วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ปิดทองหลัง ‘เขา’

ปิดทองหลัง ‘เขา’

ก่อนที่ใครๆ จะอยากไปปลูกป่าที่น่าน เด็กบ้านๆ กลุ่มนี้รวมตัวในนาม“นักสืบสายน้ำ” ตามหาบางสิ่งที่หายไป โดยมีผู้ใหญ่เป็นทั้งกองหน้าและกองหนุน

ย้อนหลังกลับไปในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา หรือหากจะหาจุดเริ่มต้นจริงๆ อาจต้องขีดไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน...‘น้ำงอบ’ลดลงอย่างน่าใจหาย ไม่เฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เท่านั้นที่รู้สึกไม่สบายใจ เด็กบ้านงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ก็แปลกใจเหมือนกัน

“ตอนนั้นน้ำบ้านเรามีนิดเดียว ไม่ค่อยไหลแล้วมันก็แห้ง เลยมาคุยกันว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ เมื่อก่อนเราก็เห็นเขาเล่นน้ำกัน พอเราโตพอที่จะเล่นได้ทำไมเราไม่ได้เล่น แล้วอีกหน่อยเราจะเอาน้ำที่ไหนใช้” รินรดา พานิช (ฟิวล์) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนทุ่งช้าง ย้อนเ่ล่าจุดเริ่มต้นในการรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อสืบสานสายน้ำจากวันวานสู่วันพรุ่ง

เด็กน่านขอจัดการ'น้ำ'

ขณะที่หลายคนโฟกัสไปที่ป่า แต่เด็กบ้านป่ากลุ่มนี้พุ่งเป้าไปที่น้ำ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องกินต้องใช้อยู่ทุกวัน พวกเธอว่าจะให้ซื้อน้ำกินแบบคนในเมืองคงไม่ไหว ไหนจะน้ำที่ใช้ทำการเกษตรอีก ถ้าไม่เริ่มศึกษาหาสาเหตุที่ทำให้น้ำหายไปแล้วรีบแก้ไข เชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์ความแห้งแล้งที่เมืองน่านจะยิ่งรุนแรง ถึงวันนั้นต่อให้มีคนกี่ร้อยกี่พันมาปลูกป่า ป่าก็คงไม่ขึ้นเหมือนกัน

ตรรกะง่ายๆ ที่เด็กมัธยมคิดได้ ทำให้ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านไม่รีรอที่จะพาพวกเธอไปดูแหล่งต้นน้ำ เล่าเรื่องความสัมพันธ์ดิน น้ำ ป่า รวมทั้งสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยกัน

“พอกลับมาเราก็มาคุยกัน ตั้งคำถามก่อนค่ะว่าทำไมน้ำหายไป ตอนนี้มันยังเหลืออะไร ก็ได้คำตอบว่าเฉพาะน้ำที่บ้านเราหายไป ช่วงแล้งเปิดก๊อกก็ไม่มีน้ำ น้ำประปาจะไหลเป็นเวลาช่วงเช้าแล้วก็ช่วงเย็น แต่พอไปดูต้นน้ำมันยังมีอยู่ ถึงจะน้อยแต่ก็พอมี เราก็มาคุยกันว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง สามารถประสานงานกับใคร ใครสามารถที่จะช่วยเราได้ แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง” รินรดา เล่าถึงกระบวนการคิด

หลังจากเห็นพ้องต้องกันว่าจะเริ่มปฏิบัติการทวงคืนสายน้ำ เด็กๆ กลุ่มนี้ก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้ใหญ่ทั้งในและนอกหมู่บ้าน หนึ่งในนั้นคือ มูลนิธิสยามกัมมาจล ที่มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงประคับประคองให้โครงการดำเนินไปอย่างที่ตั้งใจ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนด้วยกันเอง และสร้างสำนึกร่วมให้เกิดขึ้นในชุมชน

สำหรับภารกิจแรกคือ การเดินสำรวจแหล่งน้ำเส้นทางน้ำ น้องตอง- วิไล จันภิรมย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 98 (บ้านงอบ) เล่าให้ฟังว่า “ก็ไม่มีน้ำคะ มีแต่ต้นหญ้าขึ้น ช่วงก่อนน้ำมันแห้ง ไม่มีอะไรหรอกมีแต่ขยะกับหญ้าตาย”

เมื่อเห็นสภาพความเป็นจริงว่าอาการน่าเป็นห่วงกว่าที่คิด พวกเธอจึงกลับมาระดมความคิดเพื่อหาทางแก้ “เราก็มาช่วยกันคิดว่าขยะที่มีอยู่ตอนที่มันไม่มีน้ำ แล้วบ้านคนที่อยู่ติดน้ำเขาอาจจะโยนเศษขยะเศษอะไรลงไปอีก ทีนี้พอน้ำมันมาขยะมันจะไหลไปตรงไหน ก็เลยว่าเรามาช่วยกันเก็บขยะก่อนตอนที่น้ำยังไม่มาดีกว่า”

ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ร่วมใจเก็บขยะก่อนฝนจะมา จากนั้นนักสืบสายน้ำก็เริ่มสำรวจชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและต้นไม้ริมน้ำ โดยใช้วิธีการวัดพื้นที่ 10 คูณ 10 เมตร แล้วนับจำนวนพืชและสัตว์ที่พบ เพื่อเปรียบเทียบความหลากหลายกับในอดีตตามคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ในชุมชน

“ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนน้ำมีเยอะ จับปลามากิน ปลามีเยอะมีปูกุ้งเล็กๆ ด้วย แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ตอนหนูเด็กๆ จำได้ว่ายังมีปลาอยู่เลยแต่ตอนนี้ไม่มี เสียดาย” ชลิตา เปาป่า นักเรียนโรงเรียนทุ่งช้าง บอก ก่อนจะสรุปว่าถ้าไม่เริ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูตั้งแต่ตอนนี้ ต่อไปคงไม่มีอะไรเหลือ ซึ่งสิ่งที่ต้องทำก่อนอื่นคือ “การปลูกจิตสำนึก”

“ถ้าป่าไม่อุดมสมบูรณ์ พวกน้ำสายย่อยๆ มันก็แห้งเยอะ การดูแลป่ากับน้ำต้องไปด้วยกัน ตอนนี้เรารอน้ำฝน แล้วอาจจะทำฝายเป็นจุดเป็นจุดค่ะ เวลาน้ำฝนมาจะได้กักเก็บไว้ด้วย ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากคนในชุมชน” รินรดาออกความเห็น และว่าหลังจากทำงานมาได้ระยะหนึ่ง สิ่งที่ได้เรียนรู้นอกจากการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มแล้ว ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใหญ่ด้วย

ส่วนคนภายนอกที่กำลังให้ความสำคัญกับปัญหาภูเขาหัวโล้นเมืองน่าน เธอว่า “ดีใจที่มีคนเข้ามาช่วยเยอะ คนบ้านเราจะได้รู้สึกว่าคนที่อื่นยังมาช่วยเลย เราก็ต้องช่วยกัน”

เมื่อถามว่า “โกรธไหมที่มีคนว่า คนน่านตัดไม้ทำลายป่า?”

เสียงเล็กๆ ตอบแบบทันทีทันใด “โกรธค่ะ มันก็มีส่วนน้อย ไม่ใช่ทุกคน ส่วนใหญ่เขาก็ช่วยกันดูแล”

“อยากบอกว่ามันไม่ใช่ทุกคนที่จะทำลาย เพราะอย่างน้อยก็มีพวกหนูซึ่งเป็นเยาวชน หนูก็อยากให้ป่าไม้เราอุดมสมบูรณ์ มีน้ำใช้ตลอด ไม่ต้องเจอกับภัยแล้ง ซึ่งบ้านหนูเจอแล้วก็เดือดร้อนกันมาก อย่างน้อยเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้มันกลับมาดีขึ้นและจะช่วยตลอดไป” รินรดา กล่าวด้วยความไม่สบายใจ

ทว่า ต่อให้พวกเธอไม่สามารถทวงคืนสายน้ำที่อุดมสมบูรณ์กลับคืนมาได้ แต่สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนไปคือจิตสำนึกรักธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้ว

“อย่างเมื่อก่อนเคยใช้น้ำกันฟุ่มเฟือยเราก็กลับมาใช้น้ำน้อย เคยคิดว่าน้ำเปิดใช้ได้ตลอดเวลาจะใช้ทำอะไรก็ได้ ตอนนี้พอมาเจอปัญหาแบบนี้ ก็คิดแล้วว่าน้ำมันไม่มี แล้วบางคนที่อยู่ปลายน้ำต่อไปจากจังหวัดน่านยิ่งไม่มีใช้เลย” สุพิชญา คำรังษี สมาชิกนักสืบสายน้ำกล่าว พร้อมฝากความในใจถึงคนเมือง คนกรุงเทพฯ ว่า

“อยากให้เขาใช้น้ำอย่างประหยัด เขาไม่รู้หรอกว่าขนาดต้นน้ำยังมีน้อยแล้ว ถ้าน้ำหมดไปจริงๆ จะใช้อะไร”

ก้าวต่อไปหลังจากเก็บข้อมูล และร่วมกันฟื้นฟูลำน้ำงอบซึ่งเป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงคนในตำบลบ้านงอบทั้ง 11 หมู่บ้าน งานยากที่รออยู่คือการทำสื่อเพื่อเผยแพร่เรื่องราวของนักสืบสายน้ำตัวเล็กๆ แต่ใจใหญ่ให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่าเด็กน่านคนน่านไม่ได้นิ่งดูดายกับความเสียหายของสภาพแวดล้อมรอบบ้านตัวเอง ซึ่งพวกเธอแอบหวังเล็กๆ ว่า การริเริ่มนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนกลุ่มอื่นๆ ได้เกิดสำนึกรักทรัพยากรเช่นเดียวกัน

และท้ายที่สุด แม้ต้องพบกับอุปสรรคที่ยากเย็นเกินกว่ามือเล็กๆ จะต้านทาน คำว่า“ท้อ”อาจจะมี แต่รับรองว่า“ไม่ถอย”

“มันก็คงท้อบ้าง เพราะเรื่องน้ำเราไม่สามารถกำหนดได้ แต่อย่างน้อยๆ มันก็เป็นความหวังของเรา ถึงแม้มันอาจจะไม่ออกมาตามที่หวัง แต่ขอให้มันดีกว่านี้” รินรดา กล่าวแทนใจเพื่อนๆ ในกลุ่มที่มีความฝันร่วมกันว่า อยากจะเห็นเมืองน่านอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้สายน้ำเหมือนเมื่อก่อน

ผู้ใหญ่อาสาฟื้นฟู'ป่า'

“ไม่มีป่า ไม่มีน้ำ” คือข้อเท็จจริงที่คนที่นี่ตระหนักดี

วันนี้แม้ฤดูฝนจะมาพร้อมกับความชุ่มฉ่ำ แต่ภาพที่เห็นเมื่อเดินทางเข้าใกล้แหล่งต้นน้ำ คือสายน้ำสีแดงขุ่นของลำน้ำน่านที่ตัดกันอย่างชัดเจนกับสีธรรมชาติของน้ำงอบ เอกสวัสดิ์ นนทการณ์ ผู้ใหญ่บ้านขุนน้ำลาด ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน บอกว่า มันคือหลักฐานของการสูญเสียพื้นที่ป่าบริเวณต้นน้ำน่าน ทำให้ฝนตกชะหน้าดินลงมาด้วย ขณะที่น้ำงอบนั้นมีการดูแลป่าต้นน้ำอย่างดี อย่างน้อยก็ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

“ชาวบ้านที่นี่เป็นชนเผ่าลั้วะหรือที่เรียกว่าถิ่นครับ เมื่อก่อนหมู่บ้านอยู่ข้างในป่าลึกประมาณ 20 กิโลเมตร สมัยที่มีคอมมิวนิสต์เข้ามาชาวบ้านต้องถอยลงมาตั้งถิ่นฐานข้างล่าง (หมู่บ้านลาด) ประมาณปี 2516 ก็สัก 40 ปีที่ผ่านมา” อภิสิทธิ์ ลัมยศ ผู้ช่วยผู้ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.น่าน ให้ข้อมูล ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านขุนน้ำลาดเล่าเสริมว่า หลังจากที่อพยพลงมาแล้ว ชาวบ้านยังคงใช้ที่ดินเดิมบนภูเขาเป็นพื้นที่ในการเพาะปลูก ส่วนบริเวณที่เป็นแหล่งต้นน้ำมีการวางกฎกติการ่วมกันไม่ให้ใครบุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะพยายามสอดส่องดูแลไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่เพิ่ม แต่ด้วยเงื่อนไขที่ไม่อาจควบคุมได้ ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือ ความสมบูรณ์ของทรัพยากรบริเวณนี้กำลังลดลงเรื่อยๆ

“ในอดีตป่าก็ยังอุดมสมบรูณ์ แต่ปัจจุบันมันถูกแผ้วถางโดยการรุกคืบของการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอะไรต่างๆ ทำให้ป่าเริ่มเสื่อมสภาพลง ชาวบ้านทำมาหากินได้ลำบากขึ้น ก็เลยมาคิดกันว่าทำอย่างไรที่จะให้ป่าฟื้นขึ้นมา มีอาหารจากป่า มีอาหารจากน้ำ ก็มาลงตัวตรงการทำวิจัยสืบหาข้อมูลเรื่องของอาหารจากป่า เพราะอย่างหนึ่งก็คือทุกวันนี้ชาวบ้านเริ่มจะหาซื้อมากกว่า ไม่หาเก็บในป่าแล้ว ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นด้วย” อภิสิทธิ์ ลำดับเรื่องราว พร้อมอธิบายต่อถึงแผนการทำงานภายใต้โครงการการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความมั่นคงทางอาหาร โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

“ระยะแรกจะเริ่มจากการสืบค้นหาข้อมูลทั่วไปของชุมชน บริบทชุมชน จากนั้นจะเก็บข้อมูลในส่วนที่มาของอาหารว่าอดีตและปัจจุบันเป็นอย่างไร มีความเหมือนหรือความต่างกันอย่างไร อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต่อมาคือเรื่องของการใช้ปฎิทินทางการเกษตร ดูว่าเรื่องของฤดูการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร”

เขาว่าคนที่นี่อยากรู้ว่าอาหารจากฐานการผลิตเดิมมีอะไรบ้าง “เช่นอาหารจากในไร่ข้าวให้หมุนเวียนมีอะไร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แล้วอาหารที่มาจากการซื้อมีอะไรบ้าง รวมถึงอาหารที่มาจากการแลกเปลี่ยน เช่น พริกบ้านเหนือเครือบ้านใต้ มันยังคงมีอยู่ไหมหรือว่าเปลี่ยนแปลงไป เพราะอะไร แล้วก็จะเอาข้อมูลตรงนี้มารวบรวมและช่วยกันวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ สาเหตุ แล้วก็แนวทางที่จะแก้ตรงนั้น สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของการฟื้นฟู ฟื้นฟูฐานอาหารจากดินน้ำป่า ฐานจากการผลิตนะครับ”

แม้จะอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่นักวิจัยชาวบ้านเหล่านี้ก็ตระหนักดีว่า ดิน น้ำ ป่า คือทรัพยากรที่พวกเขาต้องดูแล และ “ไม้เด็ด” ที่จะงัดมาจัดการอย่างได้ผล ก็คือการรื้อฟื้นภูมิปัญญาชุมชน และสืบทอดแนวคิดเหล่านี้ไปให้ถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่

“เราพยายามจะรื้นฟื้นเอาภูมิปัญญาเดิมที่เป็นของลั้วะมาใช้ เช่น ความเชื่อเรื่องการเลี้ยงผี การเคารพต่อธรรมชาติ อย่างการบวชป่า เขตหวงห้าม เขตอนุรักษ์ ซึ่งตอนนี้ป่าก็มีการแบ่งออกเป็นป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน ป่าอนุรักษ์และไร่หมุนเวียนอยู่แล้ว แต่จะมีกฎระเบียบกฎเกณฑ์ที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน” ผู้ใหญ่บ้านเอกสวัสดิ์ กล่าว

วิธีการก็ไม่ซับซ้อน เริ่มจากล้อมวงสนทนา ตั้งคำถามชวนกันพูดคุย เป้าหมายก็เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเรื่อง“หน้าหมู่” หรือปัญหาร่วมกันที่ทุกคนต้องช่วยกันหาแนวทางแก้ไข และไม่เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งไม้ต่อถึงเด็กๆ ด้วย

“ที่นี่เป็นต้นน้ำงอบ เยาวชนจะทำเรื่องนักสืบสายน้ำ เราก็พยายามให้มาเรียนรู้กับผู้ใหญ่ อย่างช่วงปิดเทอมเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ก็ชวนเด็กๆ มาร่วมเก็บข้อมูลต้นน้ำด้วยกัน เด็กๆ บางทีไม่เคยไปก็จะได้ไปเห็น แล้วก็ใช้สถานที่ตรงนี้มาคุย เล่าเรื่องราวสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับป่ากับน้ำที่เราเคยใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้ใหญ่ก็พยายามที่จะบอกเล่าว่า เมื่อก่อนในน้ำมันมีอะไรบ้าง และที่ไม่ได้อยู่ในน้ำด้วย แล้วปัจจุบันสัตว์น้ำสัตว์ป่าอะไรที่มันยังอยู่ ยังมีความสัมพันธ์กับชุมชน รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น”

ธันยปริชญ์ ทัพพมงคลรัตน์ ผู้ใหญ่ใจดีอีกคนของหมู่บ้านนี้ ย้ำว่าการพาเด็กๆ ไปลงพื้นที่ด้วยกัน นอกจากจะช่วยให้เกิดสำนึกรักท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวด้วย

“เราชวนเด็กๆ ไปลงพื้นที่ไปดูสถานที่จริงว่าน้ำที่ใช้ทุกวันนี้แหล่งน้ำอยู่ที่ไหน ต้นน้ำอยู่ที่ไหน เด็กก็เริ่มเรียนรู้ หนึ่งคือเขาได้เห็นสภาพผืนป่าแหล่งน้ำที่เราใช้ดื่มใช้กิน ได้เห็นความเหมือนความแตกต่างจากในอดีตผ่านการเล่าเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆ ก็จะเริ่มตระหนักถึงปัญหาที่มันเกิดขึ้นว่า ต้นน้ำเป็นแบบนี้ กลางน้ำเป็นแบบนี้ ปลายน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้เป็นยังไง แล้วที่ว่าจะใช้โครงการนักสืบสายน้ำเป็นครื่องมือในการรวมเด็กมาเรียนรู้ร่วมกันจะทำยังไง”

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจหากเด็กๆ บ้านนี้จะรู้เรื่องน้ำไม่แพ้ผู้ใหญ่ รักน้ำไม่แพ้นักอนุรักษ์ที่ไหน เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือประสบการณ์ตรง สิ่งที่เขารู้คือเรื่องที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นคนเล่า สิ่งที่ทำให้เขาตระหนักเกิดจากการบุกป่าฝ่าดงไปยังแหล่งต้นน้ำด้วยตัวเอง

อนาคตอันใกล้...ต่อให้สายน้ำไม่เคยไหลกลับ ลำน้้ำงอบก็อาจกลับมาสมบูรณ์ดังเดิมได้