ระบุชื่อบริษัทผู้ผลิตเหมือนนาฬิกาทั่วๆ ไป

            บริเวณที่พักผู้โดยสารเป็นห้องโถงชั้นครึ่ง ชั้นล่างมีที่นั่งจำนวนมาก มีร้านค้าหลากหลาย ก่อนถึงห้องจำหน่ายตั๋วล่วงหน้ายังมีห้องละหมาดอีกด้วย เหนือห้องประชาสัมพันธ์มีจอภาพขนาด 300 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบ DOLBY DIGITAL ฉายเรื่องราวเกี่ยวกับการรถไฟ

            ที่ผนังด้านซ้ายและขวาของสถานีมีภาพเขียนสีน้ำ เป็นภาพสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ของประเทศ อาทิ พระบรมมหาราชวัง ตลาดน้ำ เขาวัง ภูกระดึง หาดสมิหลา ฯลฯ

            ภายในอาคารหลังนี้ นอกจากเป็นอาคารผู้โดยสารแล้ว ในอดีตบริเวณชั้นสองรอบๆ คือโรงแรมราชธานี สำหรับผู้โดยสารที่ต้องเดินทางในช่วงเช้า เนื่องจากในอดีตรถไฟไม่มีเที่ยวกลางคืนมากอย่างปัจจุบัน โรงแรมราชธานีมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวก แต่ได้ปิดกิจการไปนานมากแล้ว ปัจจุบันกลายเป็นที่ทำการของฝ่ายบริการโดยสาร สังเกตตรงทางเข้าห้องน้ำด้านข้างมีบันไดอยู่ นั่นคือทางขึ้นโรงแรมราชธานี

            เข็นจักรยานเข้าไปข้างใน (ห้ามปั่นเด็ดขาด) คือส่วนชานชาลา เมื่อซื้อตั๋วรถไฟเสร็จสรรพก็ต้องมานั่งรอหรือขึ้นรถไฟที่นี่ ปัจจุบันมีเส้นทางที่ออกจากสถานีกรุงเทพจำนวน 4 สาย ได้แก่ ทางรถไฟสายเหนือ ต้นทางอยู่ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ ปลายทางสถานีรถไฟเชียงใหม่ ระยะทาง 751.42 กิโลเมตร

            ทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ต้นทางอยู่ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อถึงสถานีรถไฟชุมทางถนนจิระจะแยกออกเป็น 2 สาย คือ ปลายทางสถานีรถไฟอุบลราชธานี ระยะทาง 575.10 กิโลเมตร และปลายทางสถานีรถไฟหนองคาย ระยะทาง 621.10 กิโลเมตร

            ทางรถไฟสายตะวันออก ต้นทางสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อถึงสถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทราแล้วแยกออกเป็น 2 สาย คือ ปลายทางสถานีรถไฟอรัญประเทศ ระยะทาง 254.50 กิโลเมตร และปลายทางสถานีรถไฟบ้านพลูตาหลวง ระยะทาง 184.03 กิโลเมตร

            ทางรถไฟสายใต้ต้นทางสถานีกรุงเทพ และสถานีธนบุรีเมื่อถึงสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่แล้วแยกออกเป็น 2 สาย คือ ปลายทางสถานีรถไฟบัตเตอร์เวอร์ธ ประเทศมาเลเซีย ระยะทาง 973.84 กิโลเมตร (นับถึงสถานีรถไฟปาดังเบซาร์) และปลายทางสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ระยะทาง 1,142.99 กิโลเมตร

            จากวันนั้นจนวันนี้ เป็นหนึ่งศตวรรษที่รถไฟพาผู้คนไปส่งยังที่หมาย จากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง เหมือนกับลมหายใจของกิจการรถไฟที่เริ่มต้นตรงนี้แล้วจะเติบโตต่อไป ให้ลูกหลานในอนาคตได้มาร่วมกล่าวสุขสันต์วันคล้ายวันเกิดสถานีกรุงเทพอีกหลายครั้งและตลอดไป