คนชนช้าง

ในวันที่คนกับช้างประจันหน้ากันเป็นว่าเล่น จะมีทางไหนบ้างที่จะคืนความสุขให้ทั้งคนและช้าง
ความกังวลว่าช้างป่าจะหมดไป กำลังถูกลบล้างเพราะว่าตั้งแต่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ส่งเสริมการวิจัยสำรวจจำนวนประชากรช้างไทย (ทั้งช้างป่าและช้างบ้าน) โดยนับจากหลากหลายวิธี เช่นการนับกองมูลช้าง, นับจากภาพถ่ายโดยจดจำรูปพรรณสัณฐาน, นับจากลายพิมพ์ดีเอ็นเอ และนับจากการสอบถามผู้คน พบว่าจากเดิมเมื่อปี 2546 ที่มีจำนวนช้างป่า 3,000-3,500 ตัว และช้างบ้านในจำนวนเท่าๆ กัน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นปีละ 10 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ดังนั้นปัญหาช้างพร่องป่าจึงไม่น่ากังวลสักเท่าไรในนาทีนี้ ทว่ากลับมีประเด็นอื่นเข้ามาแทน นั่นคือเมื่อจำนวนประชากรช้างเข้าสู่ยุคเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) ในขณะที่พื้นที่ป่าและพื้นที่หากินของช้างกลับเท่าเดิมหรือลดลง สถานการณ์สวนทางกันก่อเกิดปัญหาคนบุกรุกที่ช้างและช้างบุกรุกที่คน จนบางครั้งถึงขั้นต้องตายกันไปข้างหนึ่ง
ค.คนขึงขัง ช.ช้างวิ่งใส่
เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม รองหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จ.จันทบุรี ถูกโขลงช้างรุมทำร้ายหลังจากเข้าไปห้ามเจ้าหน้าที่คนอื่นไม่ให้จุดประทัดไล่ช้างซึ่งกำลังรอข้ามถนนตามหัวหน้าโขลงที่เพิ่งถูกรถชนไป แต่กลับถูกช้างโขลงนั้นเข้ามาทำร้ายจนบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ยังมีข่าวทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีกมากมายในหลายพื้นที่ ทั้งช้างทำร้ายคน ทั้งคนทำร้ายช้าง จากเหตุผลต่างๆ นานา ตั้งแต่การออกหากินพืชผลที่ชาวบ้านปลูกไว้ การท่องเที่ยวในพื้นที่ป่า ไปจนถึงการล่าช้างเอางา
ดร.มัทนา ศรีกระจ่าง หัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศด้านสัตว์ป่า ให้ข้อมูลว่ากรณีพิพาทระหว่างคนกับช้างเริ่มต้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระเมื่อปี 2533 โดยชาวบ้านส่งหนังสือร้องเรียนไปที่กรมฯว่าช้างป่าออกมาทำลายพืชไร่ หลังจากนั้นก็มีรายงานจากพื้นที่อื่นเรื่อยๆ เกิดขึ้นทุกปี ซึ่งในบางพื้นที่รุนแรงถึงขั้นตาต่อตาฟันต่อฟัน ชีวิตต่อชีวิต
โดยธรรมชาติของช้างเป็นนักเดินทางไกล เป็นนักสำรวจ มีพละกำลัง ฉลาด ความจำดี จมูกดีมาก หูดีมาก อายุยืน และเป็นสัตว์ที่หากินวันละ 17-22 ชั่วโมง กินอาหารได้เกือบ 400 ชนิด เพราะฉะนั้นการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ติดต่อกันของชุมชนกับป่าจึงทำได้ยาก จากการศึกษาตลอด 25 ปี มีข้อมูลตกผลึกอยู่ว่าหลายกรณีช้างไม่ควรตายด้วยซ้ำไปหากหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็ไม่วายที่จะมีปัจจัยเสี่ยงซึ่งคนสร้างขึ้น เช่น สร้างแหล่งน้ำใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยของช้าง จากที่ไม่เคยออกมา เมื่อมีแหล่งน้ำใหม่ช้างก็พาเหรดกันมาหากิน
“นี่ไม่ใช่ปัญหาตายตัว มันเป็นปัญหาที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราทำอะไรก็จะมีผลต่อเค้าทันที เพราะฉะนั้นการจัดการต้องนึกถึงประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จะนึกถึงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้” ดร.มัทนา กล่าว
แต่ประชาชนส่วนมากมักจะคิดง่ายๆ แค่ว่า ‘ช้างอยู่ส่วนช้าง คนอยู่ส่วนคน’ การแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เช่นกันก็มักจะออกมาในรูปแบบสิ่งก่อสร้างสำหรับกีดกั้นสองฝ่าย เช่น รั้วไฟฟ้า, รั้วพริก, รั้งไซเรน, คูน้ำ ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง อย่างคูน้ำที่ได้ผลในพื้นที่นี้อาจกลายเป็นผลักไสให้ช้างซึ่งเป็นนักเดินทางอยู่แล้วได้เดินเข้าไปที่อื่น เกิดปัญหาที่อื่นต่อไปอีก
หัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศด้านสัตว์ป่ายกตัวอย่าง พระครูประโชคธรรมาภิรม หรือพระอาจารย์สาย เจ้าอาวาสวัดธรรมศิลาธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง ที่มองประโยชน์ทั้งคนและช้าง จึงเกิดเป็น ‘ทางช้างผ่าน’ ด้วยแนวคิดว่าให้ช้างผ่านไปผ่านมาได้เพราะบริเวณเขาอ่างฤๅไนกับเขาชะเมาช้างตัวผู้จะเดินไปหาคู่ได้เพราะสัดส่วนเพศผู้กับเพศเมียในพื้นที่นี้ไม่สมดุลกัน แต่ต้องบริหารจัดการให้ประชาชนไม่เดือดร้อน ท่านจึงทอดผ้าป่าซื้อที่ที่ช้างผ่าน แน่นอนว่าได้ผลมากกว่าโครงการแพงๆ บางโครงการที่ชั่วข้ามคืนก็ถูกช้างรื้อรั้วเรียบร้อยแล้ว (เช่นที่กุยบุรี รั้วไฟฟ้า 8 กิโลเมตร กิโลเมตรละ 3.8 ล้านบาท!)
สำหรับพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่คือแหล่งอยู่อาศัยของช้างป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์เนื่องจากมีมาตรการทำให้ช้างดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่ถึงกระนั้นแม้เขาใหญ่จะเหมาะสมสำหรับช้างเพียงใด ปัญหาคนกับช้างก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
หมอล็อต - ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์สัตว์ป่าเล่าว่าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีช้างตัวผู้บางตัวออกไปนอกพื้นที่บ้าง และมีช่วงที่แล้งหน่อยก็จะมีโขลงลงมาบ้าง แต่ด้วยการให้ความร่วมมือของคนที่อยู่รอบๆ และการทำงานของเจ้าหน้าที่ตามหน่วยพิทักษ์ต่างๆ ทำให้ปัญหาช้างเกเรไม่หนักหนาในสายตาของเขา
แต่ในบทบาทของเจ้าหน้าที่ที่ต้องคลุกวงในอยู่กับช้างป่าสิ่งที่ตามมาย่อมหมายถึงความเสี่ยง
“ตอนที่ผมเข้าไปรักษาช้าง ไปฉีดยา ด้วยความที่เขาเจ็บเพราะมีคนไปทำให้เขาบาดเจ็บ เขาเห็นว่าเราเป็นคนก็กลัวว่าเราจะไปทำร้ายเขาเพิ่ม เขาก็มีวิ่งใส่ จะเข้ามาทำร้ายก็มีบ้าง”
ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ต้องจัดการกับความเสี่ยงนั้นให้ทุเลาลงโดยที่ ณ สถานการณ์นั้นๆ เจ้าหน้าที่ต้องมีหลักปฏิบัติ มีวิธีดำเนินการกับช้างที่ออกมานอกพื้นที่อย่างไรบ้าง เช่น ขั้นตอนผลักดันช้างที่ออกมาในพื้นที่อาศัยของคน หรือแม้กระทั่งการนำช้างกลับเข้าป่า หมอล็อตบอกว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะรู้วิธีการ ทำให้เรื่องตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โต
คน vs ช้าง มีทางออก
วลีที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” นั้นจริงที่สุด เพราะเรื่องช้างไม่ได้จบลงแค่ที่ช้างอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวพันกันกับห่วงโซ่อาหาร คือในอดีต (เมื่อนานมาแล้ว) ไม่มีปัญหาประชากรช้างล้นป่าเพราะมี ‘เสือ’ เป็นผู้ควบคุมจำนวนในฐานะผู้ล่าโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มป่าตะวันตกและกลุ่มป่าดงพญาเย็น ทว่าปัจจุบันเสือเหลือน้อยเต็มที เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางค์ เสือไม่มี ช้างก็เพิ่ม ป่าเหลือน้อย ช้างก็ออกจากป่ามาหากิน
ในเมื่อการเพิ่มจำนวนเสือทำได้ยาก หลากหลายวิธีและแนวคิดที่จะทำให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์จึงผุดขึ้นเพียบ
วิธีหนึ่งที่ ดร.มัทนา เสนอคือต้องเพิ่มพื้นที่ป่าบริเวณชายขอบของประเทศ เพื่อกระจายให้ช้างป่าได้มีที่อาศัยและหากินห่างไกลจากแหล่งชุมชน หรืออย่างผืนป่าตะวันตกตรงรอยต่อกับประเทศเมียนมาที่ตอนนี้เลิกทำสัมปทานป่าไม้แล้ว ควรเจรจาให้เพิ่มพื้นที่ป่าตรงนี้ให้ปลอดภัย ช้างจะได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ฝั่งเมียนมาได้บ้าง
“อีกวิธีที่ดิฉันชอบ เพราะนุ่มนวลและไม่เสียประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคือใช้เรื่องการท่องเที่ยวเข้ามา เช่น ช้างเข้ามากินมะม่วงต้นนี้ทุกปีก็ทำเป็นที่ท่องเที่ยวไปเลย”
แต่ถ้าต้องการแก้ปัญหาที่ต้นทาง การจัดการแหล่งอาหารในป่าอนุรักษ์น่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ดร. ศุภากร ปทุมรัตนาธาร นักวิชาการป่าไม้ อธิบายว่าก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าช้างไม่ใช่ทรัพยากรของกรมอุทยานหรือกรมป่าไม้ แต่เป็นของคนทุกคน เป็นของประเทศ ทุกคนมีส่วนในทรัพยากรนี้ แล้วต้องใส่ใจในรายละเอียดของปัญหาด้วย มิฉะนั้นก็จะแก้ปัญหากันอย่างคาดเดาไปเอง เช่น คิดว่าช้างออกมาเพราะขาดแคลนน้ำ คนจึงสร้างแหล่งน้ำให้ สุดท้ายก็กลายเป็นดึงช้างออกมาจากป่า เป็นต้น
การจัดการแหล่งอาหารในป่าที่นักวิชาการป่าไม้คนนี้ต้องการให้เกิดขึ้นคือให้ความสำคัญต้นไม้ที่เป็นอาหารของสัตว์ป่าได้ ไม่ใช่ส่งเสริมปลูกแต่ไม้ที่ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้เท่านั้น จากที่เขาศึกษาพบว่ามีพื้นที่หลายส่วนที่ช้างไม่เข้าไปใช้ประโยชน์ เพราะไม่มีพืชอาหารให้กิน
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่ฟังดูจั๊กจี้แต่อาจจะเป็นวิธีที่ดีทีเดียว นสพ.ฉัตรโชติ ทิตาราม จากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองไปที่ปัญหาประชากรช้างต่อพื้นที่ที่มีมากเกินไป เขาเสนอการคุมกำเนิด หรือในกรณีช้างเกเรก็นำเทคโนโลยีชีวภาพมาควบคุมความก้าวร้าวของช้าง
“ผมมีงานวิจัยเกี่ยวกับสรีระวิทยา เกี่ยวข้องกับต่อมไร้ท่อ ที่ควบคุมฮอร์โมนเพศทั้งเพศผู้เพศเมีย ฮอร์โมนเพศนี้มีผลต่อการตกมันและความก้าวร้าว ถ้าเราควบคุมตรงนี้ได้จะควบคุมพฤติกรรมช้างได้ จากการทำวิจัยมามีตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ ใช้ฮอร์โมนตัวนี้ฉีดเข้าไปที่ช้าง ปรากฏว่าช่วงเวลาตกมันลดลงหรือเลื่อนออกไปได้ ความก้าวร้าวก็ลดลงด้วย นี่เป็นข้อมูลที่ทดลองในช้างหกเชือก”
ในปางช้างบางแห่งที่มีช้างดุร้าย เป็นช้างเคยฆ่าคน ทีมสัตวแพทย์ได้ลองฉีดฮอร์โมนนี้เข้าไปทุกเดือนทั้งหมดแปดครั้ง ผลคือตอนนี้คนเดินเข้าหาช้างเชือกนี้ได้แล้ว
จะเห็นว่ามีข้อเสนอแนะมากมาย แต่ด้วยความที่ปัญหานี้เรียงต่อกันเป็นโดมิโน่ หากอะไรล้มก็พังพาบได้ทั้งหมด การแก้ปัญหาจึงต้องเป็นแบบผสมผสาน ยกตัวอย่างที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีมีกระบวนการจัดการหลายอย่าง เช่น โครงการพระราชดำริ อุทยานก็ทำ หน่วยงานก็ทำ จังหวัดก็ทำ ทำกันทุกส่วน ผลที่ได้คือปัญหาถูกแก้แบบ Bottom up (จากล่างขึ้นบน) ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่หลายคนปรารถนา
ทั้งหมดที่ถูกตีเป็นโจทย์ ทั้งอาหารไม่มี ป่าถูกทำลาย ชาวบ้านบุกรุก ในโจทย์นั้นมีคำถามย่อย แต่แสนสำคัญคือ แท้จริงแล้ว...ชาวบ้านบุกรุกที่ช้าง หรือช้างบุกรุกที่ชาวบ้าน คำเหล่านี้กลายเป็นวาทกรรมที่อาจเจือไปด้วยความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
จากการทำงานลงพื้นที่ร่วมกับชาวบ้านเสียงสะท้อนที่น่าสะเทือนใจส่งผ่านนักวิจัยของสกว.คือในบางพื้นที่ชาวบ้านคิดอย่างเดียวว่าจะผลักดันช้างไปที่อื่นได้อย่างไร แม้สะเทือนใจแต่ก็น่าคิดต่อ เพราะนี่คือทางรอดของเขา ชาวบ้านยังต้องทำมาหากิน
ไม่ว่าตัวเลข 25 ปีนับตั้งแต่เริ่มมีบันทึกข้อมูลความขัดแย้งของคนกับช้าง จะบ่งบอกว่าปัญหานี้เรื้อรังแค่ไหน แต่การศึกษาวิจัยอย่างลงลึกจะหยุดสถิติตัวเลขนี้ลงได้ในสักวันหนึ่ง
(ภาพจาก : http://www.maesaelephantcamp.com/service/course/elephant_bathing/Elephant-Bathing.html)







