ขบวนการกู้ ‘หอย’

ขบวนการกู้ ‘หอย’

สีสันสดสวยคือภัยที่ทำให้มันกลายมาเป็นอาหารและของแต่งบ้าน ทั้งๆ ที่บทบาทต่อระบบนิเวศทางทะเลนั้นสำคัญกว่าหลายเท่า

ลึกลงไปใต้ท้องทะเลสีคราม สรรพชีวิตถูกเนรมิตให้มีสีสันสวยงาม ไม่ใช่เพื่อดึงดูดสายตานักท่องเที่ยว แต่เพื่อรักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหาร แต่ทุกวันนี้สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเหล่านี้กำลังประสบปัญหานานับประการจากน้ำมือมนุษย์ผู้ละโมบและยึดความพึงพอใจของตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะกับหอยที่มีสีสันสวยงามสะดุดตาอย่าง “หอยมือเสือ” พวกมันถูกล่าเอาเนื้อมาเป็นอาหาร ส่วนเปลือกก็วางขายเป็นของที่ระลึก จนประชากรหอยมือเสือในธรรมชาติเริ่มลดลงจนน่าใจหาย

หอยสูงค่า มนุษย์ล่าทำลาย

ในพื้นที่ทะเลไทยจากการสำรวจของนักวิชาการพบหอยมือเสือ 3 ชนิด ได้แก่ Tridacna, T.squamosa, และ T.maxima ส่วนชนิดอื่นนั้นไม่พบคาดการณ์ว่าสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว

ลักษณะของหอยมือเสือ (Giant Clams) เป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีแหล่งอาศัยอยู่ตามแนวปะการัง แพร่กระจายอยู่ในทะเลเขตร้อนแถบอินโดแปซิฟิก ขนาดโตเต็มที่มีความยาวเปลือกกว่าเมตร มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหอยสองฝาชนิดอื่นตรงที่ในเนื้อเยื้อแมนเทิลจะมีสีสันหลากหลาย เนื่องจากมีสาหร่ายจำพวกไดโนแฟลกเจลเลตอาศัยอยู่จำนวนมาก เป็นการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัย และเป็นเหตุให้พวกมันมีสีสันสวยงามยามอยู่ใต้ท้องทะเล

แต่ใช่ว่าจะสวยแต่รูปเท่านั้น หอยมือเสือยังเป็นดัชนีชี้วัดเรื่องของคุณภาพน้ำที่สำคัญ พื้นที่ใดที่มีหอยมือเสืออาศัยอยู่แสดงว่าน้ำบริเวณนั้นมีความสะอาดเพียงพอและยังเหมาะแก่การดำรงชีวิตของสัตว์ทะเลชนิดอื่นด้วย และเมื่อไหร่ก็ตามที่อากาศเปลี่ยนแปลงหอยมือเสือก็จะปล่อยไข่ปล่อยน้ำเชื้อออกมาต่อครั้งเป็นสิบล้านตัว เป็นอาหารแก่ฝูงปลาเล็กๆ อย่างปลานกแก้วด้วย

ทว่า ปัจจุบันจำนวนประชากรหอยมือเสือในน่านน้ำประเทศไทยมีเหลืออยู่ไม่มาก จากสาเหตุที่มนุษย์นั้นได้นำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่สมัยโบราณ เนื้อของหอยมือเสือโดยเฉพาะกล้ามเนื้อยึดเปลือก เป็นอาหารที่มีราคาแพง ได้รับความนิยมในหลายประเทศ ในส่วนของเปลือกถูกนำมาใช้ทำเครื่องใช้เครื่องประดับ รวมถึงเป็นของที่ระลึกจำนวนมาก ประกอบกับสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม เป็นเหตุให้ทรัพยากรหอยมือเสือถูกทำลายลงไปจนแทบจะสูญพันธุ์

จากการใช้ประโยชน์จากหอยมือเสือมากจนเกินกำลังที่ธรรมชาติจะทดแทนได้ทัน บางชนิดถูกทำลายไปจนหมดในบางแหล่ง จึงเป็นอีกหนึ่งในจำนวนสัตว์น้ำที่ได้รับการขึ้นบัญชีในรายชื่อสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์หรือหายากในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ และจัดอยู่ในสัตว์สงวนและคุ้มครองประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2535

สุพนัด ดวงกมล ประธานกลุ่มอนุรักษ์หอยมือเสือ ตำบลชมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 ในขอบเขตบริเวณเกาะไข่ เกาะอ้ายลก เล่าถึงสถานการณ์หอยมือเสือในพื้นที่ว่า

"ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมาน้ำจะแห้งช่วงกลางวัน ทำให้มีคนขโมยจับหอยมือเสือไปขายได้ง่าย โดยใช้วิธีการเอาเนื้อขึ้นเรือก่อนและถ่วงเปลือกไว้ค่อยกลับมาเอาทีหลังตอนไม่มีใครเห็น ปัญหานี้พบทุกปี เพราะมีราคาสูงต่อตัวเกือบสองพันบาท มีการจับคนเหล่านี้ได้เหมือนกันแต่เราดูแลได้ไม่ทั่วถึงจึงยังแก้ได้ไม่หมด"

เหตุนี้เองทำให้ช่วงการเจริญโตของหอยมือเสือไม่ทันต่อการจับไปขาย เพราะส่วนใหญ่ต้องการตัวใหญ่ได้ราคาดี ส่วนการขยายพันธุ์หอยมือเสือตามธรรมชาติ แม้จะออกไข่มาคราวละหลายล้านตัวแต่ก็มีอัตราการรอดน้อยมาก ทำให้ต้องมีมาตรการที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์ ทั้งการขยายพันธุ์ในสถานที่เพาะเลี้ยงก่อนจะนำไปปล่อยในธรรมชาติ และการเฝ้าระวังไม่ให้มีการจับหอยมือเสือออกไปจากท้องทะเล

“ในส่วนของชุมชนเรามีวิธีการอนุรักษ์โดยร่วมกันคอยเป็นหูเป็นตาไม่ให้ใครมาจับหอยมือเสือ แต่ชุมชนก็ไม่มีอำนาจในการจับกุม จึงทำอะไรมากไม่ได้ถึงแม้จะมีกรมประมงเข้ามาช่วยเหลืออีกทางก็ตาม”

สำหรับผลกระทบจากการท่องเที่ยวดำน้ำชมปะการัง ซึ่งมีหอยมือเสือเป็นตัวเรียกแขกอย่างหนึ่งนั้น แม้ว่าจะมีผลกระทบไม่มากนักจากการที่นักท่องเที่ยวเหยียบปะการังที่เป็นบ้านของหอยมือเสือหักพังลงไป แต่ในทางตรงกันข้ามก็มักจะมีนักท่องเที่ยวไร้จิตสำนึกที่ชอบใช้มือหรือเท้าแหย่เข้าไปในหอยซึ่งมันจะค่อยๆ หุบลงมา และถ้าฝาของหอยมือเสือปิดสนิท ก็เป็นการยากมากที่จะทำให้มันเปิด ถือเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวหากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นใต้น้ำ ในอดีตจึงมีการให้ฉายาหอยชนิดนี้ว่า “หอยเพชรฆาต”

ล่าสุดนอกจากจะถูกทำลายโดยฝีมือมนุษย์แล้ว สถานการณ์น่าเป็นห่วงของหอยมือเสือยังเกิดจากปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

"อย่างสถานการณ์ปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวที่ส่งผลกระทบต่อหอยมือเสือเป็นอย่างมาก บริเวณนี้เคยเกิดขึ้นอยู่ครั้งหนึ่ง ในปี 2551 ถ้าให้เปรียบก็เหมือนกับคนป่วย ที่เกิดจากอุณหภูมิน้ำสูงขึ้นกว่าปกติ 32-33 องศาเซลเซียส หรืออาจมีกระแสน้ำอุ่นพัดเข้ามา และถ้าหากฝนตกแรงน้ำไม่นิ่งก็จะส่งผลกระทบได้ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ"

เมื่อเกิดการฟอกขาว ปะการังจะออกจากหอยมือเสือทำให้เนื้อเยื่อหอยกลายเป็นสีขาว ส่วนปะการังอาจจะยังไม่ตายทันทีอยู่ได้อีก 2-3 สัปดาห์ เมื่ออุณหภูมิน้ำและสภาพแวดล้อมกลับมาเป็นปกติ ปะการังจะสามารถปรับสภาพฟื้นฟูได้ แต่ควรงดกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเลเพื่อช่วยลดมลพิษที่ถูกปล่อยลงสู่ทะเล

“เรามีการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวก่อน อย่างมากันเป็นหมู่คณะ ผู้ใหญ่บ้านจะเป็นคนบอกวิธี ถ้าชมในน้ำตื้นก็ไม่จำเป็นต้องดำน้ำ แต่หากชมปะการังในบริเวณน้ำลึกต้องเรียนรู้จากเจ้าหน้าที่ก่อน”

“ในอนาคตถ้ามีเจ้าหน้าที่มาช่วยดูแลอีกแรง ทั้งชุมชน กรมประมงชายฝั่งในการตรวจตรา แม้จะไม่มีอำนาจแต่เราอยากจะเข้าไปพูดคุยและขอร้องอย่าจับเลย” สุพนัด พูดด้วยน้ำเสียงเศร้า

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้คงทำได้เพียงลดผลกระทบที่จะทำให้ประชากรหอยมือเสือลดลงจนถึงขั้นวิกฤต แต่การเพิ่มปริมาณหอยมือเสือในธรรมชาติยังต้องฝากความหวังไว้กับการขยายพันธุ์ที่ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว

ฟูมฟัก เลี้ยงดู คืนสู่ทะเล

เงากะเพื่อมของผิวน้ำ ทำให้สีสันที่แทรกอยู่ในเนื้อในตัวของหอยมือเสือขยับไหวราวดอกไม้ต้องลม แม้จะยังอยู่ในวันละอ่อนตัวเล็กเพียงอุ้งมือแต่ความสวยงามก็ทำให้ผู้พบเห็นต้องหยุดมองด้วยความชื่นชม

หอยมือเสือตัวน้อยในบ่ออนุบาลเหล่านี้คือผลจากการวิจัยเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์หอยมือเสือ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2534 อันเป็นการรวบรวมหอยจากแหล่งธรรมชาติเพื่อนำมาใช้ในการเพาะพันธุ์ โดยมี ธเนศ พุ่มทอง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ เป็นคนริเริ่มวางแผน

“การลดลงของจำนวนหอยมือเสือ การจับมากิน การนำเปลือกหอยนำไปทำเป็นของประดับตกแต่ง ปัญหาเหล่านี้ต้องมีการแก้ไข ทางเราจึงเพาะพันธุ์อนุรักษ์หอยมือเสือเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง รวมไปถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยว”

เริ่มแรกทางศูนย์ฯได้ทำการรวบรวมหอยจากแหล่งธรรมชาติเพื่อให้เป็นพ่อแม่พันธุ์รุ่นแรกชนิด T.squamosa จำนวน 6 ตัว โดยการอนุบาลลูกหอยทำในถังไฟเบอร์กลาสขนาด 1,000 ลิตร ให้แพลงก์ตอนพืชเซลล์เดียวในระยะสัปดาห์แรก และเริ่มให้สาหร่าย เมื่อลูกหอยอายุได้ 4-5 วันจึงย้ายออกไปอนุบาลในบริเวณที่มีแสงเพียงพอ เพื่อให้สาหร่ายสามารถเจริญได้ จนกระทั่งลูกหอยพัฒนาเปลี่ยนการดำรงชีวิตจากที่ว่ายล่องลอยอยู่ในน้ำ คลานเกาะอาศัยอยู่บนพื้น

จากนั้นนำมาเลี้ยงไว้ในบ่อซีเมนต์กลางแจ้ง เป็นบ่อยาวเพื่อจัดระบบน้ำทะเลไหลเวียนเป็นทางยาว โดยใช้ใบพัดต่อมอเตอร์พัดใต้น้ำให้ไหลเวียนรอบบ่อ ใช้ตาข่ายพรางแสงขึงเป็นหลังคาคลุมเหนือบ่อเพื่อลดความเข้มของแสง ทำการดูดตะกอนบนพื้นบ่อทุกวันและเติมปุ๋ยเพื่อเพิ่มแร่ธาตุ

“การเลี้ยงหอยมือเสือจะดีตรงที่เมื่อเปลี่ยนการดำรงชีวิตไม่ต้องให้อาหาร ไม่เหมือนหอยชนิดอื่นที่ต้องคอยให้อาหารตลอด ส่วนหอยมือเสือนั้นจะได้สารอาหารจากสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในตัวหอยสังเคราะห์แสงเป็นเหมือนการพึ่งพาอาศัยกัน”

ด้วยความที่เพาะเลี้ยงง่ายดูแลไม่ยากจึงประสบผลสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 2536 สามารถปล่อยลูกหอยมือเสือขนาด 1-1.5 เซนติเมตร จำนวน 200 ตัว ไปวางตามแนวปะการังได้

“จุดแรกที่เราไปปล่อยที่เกาะเต่า เป็นการวางบนกรงกรุผ้าอวนเพื่อป้องกันศัตรู โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากฝ่ายปกครองท้องถิ่น ชาวบ้านในพื้นที่ และชาวประมง จนทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในเรื่องนี้”

สำหรับวิธีการปล่อยหอยมือเสือกลับคืนสู่ธรรมชาติก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และมีเทคนิคเช่นกัน ไม่เช่นนั้นพวกมันอาจจะไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้

“หอยมือเสือมีสองด้าน ด้านแรกจะปิดเปลือกมิดชิด ส่วนอีกด้านจะไม่มิด เพราะฉะนั้นต้องนำด้านที่ไม่มิดลงพื้นเพื่อให้เนื้อเยื่อยึดติด ปล่อยในทะเลที่แสงเข้าถึง คลื่นลมไม่แรง และต้องปล่อยในพื้นที่ประการังที่ตายแล้ว หรือมีพื้นเรียบ ไม่ควรปล่อยในพื้นทรายจะทำให้ถูกซัด ทำให้ตั้งไม่ได้ สำหรับหอยมือเสือตัวเล็กจะใช้เวลาเกาะพื้นเพียง 1 วัน แต่หอยตัวใหญ่จะไม่ยึดติดพื้นแล้ว จะอาศัยน้ำหนักที่สามารถทรงตัวได้แทน”

ที่ผ่านมาได้มีการปล่อยหอยมือเสือลงสู่แหล่งธรรมชาติอื่นๆ เช่น หมู่เกาะมัน เกาะเสม็ด ทะเลในแถบระยอง จันทบุรี เป็นต้น โดยได้นำลูกหอยขนาดตั้งแต่ 10-25 เซนติเมตร ไปปล่อยเป็นจำนวนรวมกว่า 30,000 ตัว อย่างไรก็ดี แม้ว่าหอยหลายต่อหลายรุ่นจะถูกปล่อยลงไปในทะเล เพื่อทดแทนจำนวนที่ถูกจับไปขายและเสียหายจากผลกระทบในด้านต่างๆ อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรหอยมือเสือในธรรมชาติก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

เช่นเดียวกับหอยอีกหลายชนิดที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน อาทิ หอยลาย หอยตลับ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่ใช้บริโภคเป็นอาหารทั้งในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ อย่างในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดิมเคยพบชุกชุมตามชายฝั่งทะเลจำนวนมาก แต่ปัจจุบันลดลงอย่างน่าใจหาย ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ก็ไม่นิ่งนอนใจ ได้ทำการทดลองเพาะพันธุ์เช่นกัน

และแม้ว่าปัจจุบันเป้าหมายหลักในการเพาะขยายพันธุ์หอยหลายชนิด โดยเฉาะหอยมือเสือนั้นจะเป็นไปเพื่อการอนุรักษ์ให้ดำรงอยู่คู่ทะเลไทย แต่ในแง่การเป็นแหล่งอาหาร หอยเหล่านี้ถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ หากชาวบ้านได้รับความรู้ในการเพาะเลี้ยงอย่างถูกวิธี ซึ่งเลี้ยงง่ายไม่ต้องให้อาหาร เติบโตได้เร็ว ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นได้ หัวใจสำคัญคือต้องเริ่มจัดพื้นที่ฟื้นฟูชายฝั่งทะเลตามแนวปะการังเสื่อมโทรม เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเลี้ยงหอยมือเสือเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ หากจำนวนเพิ่มขึ้นและไม่มีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์สักวันอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในอนาคต

สถานการณ์ของหอยมือเสือในปัจจุบันกำลังจะลดลงเรื่อยๆ แม้หลายภาคส่วนจะช่วยกันอนุรักษ์มากขึ้น แต่ก็ไม่เพียงต่อจำนวนที่ถูกจับไป ด้วยราคาที่สูงเป็นที่ต้องการของตลาด ชาวประมงบางส่วนยังคงลักลอบนำไปขายแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าผิดกฎหมายก็ตาม

ช่วงชีวิตของหอยมือเสือก็ไม่ต่างจากชีวิตมนุษย์ บางตัวอาจอยู่ได้นานถึงห้าสิบปี แม้จะจับไปเพียงหนึ่งตัวก็เป็นการทำลายระบบนิเวศแล้ว ทั้งยังเป็นการพรากความสวยงามไปจากท้องทะเลด้วย

นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนควรหันมาให้ความสำคัญ หากยังไม่รู้คุณค่า ไม่แน่ว่า....สัตว์น้ำชนิดนี้คงต้องสูญสิ้นไปเหลือไว้แค่เพียงรูปถ่ายและชื่อให้กล่าวขานเท่านั้น