ตะลึง! หนุ่มยะลาวัย38ปี ประกาศขายภาพวาดหมึกซึม ในราคา 88 ล้านบาท ฝันนำเงินที่ได เปิดโรงทานช่วยผู้ยากไร้–ซื้อรถบริจาคให้กู้ภัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสข่าวในโลกโซเชียล ที่มีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ถึงการประกาศขายภาพวาดด้วยเส้นปากกาหมึกซึมสีดำ ของชาวจังหวัดยะลา โดยประกาศขายภาพวาดดังกล่าวใสราคา88ล้านบาท ซึ่งผู้ที่ประกาศขายภาพดังกล่าวคือ นายพินิจ แก้วคล้าย อายุ 38 ปี เจ้าของร้านประดับยนต์แห่งหนึ่ง บนถนนอาคารสงเคราะห์ เทศบาลนครยะลา
นายพินิจ เปิดเผยว่า สำหรับภาพวาดดังกล่าวมีชื่อว่า “THE EYE OF LEGEND”หรือให้ชื่อภาพว่าต้นกำเนิดของตำนาน เป็นภาพเขียนด้วยปากกาหมึกซึม ลงบนกระดาษหนังไก่ ที่มีขนาด ความกว้าง20นิ้ว คุณความยาว27นิ้ว ถูกใส่ด้วยกรอบไม้ มีกระจกใสปิดทับด้านหน้าของภาพวาด โดยภาพดังกล่าวมีอายุราว20ปี โดยเริ่มต้นวาดตั้งแต่ปี2538ใช้ระยะเวลาในการวาดภาพ8 เดือน และวาดเสร็จกลางปี2539โดยใช้ปากกาหมึกซึมในการวาดภาพใบดังกล่าวไปทั้งหมด16เล่ม ตนใช้เวลาในการคิดวาดภาพนี้ประมาณ6ปี จากนั้น เมื่อวาดเสร็จ ก็ได้ตั้งราคาขายครั้งแรกที่19ล้านบาท ในปี2539 ซึ่งมีชาวต่างชาติมาเห็นภาพ ขณะที่นำไปวางขายข้างกำแพงมหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้น และได้เสนอขอซื้อในราคา10ล้านบาท แต่ตนเองไม่ขาย เพราะตั้งราคาไว้ที่19ล้านบาท จากนั้นก็นำภาพวาดดังกล่าว กลับมายังบ้านเกิดที่จังหวัดยะลา และได้ฝากไว้ที่อาจารย์ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ และเมื่ออาจารย์คนดังกล่าว ได้เกษียณอายุราชการ ตนเองก็ได้ไปนำภาพนี้กลับมา และลงขายในอินเตอร์เนต ประมาณ1สัปดาห์ที่ผ่านมา
“หลังจากที่มีการประกาศขาย และเปิดประมูลภาพในอินเตอร์ ในราคาที่ตั้งไว้คือ88ล้านบาท โดยเปิดประมูลครั้งละ5แสนบาท หรือผู้ใดที่สนใจจะซื้อ ก็ตามราคาที่ตั้งไว้คือ88ล้านบาท ซึ่งภายหลังโพสประกาศขาย ก็มีผู้ที่สนใจติดต่อมาทั้งพูดคุยเรื่องราคา และมาขอดูภาพด้วยตนเองแล้วจำนวน4ราย ทั้งนี้ตนเองตั้งใจไว้ และวางแผนเอาไว้ว่า ในชีวิตนี้ จะเขียนภาพขายเพียง5ภาพ เท่านั้น โดยภาพนี้เป็นภาพแรก และภาพที่สองจะเขียนตอนอายุ40ปี และจะเขียนต่อๆ ไปตนครบ5ภาพ แต่ตนเองจะประกาศขายเพียง4ภาพ ขายได้ไม่ได้ไม่ใช่สาระสำคัญ ส่วนภาพที่5ก็จะวาดให้บุตรเก็บไว้เป็นมรดกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามภาพวาดภาพแรกนี้ที่ตั้งราคา88ล้านบาท ก็ไม่ถือว่าสูงเกินไป หากตอนนี้ขายไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร อีกปีถัด ๆ ไป ราคา ก็คงสูงขึ้นตามเวลาของภาพ ซึ่งในความคิดของตนเองนั้น เอาทุกอย่างในความคิดมารวมกันในภาพวาดใบเดียว ราคา88ล้าน สำหรับตนเองก็คิดว่าไม่แพง และหากให้วาดภาพใหม่ ก็คงไม่เหมือนภาพใบนี้ เพราะภาพใบนี้ ใช้มือวาดภาพ โดยไม่ได้ใช้ไม้บรรทัด หรือ อุปกรณ์อื่นมาช่วยในการวาดภาพ มีเพียงกระดาษและปากกาเท่านั้น
นายพินิจ กล่าวอีกว่า หากภาพวาดดังกล่าวขายได้จริง ตามที่ตั้งใจไว้ จะนำเงินจำนวน88ล้านบาท ที่ได้ตั้งใจไว้นานแล้วไปเปิดโรงทานช่วยเหลือคนยากจน ที่ไม่มีอันจะกิน เนื่องจาก ขณะที่ประกอบอาชีพขายข้าวสารนั้น พบเห็นผู้คน ลูกค้า ที่มีซื้อข้าวสาร ที่มีฐานะยากจน บางคน มาซื้อข้าวสาร ครึ่งกิโลกรัม บางคนมาซื้อข้าวสาร3ขีด ซึ่งทำให้เกิดความสงสาร และมองเห็นถึงปัญหาชีวิต และความยากจนของผู้อื่นมาโดยตลอด และอยากจะช่วยเหลือ หากมีโอกาส ซึ่งตนเองเคยให้ความช่วยเหลือยายแก่ ๆ คนหนึ่ง ที่ฐานะยากจนที่ถีบจักรยานผ่านร้านขายข้าวสารตนแองบ่อย ๆ ตนเองได้ให้ข้าวสารกับยายคนนั้นไปทุกครั้ง ครั้งละ5กิโลกรัม ซึ่งยายกินคนเดียว และข้าวสาร5กิโลกรัม ทำให้ยายกินได้นานมาก อีกหลายวันกว่าจะมารับข้าวสารไปใหม่อีกครั้ง
“ อยากตั้งโรงทาน เพื่อช่วยเหลือคนยากจน คนไม่มีอันจะกิน ให้เค้าได้มีข้าวกิน ซึ่งเป็นความตั้งใจมานานแล้ว และนำเงินไปช่วยเหลือคนยากคนจนคนอื่น ๆ ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ แต่ทั้งนี้ จะทำคนเดียวไม่ได้ หากทุกภาคส่วนไม่ร่วมมือกัน หากไม่มีใครกล้าที่จะคิด หรือ กล้าที่จะเริ่มต้น ก็คงไม่มีความช่วยเหลืออย่างที่ตั้งใจไว้ นอกจากนี้ ก็จะนำเงินไปช่วยเหลือสนับสนุนซื้อรถกู้ภัยให้กับมูลนิธิกู้ภัยในจังหวัดยะลา เนื่องจาก เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ที่เคยพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิด กลางเมืองยะลา ก็เห็นได้ว่า รถกู้ชีพ กู้ภัย มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อเกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ก็ตั้งใจไว้อย่างนี้”นายพินิจ กล่าว





