วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเดินทางของเสียงชรา

กระบวนท่าท้ายๆ ของคนทำละครวิทยุ สำหรับการเดินทางและปรับตัวเพื่อจารึกชื่อไว้ในฐานะ “ผู้อยู่รอด”

 

ตอนที่…

(เสียงเปิดประตู มีเสียงจราจรภายนอกแว่วเข้ามา)

ผู้มาเยือน : เมื่อสักครู่ลืมถามไปครับ ผมจะติดต่อกับคุณป้าอีกครั้งเมื่อไรดี

เจ้าของบ้าน : ลองโทรมาก่อนก็ได้ หรือไม่ก็ E-mail มาบอกว่าต้องการอะไรเพิ่มเติม จะพิมพ์ถามใน Fan page ก็ได้เรามี Admin ผลัดกันตอบ

ผู้มาเยือน : ครับ

เจ้าของบ้าน : เออ..ฝากบอกพวกแม่ๆ ป้าๆ ด้วยนะ ถ้าใครคิดถึงละครวิทยุ เข้าไปฟังกันได้ในยูทูบ หรือจะฟังผ่านโทรศัพท์มือถือก็ได้ เดี๋ยวนี้คงใช้เป็นกันหมดแล้วมั้ง มันง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะ

ผู้มาเยือน : ได้ครับ ผมไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ

เจ้าของบ้าน : จ้ะ โชคดี

(เสียงประตูเปิดออก มีเสียงภายนอกแว่วเข้ามาอีกครั้ง)

 

เสียงชรา ไม่ลาโรง

คล้ายกับอาการกังวล และเป็นห่วงเพราะภูมิทัศน์สื่อในวันนี้เปลี่ยนไปมาก มันจึงเกิดคำถามมาโดยตลอด “ละครวิทยุกำลังใกล้สูญพันธุ์จริงหรือ”

คงเหมือนกับศิลปะอื่นๆ ที่ปรากฏตัวมานานและถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปเมื่อกาลเวลาหมุนผ่าน อย่าง ละครจักรๆ วงศ์ๆ, ลิเก, หนังตะลุง, นิยายเล่ม เพลงลูกกรุง ฯลฯ กับละครวิทยุก็เช่นกัน ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็มองว่า “ไม่น่ารอด” แต่เอาเข้าจริงกลับยังอยู่ได้ แม้ลมหายใจจะรวยรินด้วยอาการเหนื่อยล้าไปบ้าง

เป็นไปตามธรรมชาติของยุคสมัย อย่างไรก็ตาม “เสียงชรา” ของละครวิทยุซึ่งมีอายุอานามมากกว่า 50-60 ปี ถึงจะ “เก่า” และ “แก่” แต่วันนี้ยังไม่ขอลาโรง ขณะเดียวกันเมื่อคุณลองหมุนหาคลื่นให้ถูกเวลา เดินหาแผ่นซีดี MP3 ให้ถูกที่ มันยังคงแว่วดัง บนรถโชเฟอร์แท็กซี่กะดึก ฉันทนาในโรงงาน หรือเกษตรกรที่ชอบฟัง ส่วนในมุมของคนทำเองยังคงอยู่ในวิถีแห่งการดิ้นรน ปรับตัวอยู่รอด (แน่นอน...บางกลุ่ม บางคณะ ขอพักไปยาวๆแบบไม่มีกำหนด)

“มันก็เหมือนกลับสื่ออื่นๆ มีช่วงที่นิยม ก็ต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน ในความเห็นของป้า ขณะนี้ คือ การอนุรักษ์ไว้ แต่ก็ต้องปรับไปตามสมัยบ้าง ให้กลุ่มคนที่ยังชอบฟัง เข้าถึงได้มากขึ้น” กัลยา ทิณพงษ์ ผู้ดูแลคณะละครวิทยุเกศทิพย์ ให้ความเห็น

ไม่ต้องพูดถึงความขลังของคณะละครวิทยุเกศทิพย์ นั่นเพราะตลอด 50ปี ผลงานนับร้อยนับพันเรื่องการันตีถึงคุณภาพความเป็นมืออาชีพได้ดี ไม่นับถ้วยรางวัล ใบประกาศ และเสียงวิทยุที่แว่วตลอดเวลาของการพูดคุย

“มันน้อย แต่ยังมีคนฟัง มีคนสนใจ ขอเข้ามาเรียน ขอเข้ามาลอง พัฒนาเพื่อที่จะไปสู่จุดอื่นต่อ ส่วนคนทำก็ต้องทำออกมาให้ดีที่สุด อย่างวิทยุที่เปิดไว้ตลอดก็เพื่อเช็คเสียงรายการที่เราผลิตว่า คุณภาพเสียงสม่ำเสมอหรือไม่” สมาชิกคนหนึ่งแห่งคณะละครเกศทิพย์พูด

 

ปรับทัพรับผู้ฟัง

โจทย์ที่ต้องพิสูจน์ในวันนี้ คือ การยืนระยะในวันที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน ผู้ฟังมีทางเลือกมากขึ้น ในเวลาเดียวกับที่คณะต้องดูแลพนักงานประจำราว 10 คน รวมไปถึงฟรีแลนซ์ ซึ่งได้แก่ นักแสดง คนเขียนบท ซาวน์เอฟเฟ็กต์ คนอัดเสียง รวมๆ กันแล้วประมาณ 20-30 คน

กัลยา ผู้บริหารคณะละครเกศทิพย์ บอกว่า ประการแรกละครวิทยุยุคปัจจุบันต้องคุมเนื้อหาให้สั้นกว่าเดิม จาก 80-100 ตอนต่อ 1 เรื่อง จะถูกทอนจนเหลือ 40-60 ตอนเพื่อดึงความสนใจผู้ฟัง ไม่ให้ละครยืดเยื้อจนผู้ฟังเบนความสนใจ

จากนั้นเป็นเรื่องการบริหารค่าใช้จ่าย ซึ่งถึงแม้ส่วนใหญ่เจ้าของบทประพันธ์จะใจดี ให้ค่าลิขสิทธิ์ในราคาถูกแล้ว แต่ต้นทุนเฉลี่ยทั้งหมดซึ่งประกอบไปด้วย ค่าทำบทวิทยุ, ค่านักแสดง, ค่าอัดเสียง ฯลฯ ยังไม่สามารถประคองความอยู่รอดของบริษัทได้อยู่ดี คณะละครวิทยุเกศทิพย์ในนาม บริษัท ห้องบันทึกเสียงรุ่งสยาม จำกัด จึงต้องหารายได้อื่นหลายทาง ทั้งการรับจ้างผลิตสปอตโฆษณาวิทยุ การให้เช่าห้องอัดเสียง การผลิตรายการวิทยุป้อนหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ยังใช้สื่อวิทยุเผยแพร่การทำงานขององค์กรอยู่

“ลูกค้าที่ผลิตรายการให้คือหน่วยงานราชการ ส่วนช่องทางออกอากาศที่เป็นละครวิทยุจะอยู่ที่สถานีวิทยุกรมการพลังงานทหาร (วพท.) คลื่น AM 792 คลื่นอสมท. AM 1143และยังบริหารคลื่น สสส.(เสียงสามยอด) AM1179 และไม่กี่ปีที่ผ่านนี้ เรายังตั้งทีมผลิตรายการโทรทัศน์ด้วย ตอนนี้มี 2 ราย ที่ได้เวลาช่วงเช้ามืดในช่องฟรีทีวี และสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม”

“หักลบกันแล้วมันก็พออยู่ได้ อย่างคลื่น AM คนในเมืองไม่ค่อยฟัง แต่กลุ่มผู้ฟังรอบนอกยังฟังอยู่ เขาขายของได้จึงยังมีโฆษณา เช่น พวกสมุนไพร อาหารเสริม ยาดม-ยาหม่อง ครีมบำรุง ถ้าเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคจะยากหน่อยเพราะเขาจะไปลง FM กันหมด ถึงอัตราค่าโฆษณาระหว่าง AM-FM จะแตกต่างกันมากก็เถอะ” ผู้บริหารคณะละครเกศทิพย์บอก 

และว่า การทำละครวิทยุเพื่อขายอย่างเดียวคงอยู่ไม่ได้ เช่นเดียวกับดาราประจำคณะซึ่งต่างมีงานประจำทำของตัวเองทั้งหมด หากแต่ต่างมีใจรัก และอยากอนุรักษ์ไว้ นั่นจึงเป็น “จุดร่วม” ที่ต่างก็อยากผลักดันให้ละครวิทยุได้ไปต่อ

พร้อมๆ กันนี้ คนทำละครวิทยุเองยังต้องสร้างช่องทางรับฟังใหม่ๆ เช่น การสร้างเครือข่ายกับเว็บไซต์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ฟังสะดวกรับฟังทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ การขายคอนเทนต์ให้เครือข่ายโทรศัพท์สร้างยอดดาวน์โหลด รวมไปถึงตั้งทีมบุกตลาดออนไลน์ โดยนำละครเก่าๆ ที่เคยออนแอร์ และได้รับความนิยมไปเผยแพร่ในยูทูบ (ละครวิทยุ คณะเกศทิพย์) ควบคู่การตั้งแฟนเพจ (ละครวิทยุคณะเกศทิพย์(แฟนเพจ)) เพื่อสื่อสารกับโลกยุคใหม่

 

สร้างเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม

ก่อนโทรทัศน์เริ่มแพร่หลายเข้าไปในครัวเรือน ละครวิทยุคือความบันเทิงราคาถูกของสังคมไทย ยิ่งในราว พ.ศ. 2500-2515 ว่ากันว่า เกิดคณะละครวิทยุที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น คณะเกศทิพย์ (กัลยา ทินพงศ์) คณะกันตนา (ประดิษฐ์ กัลจารึก) คณะแก้วฟ้า คณะนีลิกานนท์ (วิเชียร นีลิกานนท์) คณะอัชชาวดี (อัจฉราวดี เถาเสถียร) คณะรังสิมันต์ (บุบผา จิรา) ฯลฯ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความหนาแน่นข้างต้นค่อยๆ เจือจาง จนตามหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

พงศกร จิรา ผู้บริหารรังสิมันต์มีเดีย ทายาทรุ่นที่ 2 คณะละครรังสิมันต์ มองว่า ละครวิทยุไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับการพัฒนา และไม่มีการเติบโตเมื่อเทียบกับละครโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมกว่า

คณะรังสิมันต์ปรับตัวมาตลอดตามยุคสมัย ทั้งการลดจำนวนพนักงานประจำ เหลือเพียง4-5 คน การเปลี่ยนคลื่นออกอากาศที่คิดว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด การสร้างสื่อกลางเว็บไซต์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ๆ ยุคสมัย ผลิตรายการโทรทัศน์ ร่วมเป็นวิทยากรอบรมในสถาบันศึกษา รวมไปถึงการนำละครที่นิยมในอดีตอย่างละอองดาว, หนึ่งในทรวง, รัศมีแข, คมพิศสวาท มาให้ฟังย้อนหลังทางอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้กลยุทธ์สำคัญประการหนึ่งคือการสร้างเนื้อหาที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น สารคดีวิทยุ ละครวิทยุที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรักชาติที่ได้รับความนิยม และเป็นเนื้อหาหลักๆ ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท

“สารคดีประวัติศาสตร์ ละครวิทยุที่มีเนื้อหาของการรักชาติ เกร็ดสาระความรู้ คือ ผลงานที่เราผลิตมากที่สุด และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพบกได้นำไปใช้จัดรายการในช่วงต้นและท้ายรายการหลัก ผมมองว่า เราต้องสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะ เนื้อหาที่มีสไตล์ของตัวเอง อย่างถ้าใครนึกถึงเนื้อหาทางวิทยุประเภทนี้ก็จะคิดถึงรังสิมันต์” พงศกรบอกถึงการปรับตัว

และไม่ลืมที่จะสำรวจตลาดของคนฟัง ซึ่งได้ข้อสรุปว่า เนื้อหาที่คนไทยชอบนอกจากนิยายแล้ว ยังสนใจละครประเภทสยองขวัญ ประวัติศาสตร์ปลุกใจรักชาติ แฟนตาซี นำมาสู่แผนการสร้างคอนเทนต์ที่เจาะตลาดกับความต้องการนี้โดยตรง

“สังเกตว่า ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารักชาติ จะออกมาปีละครั้ง ออกมาแต่ละหนจะได้รับความนิยมมาก เราเลือกช่องว่างระหว่างที่ไม่มีภาพยนตร์อยู่ในโรง ทำเป็นละครวิทยุที่มีต้นทุนถูกกว่า และฟังได้ตลอดทั้งปี หรือสารคดีที่ทำเป็นตอนๆ มันจะง่ายที่จะวางร่วมกับรายการอื่นๆ” ทายาทรุ่นที่ 2 ของคณะละครรังสิมันต์พูดถึงการแผนการที่เขาว่าสอดคล้องกับความเป็นจริง

ความจริงที่บอกกับคนทำละครวิทยุว่า ต้องปรับตัวหากยังต้องการอยู่บนเส้นทาง และถูกจารึกในฐาน “ผู้อยู่รอด”

 

เกศทิพย์ Go Online

ถึงจะ “เก่า”ที่อายุ แต่คนทำละครวิทยุต้องเข้าหาเทคโนโลยี เพื่อสร้างกลุ่มผู้ฟังใหม่ เช่นเดียวกับที่เรียกหาแฟนๆ ซึ่งเคยห่างหายไป ให้โคจรมาเจอกันใหม่

นัยร่มเกล้า ทวีหันต์ อายุ 27 ปี หนึ่งในแอดมินเพจละครวิทยุคณะเกศทิพย์ บอกว่า ช่องทางออนไลน์เพิ่มผู้ฟังใหม่ๆ ได้บ้าง แต่ที่มากเห็นจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนทำงาน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยฟังละครวิทยุ แต่กาลเวลาได้ทำให้ความคุ้นเคยนั้นหายไป ดังนั้นการมีแฟนเพจ คือ การเพิ่มช่องทางให้คอนเทนต์ที่เคยผ่านไปกลับมาพูดถึงอีก

“เขาจะ Inbox มาถามถึงละครเรื่องนั้น เรื่องนี้ ที่ได้รับความนิยมในอดีต บางคนก็จะเป็นวัยรุ่นที่พ่อแม่ฝากมาถาม เราก็จะตอบคำถามให้ หรือไม่ก็เป็นกลุ่มคนพิการทางสายตา ที่จะสอบถามเข้ามา และบอกว่า ชื่นชอบมากที่ละครวิทยุจะหาฟังได้อีกครั้ง เพราะนี่คือความบันเทิงที่คนพิการทางสายตาเข้าถึงได้”

ส่วน วรพจน์ อภิบาลสมุทร อายุ 20ปี ซึ่งรับผิดชอบด้านเทคนิค บอกว่า เนื้อหาที่จะเผยแพร่ในช่องทางออนไลน์ต้องไม่ยาวเกินไป ทำให้ผู้ฟังรู้สึกง่ายที่จะโหลดมาเก็บไว้ หรือเปิดฟังเมื่อมีโอกาส พร้อมกันนี้ยังต้องใช้เพลงประกอบ ภาพประกอบที่ทำขึ้นใหม่เพื่อให้เนื้อหามีความน่าสนใจขึ้นอีกด้วย

การ Go Online ของละครวิทยุจึงมีเรื่องราวที่ถูกซ่อนเอาไว้ ภายใต้จินตนการและความสุขที่สัมผัสได้เมื่อเปิดใจรับฟัง