“กทม.ตัดต้นโพธิ์หน้าโบ๊เบ๊ เหตุรากทำทางเท้าทรุด” ...
“ต้นโพธิ์โบ๊เบ๊ถูกตัดแล้วนะ #กรุงเทพเมืองหัวโล้น” / “3 ชั่วโมงกับการตัดทิ้ง กับ 10 กว่าปีที่โตมา”
พร้อมข้อความคือภาพต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 เมตร ถูกตัดจนเหลือแต่ตอ แพร่กระจายออกไปในโลกโซเชียลเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
นี่อาจเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร และก็ดูเหมือนว่าจะมีพลังปลุกให้คนในเมืองกรุงหันมาใส่ใจ “ต้นไม้ในเมือง” พร้อมกับตั้งคำถามว่า “ไม่มีวิธีการจัดการที่ดีกว่านี้แล้วหรือ?”
ต้นไม้ในเมืองใหญ่มีความสำคัญหลายด้าน ทั้งความสวยงาม ร่มรื่น ช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่สำคัญยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตใจ แต่สถานการณ์ของต้นไม้ในเมืองเปลี่ยนไปเพราะบริบทต่างๆ ทางสังคมเปลี่ยนแปลง
“การขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม บ้านเรือน มีการเพิ่มขึ้นของอาคาร การขยายถนน ต่างๆ เหล่านี้มีผลทำให้ต้นไม้ถูกมองว่าเป็น “ส่วนเกิน” หรือเปล่า เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวที่เราต้องพูดกัน” อาจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปรยนิ่งๆ
อาจารย์บรรจง กล่าวในงานเสวนา Tree Talk vol.3 เรื่อง “ทิศทางหมอต้นไม้เมืองเชียงใหม่” ที่จัดขึ้นบริเวณลานร่มไทร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในงานวันเกษตรแห่งชาติที่ผ่านมาว่า ต้นไม้ในเมืองส่วนใหญ่ประสบปัญหาอยู่ 2 เรื่องหลัก คือ การเทคอนกรีตชิดลำต้นเกินไป และการตัดแต่งกิ่งที่ไม่ถูกต้อง
“ปัญหาที่สร้างความหนักใจให้คนดูแลต้นไม้คือการอัดแน่นของดิน ด้วยสภาพของดินที่อัดเข้าไป กับการเปลี่ยนพื้นผิวเป็นคอนกรีต ซีเมนต์ ซึ่งเราจะไม่เห็นรากของต้นไม้ และเมื่อวันหนึ่งรากต้นไม้ดันคอนกรีตจนโผล่ขึ้นมา ก็บอกว่าต้นไม้สร้างปัญหา ไม่ใช่เราหรือที่ไปกดทับเขา
อาการเจ็บป่วยของต้นไม้มาจากประสบการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาของมนุษย์ ทำเพราะความไม่รู้ เพราะความเคยชิน นั่นคือเรื่องการตัดแต่ง เราเข้าใจผิดมาตลอดว่าตัดเยอะๆ ดี ตัดเพื่อป้องกันการหักโค่น มันไม่ใช่ ตัดซ้ำบ่อยๆ มันจะสะสมเป็นกิ่งแห้ง ต้นแห้ง พอมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น ความแข็งแรงของต้นไม้ก็จะลดลง ซึ่งก็เป็นอันตรายอีก”
จะว่าไป การดูแลรักษาต้นไม้น่าจะเป็นหน้าที่ของคนทุกคน รวมถึงชุมชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง แต่ก็ดูเหมือนว่า ความหวังทั้งหมดจะถูกพุ่งเป้าไปที่ “หมอต้นไม้” ซึ่งเป็นงานใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ถึง 20 ปีนี้เอง
“หมอต้นไม้จะรักษาอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำหน้าที่เป็นสาธารณสุขด้วย ต้องดูแลสุขภาพต้นไม้ ป้องกันอันตราย พยายามตัดแต่งดูแลให้เขาอยู่สบายอย่างถูกวิธี ต้นไม้ในแนวเสาไฟ แนวท่อ แนวถนน ควรต้องดูแลอย่างไร ไม่ใช่สักแต่ตัดกิ่งๆ เทปูนชนลำต้นจนรากมันค่อยๆ หดไป พอโดนพายุนิดเดียวก็ล้ม” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เดชา บุญค้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี 2549 และภูมิสถาปนิกคนสำคัญของเมืองไทย กล่าว
อาจารย์เดชา บอกว่า จริงๆ มีกฎเกณฑ์ทางสถาปัตย์ที่จะคัดเลือกต้นไม้มาปลูกในเมือง ซึ่งควรเลือกตั้งแต่ก่อนจะเริ่มต้น แต่เมื่อปลูกไปแล้วก็ต้องดูแลรักษาอย่างถูกหลัก ภาคประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยกันดูแลอนุรักษ์ แน่นอนว่า ต้นไม้ในเมืองมีสิทธิป่วยเหมือนกับมนุษย์ทุกประการ
“คนดูแลต้นไม้คือท้องถิ่น การไฟฟ้าฯ เทศบาล ซึ่งคนที่มารับจ้างตัดแต่งกิ่งส่วนมากขาดความรู้ ทิศทางที่ต้องแก้ไขต่อไปคือทำยังไงให้องค์ความรู้เรื่องการดูแลต้นไม้ที่ถูกต้องไปสู่ผู้ปฏิบัติ การตัดแต่งต้นไม้ที่ถูกต้องจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดปัญหาในอนาคตได้ อย่างเช่น ต้นไม้ล้มทับสายไฟที่วชิรพยาบาล ค่าเสียหายที่ต้องฟื้นฟู 74 ล้าน เพราะอะไร เพราะตัดแต่งกิ่งจนรากหด พอเจอพายุก็อ่อนแอ ล้มทับสายไฟ
เราต้องสร้างจิตสำนึกร่วมกัน และวิชา “รุกขกรรม” ต้องเกิด เพื่อสร้างจิตสำนึกตั้งแต่สถาบันการศึกษา เป็นศาสตร์เฉพาะสำหรับการดูแลต้นไม้ เราต้องผลิตบุคลากรที่จะต้องดูแลต้นไม้ใหญ่ในเมือง ไม่ต้องห่วง มีงานให้ทำอีกเยอะ” ผู้บุกเบิกวิชาภูมิสถาปัตยกรรมคนแรกของเมืองไทย สรุป
เพราะต้นไม้ใหญ่คือเครื่องวัดคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่เป็นเจ้าของร่วมกัน การดูแลรักษาเสมือนหนึ่งว่า “ต้นไม้” คือ “ทรัพย์สิน” นั้น จึงน่าจะเป็นความเบิกบานที่เหมาะสมที่สุด


