วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

บรรเจิด เหล็กคง เนรมิตเหล็กให้มีชีวิต

บรรเจิด เหล็กคง เนรมิตเหล็กให้มีชีวิต

ต้องทำของแข็งให้เป็นของอ่อนให้ได้ งานบางชิ้นไม่ได้ทำด้วยความสุขนะ แต่มันเป็นงานชิ้นเดียวอันเดียว มันต้องสวย งานจะต้องอยู่กับเราอีกนาน




เรื่องราวของคนมุ่งมั่นทำงานศิลปะเพื่อพิสูจน์ความฝันและความเชื่อของตนเอง จนในที่สุดมีโอกาสได้นำเสนอผลงานสู่เวทีสากล



ชื่อของเขานับว่าเป็น ‘หน้าใหม่’ ของวงการศิลปะไทยร่วมสมัย ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยสุงสิงเกี่ยวข้องกับแวดวงศิลปะเลยแม้แต่น้อย ทว่า เมื่อใครก็ตามได้มีโอกาสชมผลงานประติกรรมโลหะของเขา ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นั่นคือ ‘งานศิลปะ’ ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างอันโดดเด่น

บรรเจิด เหล็กคง เรียนมาทางด้านสถาปัตยกรรม เคยทำอาชีพรับเหมาอินทิเรียร์ จากนั้นชีวิตทางธุรกิจพลิกผัน จนต้องหันเหมาทำงานเหล็กที่เขารัก ทั้งที่ยังไม่รู้เบื้องหน้าว่าจะต้อง ‘อด’ ไปอีกนานเท่าใด
เริ่มต้นจากศูนย์ ก่อนก้าวสู่จุดหมาย บรรเจิด ใช้ช่วงเวลา 13 ปีในก้าวมาเป็นประติมากรอย่างเต็มตัว วันนี้ เขาเป็นเจ้าของผลงานเดี่ยวนิทรรศการ ‘Metamorphosis’ ซึ่งประกอบด้วยประติมากรรมเหล็ก 15 ชิ้น จัดแสดงระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม – 9 มิถุนายน 2016 ณ Agora Gallery ในย่านเชลซี เมืองนิวยอร์ก ซิตี ประเทศสหรัฐอเมริกา
ชื่อ Metamorphosis คือ ‘การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง’ สะท้อนถึงจินตนาการของศิลปินคนนี้ ที่มีต่อตัวละครในวรรณคดีคลาสสิก อินเดีย-ไทย และยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงรูปทรงอันแข็งกระด้างของเหล็กให้อ่อนช้อยมีชีวิตขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย

แนวคิดของการทำงาน ?

ผมอยากทำงานที่มีความแตกต่าง แล้วตลาดศิลปะสากลยอมรับได้ คืองานที่ผมคิดตั้งแต่แรก เป็นงานประยุกต์ ดูแล้วมีความเป็นตัวของตัวเอง แล้วผมก็ต่องานมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นงานประมาณนี้ขึ้นมา


สิ่งที่เขาจะได้เห็น มันต่างจากสิ่งที่เคยเห็นมา อย่างน้อยๆ งานของเราดูมีชีวิตชีวามากกว่า แล้วงานเหล็กของฝรั่งทั่วไป ถ้าเฟืองก็เป็นเฟือง เหล็กก็เป็นเหล็ก เขาจะไม่มีการแปลง ย่อยสลาย อย่างของเรา เราเอามาย่อยสลายความเป็นตัวตนของมัน อย่างถ้าเป็นเฟืองก็ผ่าเฟืองออก ถ้าผ่าไม่ได้ ก็ดัดเฟือง แต่ถ้ามันดัดไม่ได้ ก็อาจจะตัดเป็นหลายส่วน เหล็กจะไม่มีเส้นตรงเลย คือหยิบปุ๊บดัด เหล็กเล็กๆ ก็ยังดัด ดัด 4 จังหวะ 5 จังหวะ

จุดเด่นอยู่ที่โครงสร้างหรือลายเส้น

ทั้งสองอย่าง โครงสร้าง ลายเส้น แล้วเราโชคดีที่งานของเราเป็นงานวรรณคดี งานมหากาพย์ งานตัวนี้มันเป็นมากกว่างานของเขา ที่เป็นงานพวกสัตว์ เป็นงานพวกคนอะไรอย่างนี้

การแสดงผลงานครั้งนี้ ถามว่ายากไหม เริ่มต้นคิดว่างานแตกต่าง มั่นใจว่าไม่ยาก แต่ขั้นตอนในการเดินทางมา เรื่องทุนน่ะยาก แต่เรื่องอื่นไม่ยาก

งานตัวนี้บอกได้เลยว่า ตอนทำส่งมาเนี่ย มั่นใจว่าเป็นงานที่ใหม่ ใหม่สำหรับเขาถึงกล้าทำ เรามีงานที่มั่นใจว่าเราไม่ได้ก๊อบปี้ใคร เราคิดจากศูนย์ เราคิดแตกต่าง เราไม่มีการคิดเหมือนใคร ถึงได้งานแนวใหม่ ซึ่งในความเป็นศิลปะ เขายอมรับว่าเราสู่สากลอย่างชัดเจน เพราะพื้นฐานของเรา อาจจะทำแบบเป็นโมเดิร์น เป็นอะไรที่มัน apply ของผมนี่แตกต่างเลย คิดออกมาจากใจ

ความคาดหวังอะไรจากการแสดงครั้งนี้

ตอนแรกผมอยากให้มันเป็น step แรกของผม อย่างน้อยได้ออกสู่สายตาชาวโลก อันดับสอง ขายได้สักชิ้น ผมก็ดีใจแล้ว แต่ถ้าคิดถอยไปอีก ขายไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเรามายืนอยู่ตรงนี้ได้ มันไม่ใช่แค่ที่ตรงนี้ มันมีที่อื่นได้ด้วย
(ผลงานบางชิ้น) แกลลอรี่เขาตั้งราคาให้ รู้สึกจะราคาล้านแปดแสนบาท แต่ว่าตอนนี้พอเข้ามาช่วงที่จัดแสง เขาขอให้ขึ้นราคาไปอีก ถ้าไปเทียบกับผลงาน ‘พญาวานร’ ราคาสองแสนเหรียญ ก็ราวหกล้านกว่าถึงเจ็ดล้านบาท บางตัวเขาขอขยับ ผมเลยบอกว่า แล้วแต่เขาพิจารณา เขาก็บอกว่ามันดู(ราคา)ถูกเกินไป ดูแล้วมันทำยาก งาน(ชิ้น)ใหญ่ มันน่าจะแพง

ส่วนตัวยอมรับเรื่องระบบนายหน้าในการค้างานศิลปะ ?


อันนี้อาจจะเป็นความคิดส่วนตัว ผมว่า มันอาจจะเป็นความคิดที่อยากให้คนอื่นตามมาเหมือนกัน ถ้าเรายังอยากให้ทำงานอยู่ในระบบการค้าขายในระดับสากล งานเราเป็นระดับสากลได้ เราลองมาขึ้นเวทีสากลได้ คือมันต้องซื้อขายงานได้ เปรียบเสมือนกับว่า ถ้าผมเป็นครอบครัวที่ทำอาหารได้อร่อย แต่อยู่เมืองไทย พอมานี่ผมต้องปรับรสชาติ ที่นี่ไม่ได้ทำต้มยำกุ้งในรสชาติแบบคนไทยทานที่บ้าน อาจจะปรับรสชาติให้ฝรั่งได้กิน ให้คนต่างชาติได้กิน แต่ก็รู้ว่านี่คือต้มยำกุ้ง


แต่บังเอิญว่าผมทำงานแบบนี้มาตลอด คิดวิธีการนี้มาตลอด ตั้งแต่เริ่มต้น เลยมั่นใจว่าถ้าเรามาแบบนี้ เราต้องการขายกันในระดับสากล ซึ่งวันที่เขา(แกลลอรี่)ตอบกลับมาว่า คุณเป็นศิลปินมืออาชีพ เป็นระดับสากลนะ อันนั้นเป็นอะไรที่ภูมิใจมาก ตอนที่เราอยู่ที่เมืองไทย เขาไม่ได้มองอย่างนั้น เขามองคนละอย่างกัน ทางนี้เขามองว่าเขารับได้

แล้ววันนี้ถึงจุดหมายของความฝันหรือยัง

ความฝันผมไม่เคยหยุดเลย ผมคิดจะขึ้นมิวเซียม อย่างที่ตอนแรกเลย มีมิวเซียมกับแกลลอรี่ที่นี่ติดต่อมา แต่ผมเลือกแกลลอรี่นี้ มีหลาย choices


ทำไมถึงเลือกแกลลอรี่ก่อนมิวเซียม เพราะมิวเซียมบางที่ เขาอยากให้เราผ่านที่เล็กๆ ก่อน แต่เขาสนใจงานเราแล้ว แต่มีมิวเซียมอยู่ในช่วงติดต่อประสานงาน จะให้เราไปขึ้น มิวเซียมมันจะเป็นงานโชว์ มันจะซื้อขายน้อย แต่เราอยากลองดูการซื้อขายงานก่อนเป็นเบื้องต้น ไปทีละ step แต่คิดว่า หลังจากตรงนี้แล้ว ไม่น่ายาก

ทำไมต้องเป็นเหล็ก

คือเริ่มต้นที่ใช้เหล็กมา เป็นเพราะความคุ้นเคย ที่บ้านเป็นอู่รถ เราเล่นมาตั้งแต่เด็ก เป็นเรื่องอะไรที่คิดว่าง่ายมากสำหรับตัวผม ใช้เหล็กมาสื่อ


เหตุที่ต้องเป็นหนุมาน ต้องเป็นรามเกียรติ์ เพราะมันเป็นงานคลาสสิกที่ผมเชื่อว่า เราสื่อกับชาวต่างชาติได้ง่าย เหมือนงานใหญ่ๆ โตๆ ของบ้านเรา ก็เอาโขนมาเล่นให้ชาวต่างชาติดู น้อยที่จะมีกลองยาว อาจจะกลองยาวบ้าง แต่โขนมาอันดับต้นๆ เราเห็นโขนเห็นงานไทยๆ มันเห็นแล้วมันคันมือ อยากทำ เหมือนตั้งแต่เด็ก เห็นสิงห์ ก็มีอิมเมจตั้งแต่เด็กแล้วว่า อยากทำเป็นเหล็ก อยากเอาลวดลายงานศิลป์ตรงนี้มาดัดเป็นเหล็ก

แต่งานตรงนี้ ฟีลตอนแรกเลย คือจะพยายามไม่ทำงานเนี๊ยบ มันเหมือนการสะบัดเส้นสายลายศิลป์ โดยใช้ลวดลายของเหล็ก มีวิธีการเยอะ คือคิดไปทำไป รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร เหมือนเขียนเลขศูนย์ มันไม่จำเป็นต้องเขียนเลขศูนย์จรดกัน ถามว่าผมกำลังเขียนอะไร เขาก็บอกว่าเป็นศูนย์อยู่ดี แต่ว่ามันไม่เหมือนกัน

นี่คือความแตกต่างของเรา มาแบบไหนก็เป็นแบบนั้น พลิกกลับปุ๊บ ก็จะเป็นรูปร่างของตัวกลไก แต่ของเราเรียกว่า ‘การสลายความเป็นตัวตน’ จริงๆ มันรวมความเป็นธรรมะอยู่ในนั้นด้วย

ผลงานทุกชิ้นสร้างใหม่เพื่องานนี้เลยไหม

ไม่ครับ เป็นงานจาก 3 ยุค งานตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ยุคแรกเลย พระรามแผลงศร จะเห็นว่างานมันยังปะติดปะต่ออยู่ ของแต่ละยุค


ชิ้นส่วนแต่ละชิ้น เป็นเศษเหล็กจากโรงงานที่เขาเตรียมจะเอาไปถลุงต่อ มันจะรวมเหล็กที่เหลือจากการผลิต ไม่ใช่เหล็กที่ใช้แล้ว มีเหล็กที่ใช้แล้วประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ มีเหล็กซื้อใหม่ก็มี ถ้าอยากได้รูปทรงที่ต้องการ
จะมีเหล็กและทองแดง แต่งานใหม่ๆ จะมีผสมไม้ แก้ว ผ้าไหม คือทำได้หมด นี่คือจุดหนึ่งที่เป็นพอยท์เล็กๆ ว่า งานไม่จำเป็นต้องซ้ำ บางคนถามว่าซ้ำ นี่ทำไม่ได้ใช่ไหม แล้วถามว่าซ้ำแล้วจะทำไปทำไม ถ้ามันซ้ำกัน ในเมื่อเรายืนยันว่า เราสร้างชิ้นเดียวอันเดียว เราสร้างใหม่ เราคิดใหม่ไปเรื่อยๆ มันจะเป็นเรื่องราวใหม่ตลอด เดี๋ยวคอยดูงานขึ้นมือ จะยิ่งใหญ่กว่านี้

ยังไม่ได้ทำ แค่คิดไว้เอา แค่เศียรทศกัณฑ์ประมาณ 3-4 เมตร ไม่รวมชฎา มองไกลๆ คือทศกัณฑ์ แต่มองใกล้ๆ นี่มีเรื่องราวเต็มหน้าเลย

คิดว่าวันนี้ประสบความสำเร็จหรือยัง 

ประสบความสำเร็จเป็น step จุดหมายเรามีมากกว่านั้น งานมันเลยต้องขึ้นถึงมิวเซียม ความสำเร็จคือต้องขายงานได้ แต่มันไม่ใช่หน้าที่เรา เหมือนส่งถึงมือหมอแล้ว คือตอนที่เขาของพิจารณางาน 3 สัปดาห์เนี่ย เราเช็คเรื่องการตลาดเรียบร้อยแล้วล่ะ เขามีฐานลูกค้าของเขาอยู่แล้ว นี่ถึงบอกว่า ทำไมถึงเลือกที่นี่ ดูเรียบง่าย แต่ขายงานได้ดีกว่า

ในความเป็นศิลปิน ยังมีอะไรเป็นอุปสรรครออยู่ไหม


ผมขอขอบคุณสิงห์ สันติ ภิรมย์ภักดี ที่ให้ผมมีโอกาสได้เป็นตัวแทนคนไทย และสื่อความหมายที่ชัดเจนว่า งานไทยขึ้นแกลลอรี่ไม่ได้แปลงงานเป็นโมเดิร์น อาร์ต อะไรมากมายอย่างที่เขาทำๆ กันไป ช่วงที่หาทุน เป็นช่วงที่พูดกันหลายที่มาก บอกว่าผมขอพบหน่อยได้ไหม อยากจะบอกว่า งานผมสามารถเป็นไปในระดับสากลได้

เห็นว่าบ่นถึงรัฐบาลด้วย ?

บ่นตลอด ถึงรัฐบาล ถึงราชการ ต้องบ่น บางคนบอกว่า ไม่อยากให้บ่น แต่เราบอกว่ามันควรจะบ่น มันควรจะเป็นแนวใหม่ คือเกิดมาเราก็ได้ยินคำนี้แล้วว่า บ้านเรายังไม่เข้าใจคำว่าศิลปิน ราชการบ้านเราเป็นอย่างนี้ ก็รู้แบบนี้ตลอด แต่ไม่มีใครปลดแอก ไม่มีใครคิดแบบแตกต่างว่าต้องได้สิ อันนี้ ถ้าไม่ได้ทุนจากคนไทยเลย คือของสหรัฐฯ เตรียมจ่อไว้แล้ว คือขอทุนจากสถานทูต ก็มาได้จากคุณสันติไปก่อน ถือว่าเราไม่หน้าแตก


ที่พูดบ่อยๆ คืออยากให้มันเป็นบทเรียน ตอนนี้สิงห์ก็มีโครงการดีๆ ที่จะเอาคนไทยที่งานถึงๆ มาจัดแสดง ถ้าไม่พูดเลย มันจะไม่ผลักหรือพังกำแพงอันนี้ทิ้ง เด็กรุ่นใหม่จะได้ขึ้นมามีงานใหม่ๆ บ้าง

อยากบอกอะไรถึงเด็กรุ่นใหม่

ต้องกล้าคิดกล้าทำ คิดว่างานแตกต่าง ต้องยอมอด ยอมอดจริงๆ ถึงจะสำเร็จ มันจะกี่ปีก็ช่าง อย่าไปทรยศตัวเอง ต้องมั่นใจ ถ้าคุยกันเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เขาก็บอกว่าทำงานไม่ตรงตลาด คำว่าไม่ตรงตลาด มันก็ย้อนกลับมาในคำถามที่ว่า ทำไมถึงอยากเอามาเข้าระบบนายหน้า เพราะว่าถ้าเราอยากจะตรงตลาด เราต้องทำแบบนี้ ผมว่าอย่าปฏิเสธเลยว่า เงินไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญ เงินมันก็ใช้ซื้อปัจจัย 4 เหมือนกันนั่นแหละ แล้วศิลปินจะได้ไม่ใช้คำว่า ไส้แห้ง อย่างน้อยมันก็มีความชุ่มชื่นบ้าง

แล้วมองระบบเอเยนต์หรือคนที่เป็นตัวแทนขายงานให้ศิลปินในเมืองไทยอย่างไร


คือเขามองคนละอย่าง วิชั่นของที่นี่ เขามองเป็นระดับโลก สากล แต่ที่โน่นจะมองว่างานต้องมาในแนวของใคร อะไรยังไง เหมือนแบบว่า ถ้าจะเล่นพระ ก็คงจะเล่นแบบเดิมๆ ไม่คิดอะไรอย่างอื่นเลย เขาน่าจะมองเริ่มต้นจากความเป็นไทย แล้วมันเห็นว่ามันไประดับสากลได้ เขาน่าจะมอง แต่มันไม่มีใครมอง เขายังไม่มอง ซ้ำๆ กับไอ้ที่มันมีอยู่ หมายถึงว่างานเหล็กทั่วไป เอางานเราไปปนด้วย พอเขาพูดลักษณะนั้น เราสิ้นสุดการสนทนา มันเป็นบทเรียนที่ดีครับว่า พอตรงนั้นไม่ได้ เราก็เลยหลุดมาทางนี้ หลายเรื่องที่บ่นๆ จะเห็นว่า พอโดนแบบนี้ปุ๊บ เราก็ถอยมา มันไม่มีทางตัน

เคยคิดถึงขั้นจะหยุดทำงานศิลปะเลยไหม

หยุดพักเฉยๆ ไม่หยุดเลย จริงๆ เพราะฉะนั้นไม่ทำมาถึง 13 ปีหรอก จริงๆ ความสำเร็จมันได้ 12 ปี เมื่อปลายปีที่แล้ว คือมั่นใจขนาดแบบว่า เขาอยากให้เปลี่ยนสไตล์งาน เราก็ไม่เปลี่ยน เรามั่นใจอยู่แล้ว เราจะเปลี่ยนทำไม ในเมื่อเราคิดต่าง เราเป็นตัวของตัวเอง เราค้นพบตัวเองแล้ว ตอนนั้นเราก็คิดไงว่า เราหนึ่งเดียวแล้ว ทำไมเราจะต้องไปทำอะไรเหมือนกับชาวบ้านเขา เพราะคำว่าทำไมต้องเหมือนเขา ทำให้มาถึงตรงนี้ไง บอกได้เลยว่า แม้แต่ต้นแบบของความเป็นศิลปินก็ไม่มี ไม่ได้มองใคร เริ่มต้นจากศูนย์ วิธีการก็ทำมาเอง ถามใครก็ไม่มีใครตอบแบบนี้ได้ ฉะนั้นคำว่าศิลปินต้องมาด้วยตัวเองจริงๆ

อะไรยากกว่ากัน ระหว่างการสร้างงานศิลปะ กับการหาคนซัพพอร์ต

ถ้าให้มองย้อนกลับไป มันไม่ยากหรอก คือตอนนี้ เรามั่นใจในตัวงานก่อน ที่ว่ามันหายากแค่ช่วงในหนึ่งเดือนนั้นที่เราจะต้องตอบตกลงที่นี่ เพราะที่นี่ เขาให้เพิ่มเวลาอีก 7 เดือนแล้ว เท่ากับว่ารองานผม 8 เดือน ให้ผมหาทุน ผมก็คิดว่า ยังไงก็หาได้ ผมไปมา 30 กว่าที่ ไม่ได้หยุด เลยเชื่อมั่นว่า เรามีจุดหมายของเรา มันไม่ยากหรอก มันไปได้ แล้วถ้าเรามั่นใจจริง เราต้องหาทุนจนได้ ไม่ยากๆ คือบ่นให้เป็นพิธี ให้คนรุ่นหลังสบายไง คือผู้ใหญ่ที่ได้ยินปุ๊บจะเริ่มคิดว่า ไม่อยากโดนเขาว่าว่ะ ขอคิดสักหน่อย มองดูแววสักนิดหนึ่งว่า เด็กคนนี้มันไปได้ไหม ถ้าเด็กคนนี้มันไปได้ ต้องช่วยมัน

แรงบันดาลใจในการทำงาน ?


แรงบันดาลใจ มันต้องเริ่มเป็น 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ อยากจะทำ เรื่องที่สองคือ อด มันคือจุดพลิกของธุรกิจสถาปนิก รับเหมา

เรื่องแรกเราอยากจะทำเลย ตั้งใจที่จะทำ คิดมาตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ แล้ว คือคิดก่อนประมาณสัก 6-7 ปี ก็ไม่มีใครเข้าใจที่เราพูด ไปปรึกษากับทางสำนักลิขสิทธิ์ ก็ไม่ให้เราจดลิขสิทธิ์ มันก็เลยทำให้ไม่มั่นใจว่า ถ้าเราทำออกไป เขาจะก๊อบปี้เราไหม ก็ถอยไปอีกว่า ยังไม่ทำ ยังไม่เริ่มทำ พอมาถึงทางตันของธุรกิจ คือไม่มีอะไรจะทำแล้ว ไม่ยอมอยู่ว่าง ต้องหาอะไรเป็นรายได้เข้า เลยเริ่มหยิบงานตัวนี้มาทำ
เริ่มต้นจากวัสดุ เราจินตนาการออกมาอย่างไร

บ้านเป็นอู่ซ่อมรถ อยู่ อ.พิมาย แล้วก็ปู่อยู่ติดกับวัดใหม่ประตูชัย แล้วติดกับประตูชัย โบราณสถานของปราสาทหินพิมาย เห็นวัฒนธรรมไทย เก็บเทียนเข้าพรรษา เอาทั้งสองอย่างมาผนวกกัน คือตอนไปเรียน โรงเรียนก็อยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากร เด็กๆ ก็จะเดินมาเล่นหน้าบรรณที่มันแกะสลัก เห็นมาตลอดเห็นมาตั้งแต่เด็ก กอปรกับความเป็นประติมากรรม แล้วพอมาเจองานเข้าพรรษาปุ๊บ ก็ช่วยเขาหล่อเทียน แกะสลักเทียนที่วัด ผสมผสานมันเป็นไอเดียที่ความชอบงานศิลปะ เริ่มต้นตลกมาเลย เราชอบเล่นโกลฟุตบอลที่ปั้นดินน้ำมัน เด็กๆ เลยนะ เอาเหล็กมาอ๊อกต่อกันเป็นโกลฟุตบอล มาปั้นเริ่มเล่นใหม่ อันนี้ถึงรู้การทำโมเดล พอมาเรียนสถาปัตย์ก็ได้ศาลตร์เพิ่มเติม เราก็รู้ว่าอันนี้คือการทำโมเดลเก็บรายละเอียด

รามายณะก็อยู่ในปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินทุกที่มีเรื่องของรามายาณะ มันเป็นมหากาพย์ของทางอินเดีย แล้วก็ของไทยมาปรับเป็นรามเกียรติ์ พอเราเห็นแบบนั้น ตัวตนของงานที่เราจะเอามาใส่ก็เลยคิดว่า น่าจะเป็นงานรามเกียรติ์ เลยเอาใส่เพราะหน้าตาแต่ละตัวมันมีคาแร็กเตอร์ เห็นแล้วสนุกชอบทำ คืองานส่วนใหญ่ก็จะเป็นรามเกียรติ์หมดเลย

มันเริ่มอย่างนั้น แต่ถามว่า apply ได้ไหม มันก็อย่างนกฮูก กับนกอินทรีย์ งานที่มาไม่ทันก็มีผีตาโขน ทำไม่ทัน แต่ทำหน้าเสร็จแล้ว คิดว่าสถานที่อาจจะไม่พอด้วย อะไรด้วยก็คิดว่า ผีตาโขน ควายไบซัน คาวบอย อินเดียนแดง แต่ทุกอย่างเป็นสไตล์ผมทั้งนั้น

เอกลักษณ์ของงาน ?

คืองานประติกรรมที่อ่อนช้อยมีชีวิต บางคนบอกว่าทำไมไม่ทำสุพรรณหงส์ แล้วจะดูแล้วมันเป็นยังไงสุพรรณหงส์ มันก็คือทื่อ ทำไมไม่ทำปราสาทหินพิมาย หรือวัดร่องขุ่นล่ะ ก็มันไม่มีชีวิต ทำงานที่มีชีวิตให้ดู แล้วมันได้คิดต่อ ชอบทำงานแบบนั้น

เหล็กเป็นอะไรที่แข็งกระด้าง แล้วทำให้มีชีวิตได้อย่างไร


อันนี้เป็นคำถามที่ดีมาก มันเริ่มจากได้ความครีเอตจากงานเรียนสถาปัตย์ เราต้องทำอะไรที่แตกต่าง เราต้องทำอะไรที่ตรงกันข้าม มันเป็นความรู้สึกหรือผลงานที่เขาคาดไม่ถึง ตรงนี้มากกว่าที่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ ให้มันเป็นผลงาน ตอนทำงานอคิเต็ก หรือทำงานอินทิเรียร์ ทำงานผับหรือทำงานดิสโกเทค ที่อื่นเขาทำดำไปหมด เรานี่ทำขาว ทำเป็นสีสัน คือมันต้องมีอะไรที่แตกต่าง เราอยากเป็นดาวในกลางคืน มันต้องเป็นสีขาวที่สวยงาม


อันนี้ก็เหมือนกัน ทำไมต้องทำเหล็กที่คนเขาคิดกันว่า มันแข็งกระด้าง คิดว่ามันเป็นแบบนี้ ด้วยความรู้สึกว่า มันเป็นความมุมานะเลยล่ะ จนติดเป็นนิสัยว่า ต้องทำของแข็งให้เป็นของอ่อนให้ได้ งานบางชิ้น ไม่ได้ทำด้วยความสุขนะ มันมีช่วงที่ทำ แล้วมีปัญหากับชีวิตก็มี แต่มันเป็นงานชิ้นเดียวอันเดียว มันต้องสวย งานจะต้องอยู่กับเราอีกนาน ฉะนั้น งานที่ดูยากลำบากในการทำเนี่ย เราทำให้มันเป็นงานที่สวยออกมาได้จากอารมณ์จริงๆ ตอนนั้นทุกข์ ประหลาดไหม

เราทุกข์กับปัญหาชีวิต ในเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของครอบครัว ทุกข์เรื่องที่มากระทบจิตใจใช้คำว่าปล่อยวางดีที่สุด คือจริงๆ บวชเรียน ก็บวชปฏิบัติ เป็นพรรษาสายปฏิบัติ ก็เอาตรงนั้นมาใช้ได้ พอมันมีความทุกข์ มีสิ่งอะไรที่มากระทบกับตัวเนี่ย เราจะทำงานเหล็กนี้ได้ มันต้องปล่อยวางจริงๆ บางอย่างก็วางทิ้ง ไม่สนใจ ถึงบอกว่ามีวิธีการทำงานแบบมาตรงนี้ได้ไง ก็มาแบบทุบหม้อข้าว ต้องไปให้ได้ ต้องทำให้ได้ งานที่มันเป็นงานเหล็กที่มองดูยากและทำได้ มันยิ่งทำยิ่งเซอร์ไพรส์ มันทำให้งานเราสามารถกล้าเดินไปทุกที่ได้ การเดินไปทุกที่ คือกล้าไปเสนอ กล้าไปขอความช่วยเหลือได้หมด ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน

คิดว่าคนต่างชาติคนตะวันตกเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสารไหม

ศิลปะไม่มีภาษา เหมือนเราเห็นสฟริงค์เขา เราต้องรู้ไหมต้นกำเนิดไปศึกษาค้นคว้า แค่เห็นแล้วชอบอยากถ่ายรูปบ้าง งิ้วของจีนเป็นอะไรเราชอบที่ศิลปะ งานของปีกัสโซ เราก็ไม่รู้หรอกว่า เขียนมาจากอะไร เห็นปุ๊บมีความชอบ มีความคิดตรงนั้นปุ๊บ เราก็ต้องกล้าที่จะทำต่อ มันไม่จำเป็น คนไทยจริงๆ ก็ไม่รู้หรอกว่า ทศกัณฑ์เป็นลูกใคร มีเมียกี่คนไม่มีใครรู้ แต่เห็นแล้วชอบ คือคำตอบเลย ไม่จำเป็น


คุณพูดถึงความลำบากของชีวิต ทั้งที่งานของคุณมีความซุกซน มีความสนุก เรียกรอยยิ้มได้ด้วย

ตรงนี้แหละถึงบอกว่า เราต้องปล่อยวาง วางทิ้งระบบการคิดเป็นปัญหาเหมือนลิ้นชักเลยอ่ะ บางทีลิ้นชักไหนไม่คิด ก็ปิดมันไว้

จำเป็นต้องมีลูกมือมั้ย โดยเฉพาะงานโครงสร้างใหญ่ๆ


มันไม่มีใครมาอดกับผม มันไม่มีใครมาช่วยผมได้หรอก เขามามีแต่อยากได้กินได้ใช้ พอเราไปได้ เขาก็อยากมาทำงานด้วย แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้หรอกว่าเราคิดอะไรอยู่ คืองานนี้มันเป็นปัจเจกจริงๆ มันเป็นความคิดของเราเริ่มต้นตั้งแต่แรกว่า เผลอๆ กลัวว่างานมันจะตายพร้อมเราด้วยซ้ำ เพราะว่าคนเรียนมีความครีเอตอยู่ในตัว เขาก็ไม่อยากใช้กำลัง เขาไม่อยากยก ไม่อยากเปื้อน คนที่จะเปื้อนได้ ไอเดียก็ไม่มี แล้ววิธีการคิด มันคิดเราเป็นตัวจริง คำว่าตัวจริงคือถามมาปุ๊บ ตอบได้เลย เราคิดเองทำเองรู้คอนเซ็พท์เองตั้งแต่แรก ตัวนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เป็นจุดหมาย มุ่งมั่น

คิดว่าประเทศไทยควรมีกองทุนสนับสนุนการทำงานของศิลปินหรือยัง


มันเป็นไปได้ยาก ก่อนมาก็ยังขอไปทางนายกฯ ทุกที่ที่พูดออกทางทีวี มีเอกสารตอบกลับมาน่าชื่นใจทั้งนั้นแหละว่า ไม่ได้ ทุกทีถึงกล้าพูด

ปัจจุบัน คลุกคลีกับวงการศิลปินบ้างไหม


ไม่เคย

คำถามสุดท้าย ทำไมถึงเรียกตัวเองเป็นช่างอ๊อกเหล็ก


คือกระดากตัวเอง เพราะคนอื่นใช้แต่ศิลปินๆ เรามาตอนเริ่มต้น เขาจะเรียกเราว่าอะไร มีคนมาถามหาศิลปินคนไหน ผมบอกผมเป็นแค่ช่างอ๊อกเหล็กครับ เขาบอก ‘คุณอย่าปฏิเสธความเป็นศิลปินของคุณ ถ้าคุณปฏิเสธ คุณจะไม่ได้ราคานี้’ ตอนทุกข์ๆ บอกเรียกหมา แล้วให้ตังค์ผมก็ยอม เรียกหมาแล้วขายงานได้ ก็โอเค คือเราต้องอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ถ้าเราย่อแล้วเขายังกดเราอยู่ ค่อยลุกยืนแล้วก็ซัดกลับ นี่คือเป็นนิสัยส่วนตัว

ผมมาจากจุดศูนย์มากเลย ไม่มีศิลปินในต้นแบบ ไม่รู้จักคนในวงการ ผมไม่รู้จะเข้าไปทำไม มันก็ไปอยู่ในวงล้อมที่เขาเองก็ไปไม่ได้ แล้วเราจะคิดไปมาก แค่นี้เราก็คิดการใหญ่มาเยอะแล้ว ภาษาอังกฤษผมก็ไม่ได้นะ แต่ผมก็กล้า ถามเรื่องภาษาอังกฤษ บางคนบอกว่าง่าย ผมก็ถามกลับไปว่า ดัดเหล็กยากไหมล่ะ เขาบอกยาก งั้นภาษาอังกฤษก็ง่าย เดี๋ยวผมก็เป็น


บัวขาวก่อนชกมวยดี บัวขาวไม่ต้องพูดภาษาอังกฤษเก่ง คือมันดูที่ผลงานก่อน แล้วหลังจากนั้นมันมาเอง ครั้งต่อไปก็ท่องยุทธภพได้แล้วล่ะ.