ถ้า “รักษ์” ศักดิ์สิทธิ์จริง คงไม่มีสิ่งใดมาทำลายหรือเบี่ยงเบนคุณค่าใน “รักษ์” ได้
ราวกับเป็นเทศกาลตัดต้นไม้ริมทางก็ไม่ปาน เพราะครึ่งปีที่ผ่านมา มีข่าวคราวมากมายชวนให้คิดไปทำนองเดียวกันว่า นี่ได้รับ “ไฟเขียว” มาหรือเปล่า
... มือดีลอบตัดต้นไม้ริมถนนระยอง อ้างได้รับว่าจ้างจากแขวงการทาง / นิสิตล่ารายชื่อคัดค้านตัดต้นเสลาหน้ามหาวิทยาลัยนเรศวร / ชาวเพชรไม่พอใจ! เทศบาลเมืองเพชรบุรีขุดย้าย “ต้นไม้ของพระราชา” / จนท.แอบตัดต้นไม้ริมถนนน่าน-ทุ่งช้าง / ป่าไม้แม่ฮ่องสอนจี้เอาผิดการไฟฟ้าตัดป่าอื้อ / สับเละ! โค่นอุโมงค์ต้นไม้อายุ 50 ปี แขวงทางหลวงฯร่อนหนังสือแจง/ ชาวกรุงร้อง กทม.ตัดต้นไม้ใหญ่ข้างทางย่านจตุจักรจนโกร๋น / นักศึกษา มช. วางพวงหรีดอำลาต้นไม้หลังถูกสั่งตัดทำลานจอดรถ / บวชยางนา 200 ต้น ต้าน ม.วลัยลักษณ์ตัด / ตัดเหี้ยน!! ต้นไม้อายุ 100 ปี ขยายถนน 4 เลน ชาวบ้านสงสัยตัดแล้ว ไม้อยู่ที่ไหน!? ...
บางโครงการรู้ตัวเร็ว คัดค้านได้ทันเวลา แต่หลายโครงการกว่าจะรู้อีกทีก็ล่าช้า จนต้องกลืนน้ำตาไปพร้อมกับคำว่า “สายเสียแล้ว”
แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนย้ายตัวเองไม่ได้ แต่ต้นไม้ริมทางก็มักถูกกล่าวหาว่าเป็น “มัจจุราชทางหลวง” อยู่เสมอ ยังไม่นับกรณีที่ถูกยัดเยียดให้เป็น “สิ่งกีดขวางการพัฒนา” นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนต้องการ “กำจัดปัญหา” ออกไปจากถนน
แต่...ถ้าไม่มีประโยชน์จริง คงไม่มีใครกล้าออกมาวิงวอนร้องขอ “ชีวิต” ต้นไม้ริมทางอย่างที่เห็นทุกวันนี้หรอก
คุณ(ฆ่า)ต้นไม้
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เดชา บุญค้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี 2549 และภูมิสถาปนิกคนสำคัญของเมืองไทย บอกว่า ต้นไม้ริมทางบางต้นมีอายุยืนยาวนานมากกว่าญาติผู้ใหญ่ของบางคนซะอีก
“ต้นไม้ประวัติศาสตร์ที่ปลูกกันมานาน มันก็ไม่ควรย้ายไปไหน หลายร้อยปีก่อนในยุโรปปลูกต้นไม้เพื่อความสง่างาม รัชกาลที่ 5 ของเราท่านก็ทรงปลูกต้นไม้ใหญ่เป็นแถวเป็นแนวเพื่อความสง่างามเช่นกัน ในยุคต่อมาจะเป็นการปลูกเพื่อความร่มรื่น เพื่อสุขภาพ แต่ช่วง 30 ปีมานี้เป็นช่วงที่มีมลพิษทางอากาศสูง เป็นยุคแห่งการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเรื่องของโลกร้อน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การปลูกต้นไม้ในยุคนี้ก็เพื่อช่วยดูดซับโลหะหนักหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”
สถิติการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทุกวันนี้มีปริมาณมากพอที่จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 60 เซนติเมตรเป็นอย่างต่ำ อาจารย์เดชา บอกว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ในปี ค.ศ. 2100 น้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 1.80 เมตร นั่นหมายถึง กรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้บาดาลทั้งหมด
“การปลูกต้นไม้ใหญ่มากๆ เป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ และกลายเป็นว่า มหกรรมการปลูกต้นไม้ใหญ่มีความสำคัญ ทุกประเทศทั่วโลกรณรงค์ให้มีการปลูก แต่ประเทศไทยนอกจากไม่ปลูกแล้วยังดูแลไม่ถูกต้อง ต้นไม้ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ถูกละเลย จึงมีภาพการตัดต้นไม้ใหญ่ริมทาง หรือการขุดล้อมต้นไม้ประวัติศาสตร์อย่างที่เห็นทุกวันนี้”
ด้าน นัยนา หวายคำ จากเครือข่ายเชียงใหม่เขียว สวย หอม ซึ่งทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมานาน กล่าวว่า ต้นไม้เป็นมากกว่าต้นไม้ ต้นไม้ทุกต้นมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตใจ จึงไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ซึ่งนอกจากการใช้สอยตามชนิดพันธุ์แล้ว ต้นไม้ยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ด้วย
“ต้นไม้คือชัยภูมิสำคัญของเมือง ซึ่งบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ เราใช้ต้นไม้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในเชิงต่างๆ เช่น “ไม้หมายเมือง” เมื่อมาถึงเชียงใหม่ เจอต้นไม้ชนิดนี้ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเรามาถึงเชียงใหม่แล้ว แต่ถ้าเป็น “ไม้หมายทาง” ลักษณะของมันคือจะไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่จะอยู่รวมกันเป็นแนว เช่นต้นยางนาที่เป็นไม้หมายทางจากลำพูนถึงเชียงใหม่”
อย่างไรก็ดี แม้จะได้ค่าว่าเป็นไม้หมายทางแถมยังเป็นไม้ประวัติศาสตร์ที่ปลูกในรัชกาลที่ 5 ตามแบบที่เรียกว่า Boulevard คือถนนที่มีการปลูกต้นไม้สองข้างทางอย่างร่มรื่น หรือปลูกที่เกาะกลางถนน แต่ “ถนนสายต้นยาง” แห่งนี้ก็ยังหลีกหนีคำว่า “ความเจริญ” ไม่พ้น
ความตายริมทาง
จริงอยู่ที่ว่า ต้นหญ้าเพียงแค่ 1 ตารางเมตร สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าต้นไม้ใหญ่ที่มีพื้นที่เทียบเท่ากัน แต่อย่าลืมว่า ต้นไม้ใหญ่สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนได้เยอะกว่าไม่รู้กี่เท่า
ในแง่ของร่มเงาความสวยงาม ต้นไม้ริมทางทำหน้าที่นั้นได้อย่างสมบูรณ์ ดังจะเห็นว่ามีถนนหลายสายถูกประชาสัมพันธ์ให้เป็น “ถนนสีเขียว” / “ถนนสายโรแมนติก” / “ถนนสายต้นไม้ / “อุโมงค์ต้นไม้” และ/หรือจะนิยามกันไปตามความชื่นชอบ
แต่ทุกวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปพอสมควร เศรษฐกิจขยายตัว อาคารบ้านเรือนแออัด ถนนจำเป็นต้องตัดเพิ่ม และเมื่อต้นไม้ถูกประเมินค่าว่าเป็น “ส่วนเกิน” ก็ต้องทำใจยอมรับเพราะต้นไม้ “พูดไม่ได้ ปฏิเสธไม่เป็น”
เช่นทางหลวงหมายเลข 12 (หล่มสัก-ชุมแพ) ที่มีโครงการขยายถนน 4 ช่องทางจราจรเพื่อรองรับเส้นทางยุทธศาสตร์สายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Econonmic Corridor) ก็มีการเปิดประมูลให้ตัดต้นไม้ใหญ่ริมทางเพื่อดำเนินการขยายถนน จนเกิดการลุกฮือของประชาชนในโลกโซเชียล ตามมาด้วยคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างแขวงการทาง
พงศ์พันธ์ คงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการแขวงการทางเพชรบูรณ์ที่ 1 กล่าวไว้เมื่อครั้งที่มีการเรียกร้องใหม่ๆ ว่า การตัดต้นไม้นั้นเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบทางราชการทุกประการ มีการเปิดประมูลและขออนุญาตกรมป่าไม้อย่างถูกต้อง โดยมีต้นจามจุรีจำนวน 408 ต้น ราคากลางประเมินที่ 297,171 บาท โดยมีผู้ร่วมประมูลจำนวน 10 ราย ผู้ชนะประมูลเสนอราคา 1,245,000 บาท ซึ่งมีการชำระเงินและโอนเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดินไปเรียบร้อยแล้ว
“ส่วนอุโมงค์ต้นไม้ตามรูปจะมีเป็นแค่ช่วงๆ ระยะราว 100 เมตรเศษ ปัจจุบันไม่ได้เป็นซุ้มต้นไม้ตามที่นำรูปมาลงกัน นอกจากนี้พอถึงช่วงฤดูพายุหรือฤดูฝน ก็จะมีกิ่งไม้หักโค่น ตกลงมาใส่รถยนต์ที่วิ่งไปมาหลายคันแล้ว”
ต้นจามจุรีขนาดใหญ่ถูกคมเลื่อยโค่นล้มไปทีละต้นๆ จนถนนสายนั้นโล่งโล้นไม่เหลืออะไร ซากไม้กว่า 60 ต้นกองระเกะระกะอยู่ริมทาง แต่ด้วยพลังรักษ์ของชาวโซเชียล ทำให้เรื่องนี้ร้อนถึง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งเบรคโครงการพร้อมปรับเปลี่ยนให้เป็นอุโมงค์ต้นไม้และป้องกันอันตรายให้กับผู้ขับขี่ยวดยานบนท้องถนนด้วยการทำราวเหล็กเคลือบสังกะสีติดต้นไม้ตลอดแนว
กรณีของอุโมงค์ต้นไม้ที่เมืองน่าน ซึ่งหาข้อยุติกันมานานก็ถึงกาลอวสานแล้วเช่นกัน เพราะถูกตัด บั่น ทอนยอด จนเหลือแต่ตอ ไม่เหลือเค้าร่างของอุโมงค์สีเขียวดังในอดีต โดยเฟซบุ๊ค “อุโมงค์ต้นไม้เมืองน่าน” ได้เขียนสรุปแนวทางของปัญหาและทางออกไว้เป็นข้อๆ ใจความสำคัญคือการพยายามร่วมกันแก้ไขปัญหาในอนาคตอย่างเป็นมิตร
“ทางกลุ่มอนุรักษ์อุโมงค์ต้นไม้ยังยืนยันว่า ไม่ได้เห็นค่าต้นไม้มากไปกว่าความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันและความปลอดภัยของคนที่ผ่านไปมา อีกทั้งทางกลุ่มอุโมงค์ต้นไม้พร้อมให้ความร่วมมือในด้านวิชาการทุกเมื่อ ถ้าแขวงการทางฯ น่าน 2 ต้องการ” นี่คือข้อความจากกลุ่มอุโมงค์ต้นไม้เมืองน่าน
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์(ต้นไม้)
“ไม่ใช่ว่าย้ายไม่ได้ ตัดไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องย้ายต้องตัดก็ต้องทำ เพราะโลกสมัยใหม่มันเปลี่ยนไปแล้ว แต่ต้องมีข้อแม้”
ข้อแม้ที่อาจารย์เดชา บุญค้ำ หมายถึงก็คือ การปลูกต้นไม้ทดแทน และแน่นอนว่า ควรจะมีการวางแผนให้รัดกุมก่อนดำเนินการ
“เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีที่ทั้งโลกเขารู้กันหมดแล้วว่าวิธีทำทำยังไง แต่กรมทางหลวงไม่แสวงหาความรู้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องละเลย อย่างในอังกฤษเขามีสมัชชาต้นไม้ใหญ่ที่มีกฎกติกา เช่นถ้าเอาต้นไม้ใหญ่ออก 4 ต้น ต้องปลูกต้นไม้ทดแทน 40 ต้น อะไรแบบนี้ ผมว่ามันทำได้ เช่นถ้ากรมทางหลวงจะตัดต้นยางนาเพื่อขยายถนน ก็ควรจะปลูกต้นยางนาชนิดเดียวกันในพื้นที่ใกล้เคียง อันนี้มีเหตุผล รับได้”
ในเชิงของการวางแผน อาจารย์เดชาแนะว่า ทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับต้นไม้ ควรมี “รุกขกร” ไว้เป็นที่ปรึกษา เพื่อให้การดูแลรักษาต้นไม้มีทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะควร
แม้จะไม่ใช่รุกขกรโดยอาชีพ แต่ บรรจง สมบูรณ์ชัย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็เป็น “หมอต้นไม้อาสา” ที่ดูแลต้นไม้มานานกว่า 10 ปี อาจารย์บรรจง บอกว่า การนำออก(เคลื่อนย้าย)ต้นไม้ริมทางมี 2 วิธี คือการตัดและการขุดล้อม ซึ่งถ้าตัดหลายๆ แห่งต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่ถ้าขุดล้อมก็ต้องทำอย่างถูกวิธีโดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแลเช่นกัน
“ผมมองในแง่ของความจำเป็น ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เคลื่อนย้ายซะ แต่จริงๆ ตอนนี้มีดีไซน์ที่ถนนอยู่ร่วมกับต้นไม้ได้ เดี๋ยวนี้คนแทบจะปิดถนนไปดุต้นไม้ข้างทางกันอยู่แล้ว เราอยากเห็นภาพแบบนี้ มันต้องอยู่ด้วยกันได้สิ
จะบอกว่า มันควรจะใช้หลักในการออกแบบถนนสีเขียว ถ้ามีแนวเดิมอยู่ ปลูกแล้วสามารถอยู่ได้ ก็หาวิธีให้มันอยู่ร่วมกัน เบี่ยงซ้าย เบี่ยงขวา หรือเป็นเกาะอะไรก็ตาม หรืออีกทางหนึ่ง การแบ่งให้ถนนมีขนาดเล็กลง แทนที่จะขยายทีเดียววิ่ง 4 เลนพร้อมกันหมด ก็แบ่งให้เล็กได้ จริงๆ บ้านเรามีถนนที่ดีไซน์สวยๆ เยอะ อย่างเส้นสุราษฎร์ไปกระบี่ เส้น Southern Seaboard เป็นป่าอยู่ตรงกลาง ถนนมองไม่เห็นกันเลยนะ มันก็อยู่ได้เหมือนเดิม ผมอยากเห็นถนนแบบนี้เยอะๆ” อาจารย์บรรจง สรุป
ใช่จะมีเพียงแค่ประชาชนตาดำๆ เท่านั้นที่เห็นความสำคัญของต้นไม้ริมทาง แต่ผู้บริหารระดับสูงของประเทศก็มองเห็นปัญหานี้ และมีคำสั่งลงมาเพื่อรักษา “ชีวิต” ของต้นไม้ไว้ให้มากที่สุด
“ต้นไม้ในเขตเมือง ริมทางหลวง หรือในที่สาธารณะ มีความสำคัญ สามารถช่วยลดอุณหภูมิลงได้ 2-3 องศา การดูแลรักษาให้ต้นไม้แข็งแรง และสวยงามอยู่เสมอ จึงเป็นการคืนความสุขให้ประชาชนได้อย่างง่ายๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีรุกขกร หรือนักวิชาชีพที่คอยจัดการดูแลต้นไม้ ทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหน้าที่สร้างถนน ทางเท้า หรือติดตั้งเสาไฟ เพื่อจัดการกับต้นไม้อย่างถูกวิธี“ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำข้อความของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาบอกกล่าวทุกคนเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก
ไม่เพียงเท่านั้น นายกรัฐมนตรียังเน้นพิเศษถึงเรื่องการจัดการและการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ในเขตเมือง โดยเฉพาะในฤดูฝน ต้องยึดหลักการของรุกขกรรม คือการดูแลต้นไม้อย่างถูกต้อง ทั้งการปลูก การตัดแต่ง การโค่น ซึ่งที่ผ่านมามักมีการละเลยการใช้หลักวิชาการ ส่งผลให้ต้นไม้อ่อนแอและถูกทำลายอย่างไม่รู้ตัว
“นายกฯ สั่งการให้กรุงเทพมหานคร จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การไฟฟ้าฯ และกรมทางหลวง จัดให้มีรุกขกร ร่วมปฏิบัติงานเมื่อต้องจัดการกับต้นไม้ และย้ำว่า นับจากนี้ไปอีก 3 เดือน จะต้องไม่มีการตัดแต่ง หรือโค่นต้นไม้ที่ผิดวิธี”
ประกาศิตจากนายกรัฐมนตรีทำให้ต้นไม้ริมทางในประเทศนี้ยิ้มแฉ่ง อย่างน้อยๆ ก็จะไม่มีใครกล้าทำรุนแรงกับต้นไม้ภายใน 3 เดือนนี้
จะให้ดี ไม่ควรเพิ่มพื้นที่ถนนด้วยการตัดต้นไม้อีกแล้ว แต่ควรท้าทายไอเดียด้วยการหาดีไซน์หรือรูปแบบใหม่ๆ ให้กับถนน เพื่อให้คน รถ ต้นไม้ อยู่ร่วมกันได้แบบไม่ขาดสมดุล





