เมื่อจักรยานและมิตรภาพพาไปพิสูจน์ว่าเที่ยวเวียดนามไม่ใช่แค่การเสี่ยงตายบนท้องถนนที่ได้ชื่อว่าวุ่นวายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ได้ยินมานานว่าเวียดนามน่าเที่ยว เวียดนามเป็นประเทศที่ไม่แพง และที่สำคัญเวียดนามสวยสุดๆ แม้คำโฆษณาจะชวนเชื่อแค่ไหน แต่โอกาสก็ไม่เคยเอื้ออำนวยให้ได้ไปเยือนเมืองลุงโฮเลยสักครั้ง...
กระทั่งมีคำเชื้อชวนจากเพื่อนพ้องนักปั่นว่าเดี๋ยวนี้มีทัวร์สำหรับขี่จักรยานที่เวียดนามด้วย ได้ยินแค่นั้นภาพของเมืองแสนวุ่นวาย มอเตอร์ไซค์เบียดเสียดเต็มถนน บีบแตรดังระงม ก็แวบเข้ามาในหัวทันที แต่เรียกว่าย้อนแย้งกันสุดๆ คือ ปากดันตอบตกลงว่าจะไปทัวร์จักรยานครั้งนี้แบบงงๆ
ซินจ่าวชาวเวียด
นับตั้งแต่ตกลงปลงใจไปกับทัวร์ของบริษัท VIP SiamTravel ผมก็ปล่อยทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จนรู้ตัวอีกทีก็จะถึงวันเดินทางแล้ว ทั้งจักรยานที่ใช้งานเกือบทุกวันก็ยังไมได้ตรวจเช็ค ทั้งเสื้อผ้าสัมภาระก็ยังกองอยู่นอกกระเป๋า ข้อมูลพื้นฐาน แม้แต่เงินสกุลดองของเวียดนามก็ยังไม่ได้แลกไว้ เรียกได้ว่าพร้อมสุดๆ
แต่เมื่อต้องเดินทางแล้วทุกอย่างก็ถูกยัดลงกระเป๋า คน จักรยาน และสัมภาระมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อบินสู่ท่าอากาศยานสกลนคร เพื่อนั่งรถต่อไปที่มุกดาหาร แล้วนั่งรถต่ออีกทียาวๆ ไปยังลาวและเวียดนาม
ทัวร์จักรยานแบบนี้เป็นอีกวิธีการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน ซึ่งจะแตกต่างจากจักรยานทัวริ่ง (Touring Bicycle) ตรงที่จักรยานทัวริ่งคือการใช้จักรยานเป็นยานพาหนะโดยขนสัมภาระไปด้วย แต่ทัวร์จักรยานอย่างที่ผมใช้บริการจะสะดวกสบายเพราะไม่ต้องแบกอะไรเลย ถึงที่หมายค่อยขี่ จึงใช้เวลาไม่มากและไปได้หลายเมืองในทริปเดียว ซึ่งทริปนี้เราปักหมุดกันที่สามเมืองใจกลางเวียดนาม คือ ฮอยอัน เว้ และดานัง
อันที่จริงอยากจะข้ามช่วงเวลานั่งรถไป แต่พอเห็นสองข้างทางตั้งแต่ลาวยันเวียดนามแล้วก็อิจฉาเพื่อบ้านเราทั้งสองชาตินี้ตะหงิดๆ เพราะเขายังมีพื้นที่สีเขียวอยู่เยอะมาก แม้จะเริ่มถูกรุกโดยนายทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรมบ้างแล้ว ทว่าเมื่อเทียบกับเรา ต้องยอมรับว่าเขาเขียวกว่าจริงๆ
"ปี๊นๆ แป๊นๆ" เสียงแตรรถมอเตอร์ไซค์เป็นดั่งสัญญาณต้อนรับว่าเราได้เข้าสู่เวียดนามแล้ว ภาพตรงหน้านั้นเหมือนกับที่เคยเห็นในทีวีไม่ผิดเพี้ยน มวลมหามอเตอร์ไซค์เต็มถนน แม้ตกใจแต่ก็ถอยไม่ได้แล้ว ผมเก็บความหวาดหวั่น (ก็เท่าที่รู้ผมต้องขี่จักรยานบนถนนแบบนี้นี่นา) ไว้ในใจไปตลอดทางจนถึงเมืองเว้
เมืองเว้ตั้งอยู่ในเวียดนามตอนกลาง ริมฝั่งแม่น้ำหอม ถัดเข้ามาในแผ่นดินจากริมฝั่งทะเลจีนใต้เพียง 3-5 กิโลเมตร ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ประมาณ 540 กิโลเมตร และห่างจากนครโฮจิมินห์ไปทางเหนือประมาณ 644 กิโลเมตร
รู้ข้อมูลคร่าวๆ ของเว้ไปแล้ว เสียงผู้นำทัวร์บอกต่อท้ายว่านับจากนี้คือเวลาขี่จักรยานแสนหฤโหด เพราะด้วยสภาพภูมิประเทศเป็นเขาสูงชัน (ช่วงที่ชันที่สุดคือ 11 เปอร์เซ็นต์) และสภาพอากาศตอนเริ่มปั่นนั่นคือใกล้เที่ยง บอกได้เลยว่าอากาศของเวียดนามกลางร้อนตับแตกไม่แพ้บ้านเราเลย
ยกจักรยานลง แต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จสรรพ ขบวนจักรยานขบวนย่อมก็เริ่มเคลื่อนตัวชิดขวาไปตามถนนสายเล็กที่ลัดเลาะริมทะเลสาบลังโก (Lanco) ซึ่งแปลว่าหมู่บ้านนก บอกตามตรงว่าผมแทบไม่ได้มองทาง เพราะมัวแต่มองวิวทะเลสาบนี้ที่ไม่รู้จะหาคำบรรยายอย่างไรดี คือทั้งสวย อลังการ ผืนน้ำนิ่งใสสะท้อนเงาท้องฟ้าและเทือก บางช่วงมีเรือประมงพื้นบ้านลำน้อยกับกระชังแบบพื้นเมืองเป็นเหมือนเครื่องประดับให้ภาพงดงามดูมีลูกเล่นยิ่งขึ้น
นึกอยู่พักใหญ่ก็นึกออกพอดีว่าจะอธิบายอย่างไร เอาเป็นว่าที่นี่ "แค่หันกล้องออกไปแล้วกดชัตเตอร์ ไม่ว่ามุมไหนก็ได้ภาพสวยระดับสกรีนเซฟเวอร์คอมพิวเตอร์เชียวล่ะ"
แต่จะหลงใหลได้ปลื้มวิวนี้นานไม่ได้ เพราะอาจจะหลงทางเพราะคนอื่นขี่นำไปกันหมดแล้ว (ผมมัวแต่จอดถ่ายรูป) จึงต้องเร่งให้ทันคนอื่น จนมาทันที่ทางขึ้นเขาไฮเหวินเพราะบางคนกำลังทำใจกับทางชันเบื้องหน้า
เพื่อไม่เสียเวลาและจังหวะที่เร่งมา ผมกดบันไดต่อขึ้นสู่เขาไฮเหวินทันที ยิ่งขึ้นยิ่งชัน เกียร์ที่รถค่อยๆ ถูกใช้เพิ่มไปทีละใบ แต่จากประสบการณ์การขึ้นเขาที่ชันกว่านี้หลายเท่าอย่างดอยอินทนนท์หรือแม้แต่เขาใหญ่ การควงรอบขาให้รู้สึกว่าไม่ต้องกด แม้จะไปได้ทีละช้าแต่จะทำให้ข้ามเขาไปได้ไม่ว่าจะเขาไหน (จนกว่าจะหยุดขี่)
แม้การขึ้นเขาไฮเหวินกลางแดดจัดจะเหนื่อยแสนเหนื่อย แต่พอหันไปมองข้างทางที่ด้านหนึ่งคือภูเขา อีกด้านคือทะเล ก็นับเป็นความเหนื่อยที่คุ้มแสนคุ้ม
ชีวิตมีขึ้นย่อมมีลง ขี่จักรยานขึ้นเขาก็เช่นกัน ขึ้นมายิ่งสูง ตอนลงก็ยิ่งเสียว ตอนขึ้นสิ่งที่ห่วงคือเหนื่อย ส่วนตอนลงที่ห่วงคือความปลอดภัย หากใครไม่รู้จักจักรยานตัวเองดี ไม่เคยขี่ลงเขา หรือสภาพร่างกายไม่พร้อม แนะนำให้ลงด้วยวิธีอื่น ส่วนผมคุ้นเคยดี จึงขี่ลง สูดรับอากาศบริสุทธิ์และลมที่พัดปะทะหน้าอย่างแรงตอนไหลลง และที่ต้องระวังอีกอย่างคือของดีเวียดนามนั่นคือ ‘มอเตอร์ไซค์’ ที่ขึ้นลงเขากันเป็นว่าเล่น
หลังจากขี่ลงอย่างรวดเร็ว (ช่างแตกต่างจากตอนขึ้น) ก็มาถึงเมืองดานัง เพราะเว้กับดานังมีเขาไฮเหวินคั่นกลางอยู่ อันที่จริงมีอีกเส้นทางคือลอดอุโมงค์ไฮเหวินเป็นอุโมงค์ที่เจาะผ่านภูเขาเพื่อเข้าสู่เมืองดานัง ยาว 6,280 เมตร เป็นอุโมงค์คู่ขนาน อุโมงค์หนึ่งสำหรับรถไฟ อีกหนึ่งอุโมงค์สำหรับรถยนต์ ห้ามไม่ให้รถจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ใช้
แม้อุโมงนี้จะช่วยประหยัดเวลาได้มากว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ด้วยความที่เราขี่จักรยานจึงต้องยอมขี่ขึ้นเขาในระยะทางกว่า 21 กิโลเมตร ถือเป็นการการกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ “ซินจ่าว!”
ฮอยอันหวานเย็น
ตัดฉากสลับฉับไวดั่งหนังแอ็คชั่น เมื่อกี้เราลงมาที่ดานัง แต่ก่อนจะเที่ยวดานังเราต้องเอาจักรยานขึ้นรถเพื่อนั่งไปยังเมืองฮอยอันกันก่อน เพราะยามราตรีที่ฮอยอันคือสรวงสวรรค์ของนักชมเมือง
ไปถึงฮอยอันก็เย็นย่ำพอดี แสงอาทิตย์เริ่มหรี่แสง ด้วยความที่ฮอยอันคือเมืองที่ได้ชื่อว่าคลาสสิคที่สุดในเวียดนาม การันตีด้วยตำแหน่งแหล่งมรดกโลกจากยูเนสโก
พอพูดถึงฮอยอัน หรือ โห่ยอาน (Hoi An) ต้องพานั่งไทม์แมชชีนกลับไปในสมัยของอาณาจักรจามปา บริเวณนี้เคยเป็นเมืองท่าบนปากแม่น้ำทูโบน มีชื่อว่า ไฮโฟ เป็นศูนย์กลางการค้าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17
ในปี พ.ศ. 2542 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าของฮอยอันให้เป็นมรดกโลก ด้วยเหตุผลว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ที่มีศิลปะและสถาปัตยกรรมผสมผสานทั้งของท้องถิ่นและของต่างชาติไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และอาคารต่างๆ ในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันฮอยอันมีนักท่องเที่ยวล้นหลาม ยามเย็นของที่นี่จึงคึกคักมาก ตามถนนหนทางที่มีอาคารบ้านเรือนเก่าคลาสสิคเป็นฉากหลังก็มีนักท่องเที่ยวอยู่เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบภาพด้วยเมื่อมองไป อันที่จริงเมืองฮอยอันก็น่าขี่จักรยานเที่ยว แต่ดึกแล้วเราเก็บแรงเพื่อเดินเล่นเขตเมืองเก่าดีกว่า ที่ริมฝั่งแม่น้ำมีบรรยากาศทั้งร้านอาหาร บาร์ เปิดเรียงรายอยู่ ที่เขตเมืองเก่าทุกคืนวันพระจันทร์เต็มดวง มีกฎหมายห้ามมอเตอร์ไซค์แล่น นอกเหนือจากรถยนต์ที่ห้ามเข้าเขตเมืองเก่าตลอดเวลาอยู่แล้ว แล้วถนนจะค่อยๆ สว่างไสวไปด้วยโคมไฟผ้าไหมหลากสี และคึกคักไปด้วยเสียงดนตรี ซุ้มเกม และอาหารละลานตา น่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด
และด้วยความที่เขตเมืองเก่ามีเงื่อนไขทำนองนี้ จักรยานจึงเป็นยานพาหนะเดียวที่มีสิทธิ์เข้าใช้พื้นที่เก๋ๆ นี้ได้
ในเช้าวันใหม่เราเปลี่ยนบรรยากาศจากการขี่จักรยานเป็นการนั่งรถขึ้นไปที่เมืองดานัง จุดหมายคือ บานาฮิลล์ หรือเขาบานา ที่นี่สูง 1,467 เมตร อยู่ห่างจากเมืองดานัง 25 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ บางคนเปรียบเปรยว่าบานาฮิลล์เป็นดั่งปอดของเวียดนามกลาง นั่นทำให้บานาฮิลล์เป็นที่ตากอากาศที่ดีที่สุดในเวียดนามกลาง (ภาคเหนือคือซาปา และภาคใต้คือดาลัท)ที่นี่ถูกค้นพบในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนาม ชาวฝรั่งเศสจึงสร้างถนนอ้อมขึ้นไปบนภูเขา สร้างที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนยามพักรบ
หลังจากที่ฝรั่งเศสออกไป บานาฮิลล์ก็ได้รับความนิยมจากชาวเวียดนาม ต่อมากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองดานัง ปัจจุบันมีกระเช้าไฟฟ้าลากยาวขึ้นลง เพื่ออำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาเดินทาง รวมทั้งชมวิวเมืองดานัง ชมความสวยงามของน้ำตก Toc Tien และลำธาร Suoi no (ในฝัน) ชมวัดลินห์อึ๋ง (วัดพระใหญ่บนเขาบานา)
กระเช้าไฟฟ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ.2007 และได้รับการบันทึกว่าเป็นกระเช้าที่ยาวที่สุดในโลกเมื่อ วันที่ 25 มีนาคม ปี 2009 โดยมีความยาว 5,042 เมตร สำหรับคนกลัวความสูงอย่างผมแม้จะไม่อินกับกระเช้านี้เท่าไร แถมยังร้องโหวกเหวกโวยวายตลอดทาง แต่ก็ยอมรับว่าวิวบนนี้สวยอย่างกับกำลังบินขึ้นสวรรค์...เพราะหัวใจวาย (ฮา)
พอขึ้นไปแล้ว แนะนำให้ใช้เวลาทั้งวันบนนั้น เพราะมีทุกอย่างตั้งแต่วัด สวนดอกไม้ สวนสนุก เมืองสวยสไตล์ฝรั่งเศส ถ้ำเก็บรักษาไวน์ ที่ต้องบอกว่าได้นั่งจิบไวน์แกล้มวิวมุมสูงบนยอดเขาบานา นี่แหละที่เรียกว่า “สุขสุดยอด!”
แต่น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้อยู่บนนั้นทั้งวัน เพราะมีนัดกับกลุ่มชมรมจักรยานเมืองเว้ ว่าจะไปขี่จักรยานด้วยกันตอนเย็น จึงต้องออกจากบานาฮิลล์ไปที่เมืองเว้
ระหว่างเดินทาง ผู้นำทัวร์เล่าเรื่องดานังให้ฟังว่าเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2401 กองทัพฝรั่งเศสยกพลขึ้นบกที่ดานัง ตามพระบัญชาของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 เพื่อประกาศพื้นที่นี้เป็นอาณานิคมภายใต้อาณัติของฝรั่งเศส และถูกเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า ตูราน (Tourane) ขณะนั้นถือว่าเป็น 1ใน 5 เมืองสำคัญบนคาบสมุทรอินโดจีน
ในระหว่างสงครามเวียดนามเมืองนี้เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศหลักของกองทัพสหรัฐอเมริกา ครั้งนั้นจำนวนประชากรในเมืองได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ลี้ภัยสงคราม
ก่อนปี พ.ศ.2540 ดานังยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดกว๋างนาม-ดานัง จนกระทั่งวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2540 ดานังได้ถูกแยกออกจากจังหวัดกว๋างนาม และเป็นเขตการปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งที่ 4 ของเวียดนาม
...แล้วผมก็วูบหลับไป
ดานัง-เว้ ไม่ว้าเหว่
ยอมรับเลยว่าทีแรกที่จะมาเวียดนาม กลัวทั้งรถ กลัวทั้งเหงา แต่พอนึกขึ้นได้ว่าความกลัวทั้งสองอย่างนั้นมันจะชดเชยกัน ผมก็สบายใจไปเปราะหนึ่ง เพราะที่ดานังและเว้การขี่จักรยานแบบที่ชวนตื่นเต้นที่สุดในชีวิตนักปั่นของผมกำลังเริ่มต้นขึ้น
Danang City Ride of Life เป็นชื่อทริปคิดสดๆ ณ ตอนนั้น เพราะนี่ไม่ใช่การขี่จักรยานชมเมือง แต่การจราจรสุดติ่งกระดิ่งเวียดนั้นไม่ใช่ว่าใครจะมาเสี่ยงกันได้ง่ายๆ และไม่แน่ว่าจะขี่รอดปลอดภัย
หลังจากเตรียมรถ เตรียมตัว และที่สำคัญคือเตรียมใจ ขบวนจักรยานก็เคลื่อนพลจากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรมหาโหด และก็เป็นดั่งหวัง เพราะในเมืองดานังรถน้อยอย่างน่าประหลาดใจ พวกเราขี่ลัดเลาะไปตามถนนสายหลัก สายรอง พอเอาเข้าจริงการขี่จักรยานในเมืองต่างๆ ของเวียดนามก็ไม่ได้ยากเย็นเกินไปนัก เพียงแค่รักษาความเร็วให้สอดคล้องกับยานพาหนะอื่นๆ ไม่ยึกยัก ไม่หยุดกะทันหัน ส่งสัญญาณได้ก็ทำ ตะโกนได้ก็ตะโกน
นอกจากทางราบแล้วยังได้ขี่ขึ้น-ลงสะพาน เพราะที่นี่มีสะพานข้ามแม่น้ำอยู่หลายสะพาน ซึ่งหนึ่งในสะพานที่โด่งดังที่สุดของดานังคือสะพานมังกร เป็นสะพานข้ามแม่น้ำฮัน สะพานยาว 666 เมตร และกว้าง 37.5 เมตร มีถนน 6 ช่องจราจร
สะพานแห่งนี้เปิดใช้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2556 ในวาระฉลองครบรอบ 38 ปี อิสรภาพของเมืองดานัง ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือไม่ได้แค่เอามังกรมาวางทื่อๆ แต่ถูกออกแบบให้มังกรพ่นไฟจริงๆ ได้ ในทุกคืน 3 ทุ่มตรง แน่นอนว่าผมมาขี่จักรยานตอนเช้า...อด
หลังจากขี่ชมเมืองดานังจนแดดไล่หลัง ก็เป็นอันปิดทริปจักรยาน (ตัดฉับเยี่ยงหนังอินดี้ฝรั่งเศส) เพราะต่อจากนี้เราจะนั่งรถ ลงเรือเที่ยวเมืองเว้แบบชิลๆ
เมื่อมาถึงเว้พลาดไม่ได้เลยที่จะไปเที่ยวชมประตูเฮียนยาน (Tu Hieu Pagoda) ตรงฝั่งเหนือของแม่น้ำคือที่ตั้งของพระราชวัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของย่านประวัติศาสตร์ โบราณสถานและวัดสำคัญส่วนใหญ่ในเมืองเว้จะตั้งอยู่ในบริเวณนี้ ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำจะเป็นเมืองใหม่ ซึ่งมีย่านธุรกิจและที่พักอาศัยมากมาย
เวียดนามเคยมีราชวงศ์ปกครองประเทศถึงเกือบพันปี แต่ดูเหมือนว่ามีแค่เว้เท่านั้นที่พอจะมีร่องรอยของราชสำนักให้เห็น ดังนั้นสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเว้ส่วนใหญ่จึงเป็นป้อมปราการ พระราชวังหลวง และสุสานจักรพรรดิ
แรกเริ่มนั้นเว้เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์เหงียน ซึ่งปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเวียดนามตอนใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17-19 เว้มีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศจนถึงปี พ.ศ.2488
ในช่วงสงครามเวียดนาม เว้อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับอาณาเขตระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ โดยเว้อยู่ในอาณาเขตของเวียดนามใต้ ในปี พ.ศ.2511 ตัวเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะโบราณสถานหลายแห่งที่ระดมยิงและถูกระเบิดจากกองทัพอเมริกัน แม้หลังสงครามสงบลงแล้ว โบราณสถานก็ยังไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ เนื่องจากถูกกลุ่มผู้นำคอมมิวนิสต์และชาวเวียดนามบางส่วนมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบอบศักดินาในอดีต แต่หลังจากที่แนวคิดทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป ก็เริ่มมีการบูรณะโบราณสถานบางส่วนมาจนถึงปัจจุบัน
หลังจากชมเมืองจนอิ่มใจ แต่จะปิดทริปไม่ได้ถ้ายังไม่ได้ชอปปิง จากโรงแรมที่พักเราล่องเรือข้ามฟากไปเทียบท่าที่ตลาดดองบา (Dong Ba) บรรยากาศคล้ายตลาดกิมหยง หาดใหญ่ แต่บางมุมก็เหมือนย้อนกลับไปสักสิบปีก่อน มีทั้งความคึกคักและคลาสสิคในที่เดียว ที่เห็นว่าน่าซื้อก็คงเป็นชุดพื้นเมืองและอาหารการกินท้องถิ่นบางชนิด นอกนั้นก็เดินดื่มด่ำบรรยากาศล้วนๆ
นี่คงเหมือนกับที่คนกลัวอะไรบางอย่างแล้วถูกบำบัดโดยให้เผชิญสิ่งนั้น เวียดนามกลางในความกลัวและกังวลของผม ก็ถูกพิสูจน์ว่าไม่ใช่แค่ไม่น่ากลัว แต่ฮอยอัน เว้ และดานัง คือความสนุก มิตรภาพ ความงาม ประวัติศาสตร์
ถ้ามีคนบอกว่าเวียดนามอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออยู่ติดกับประเทศลาว ผมจะรีบเถียงทันใด เพราะจริงๆ แล้ว “เวียดนามอยู่ตรงกลางใจ” ต่างหาก





