ถ้าไม่ใช่ลำไยก็คงจะเป็น “ผ้าไหมยกดอก” นี่แหละที่ทำให้ทุกคนรู้จักลำพูน
ด้วยเอกลักษณ์แห่งภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมานาน ก่อเกิดเป็นลวดลายอันปราณีตงดงามบนผืนผ้า และเป็นที่ต้องตาโดนใจจนสามารถจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) ได้สำเร็จ
หลายพื้นที่ในลำพูนมีการทอผ้าไหมยกดอก แต่ที่ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน นั้นถือเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมภูมิปัญญาแห่งการทอผ้านี้ไว้อย่างครบเครื่อง
นิชาดา สุริยะเจริญ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน บอกว่า สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัยอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ซึ่งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาการทอผ้าของคนลำพูนมาโดยตลอด จึงจัดตั้งสถาบันขึ้นเพื่ออนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้ให้คงอยู่สืบไป
“สถาบันผ้าทอเมืองหริภุญชัย เป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมของลำพูน ซึ่งปัจจุบันผ้าไหมยกดอกลำพูนได้ GI แล้ว คือจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เราเอาเรื่องภูมิปัญญามาผสานกับคุณค่าและมูลค่า เพื่อรักษาภูมิปัญญาและเป็นช่องทางทางการตลาดแบบออนไลน์”
ปลัด อบจ.ลำพูน เล่าถึงประวัติการทอผ้าไหมยกดอกให้ฟังแบบคร่าวๆ ว่า ลำพูนเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทั้งยวน โยนก ไทยใหญ่ ลั้วะ ฯลฯ รวมถึง “ยอง” ที่มาจากพม่า ซึ่งมีเอกลักษณ์ในการทอผ้าที่สวยงาม
การทอผ้าในยุคโบราณอาจไม่ได้สวยงามปราณีตเท่าที่ควร กระทั่ง “เจ้าดารารัศมี” พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำความรู้การทอผ้าในราชสำนักมาเผยแพร่ ณ คุ้มหลวงล้านนา รวมทั้งมีการประยุกต์ลวดลายและฝึกทอผ้ายก จนได้ผ้าไหมที่มีลักษณะการทออันโดดเด่น เป็นผ้าไหมยกดอกที่สร้างชื่อเสียงให้กับชาวลำพูนมาตลอด
“เจ้าดารารัศมีนำเทคนิคความรู้จากทางใต้มาถ่ายทอดให้คนในคุ้มหลวง ณ เชียงใหม่ ซึ่ง ณ เชียงใหม่ และ ณ ลำพูน เป็นเครือญาติกัน ทายาทรุ่นปัจจุบันก็มีพ่อเป็น ณ ลำพูน แม่เป็น ณ เชียงใหม่ ซึ่งทำงานกับพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ งานผ้าไหมยกดอกลำพูนจึงได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับจุดเด่นของผ้าไหมยกดอกลำพูน นิชาดา บอกว่าอยู่ที่การทอผ้ายกให้มีลวดลายในตัว เมื่อสัมผัสผืนผ้าจะรู้สึกได้ถึงลวดลายที่แตกต่าง ซึ่งลายโบราณ หรือลายเอกลักษณ์ที่รู้จักกันดีก็เช่น ลายดอกพิกุล, ลายกลีบลำดวน, ลายเม็ดมะยม ฯลฯ
ปัจจุบันผ้าไหมยกดอกลำพูนได้จด GI (Geographical Indication) ซึ่งเมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าไปจะรับรู้ได้ทันทีว่าผ้าไหมผืนนี้มีที่มาจากลำพูน นอกจากนี้ทางสถาบันยังได้จัดทำ QR Code เพื่อให้รู้ลึกไปจนถึงผู้ที่ทอผ้าผืนนั้นเลยทีเดียว
“เราไม่คาดหวังออเดอร์ต่างประเทศ แต่เราคาดหวังชื่อเสียง เป็นการประกาศตัวตนของราในต่างประเทศ ซึ่งสิ่งที่จะตามมาก็คือการท่องเที่ยว คนจะได้รู้จักเมืองลำพูนมากขึ้น” นิชาดา สรุป





