วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เที่ยวใกล้ สายปั่น อยุธยา

สุดสัปดาห์อันแสนสั้น ขยับตัวทีก็หมดวันแล้ว

อยากออกไปเที่ยวก็ไม่ต้องรอจนถึงวันหยุดเทศกาล มองหาที่เที่ยวง่ายๆ ใกล้กรุงเทพฯ อย่าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองเก่าของเราแต่ก่อน จิตใจอาวรณ์อยากจะแนะนำทริปชิลล์ๆ เพียงแค่แบกจักรยานใส่รถก็พร้อมตะลุยเมืองโบราณได้เลย


อันดับแรกตั้งต้นจุดสตาร์ทกันที่ ศูนย์ท่องเที่ยวอยุธยาหรือศาลากลางเก่า เข้าไปเก็บข้อมูลความรู้เกี่ยวกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้เวลาไม่นาน มีเพียงแค่ 1 ห้องนิทรรศการ สามารถขอข้อมูลแผนที่ท่องเที่ยวได้ที่นี่ แล้วงัดจักรยานคันโปรด ใส่หมวก สวมเสื้อแขนยาว ทาครีมกันแดดให้พร้อม ไม่เช่นนั้น อาจจะรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปในสมัยกรุงศรีฯที่บ้านเมืองกำลังโอบล้อมไปด้วยเปลวไฟก็เป็นได้ ถือเป็นอีกหนึ่งซีนอารมณ์ที่สามารถสัมผัสได้ตั้งแต่แรกเริ่ม (หรืออาจจะรู้สึกจนชินอยู่แล้ว ในทุกพื้นที่ทั่วไทย)


ก่อนจะออกไปเที่ยวต้องไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเพื่อเรียกขวัญให้ฮึกเหิมไม่กลัวแดดกันที่ ศาลหลักเมือง แล้วไปภาคภูมิใจกับความมั่งมีของกรุงศรีอยุธยาในอดีตกันต่อที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา แค่ปั่นผ่านสี่แยกตะแลงแกงรอบเดียวก็ถึงแล้ว เข้าไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งขุดพบในพระปรางค์วัดมหาธาตุ พร้อมเครื่องประกอบพุทธบูชา พระพิมพ์ และตื่นตาไปกับเครื่องทองเครื่องแก้วจากฝีมือช่างโบราณที่แสนจะปราณีตทุกขั้นตอน ซึ่งแสดงในเห็นถึงความมั่งคั่งและความเจริญในด้านพระพุทธศาสนา สมกับเป็นเมืองที่มีวัดวาอารามทุกหัวระแหง


หากขี่ผ่านเรือนทรงไทยหมู่แล้วคุ้นๆ ตาเหมือนเจอได้ตามละครพีเรียดจักร์ๆ วงศ์ๆ ก็ให้เดาได้เลยว่า ถึง คุ้มขุนแผน แสนสะท้านแล้ว ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามวัดพระรามไม่ไกลเกินพิพิธภัณฑ์


สมัยก่อนพื้นที่ตั้งคุ้มขุนแผนเคยเป็นเรือนจำเก่ามาก่อน โดยมีคูน้ำหรือร่องน้ำล้อมรอบกันนักโทษหลบหนี เป็นพื้นที่โล่งๆ ไม่ว่านักโทษจะทำกิจกรรมอะไรก็มองเห็นหมด และมีความเชื่อกันว่า ขุนแผนเคยถูกจองจำอยู่ที่นี่


ในปัจจุบันคุ้มขุนแผนเปิดให้เช่าสถานที่ถ่ายทำละครหลายเรื่อง หรือแม้แต่เช่าเป็นสถานที่แต่งงานแบบไทยก็มีอยู่ให้เห็น มีคนบอกว่า(ลุงไกด์นั่นแหละ)ใครแต่งงานที่นี่จะรู้สึกเหมือนติดคุก ต้องอยู่ในโอวาทภรรยาตลอด เห็นทีเหล่าบรรดาพ่อบ้านใจกล้าต้องคิดดีๆ ถ้าจะเช่าสถานที่แต่งงานสวยๆ ที่นี่


แวะกันพอหอมปากหอมคอก่อนไปเจอความอลังการของ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ที่ได้ฝึกการเสริมสร้างจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่และความสวยงามในสมัยก่อน แม้จะทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลาและผ่านความเจ็บช้ำจากการโดนเผา แต่ก็ยังคงมีร่องรอยและเรื่องราวที่ส่งผ่านอิฐหินให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ เมื่อเดินพ้นเขตวัดพระศรีสรรเพชญ์ก็ตรงเข้าไปนมัสการหลวงพ่อพระมงคลบพิตรที่วิหารพระมงคลบพิตร พระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่สันนิษฐานว่า สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ออกจากวิหารแล้วเลี้ยวซ้ายไปอีกนิดจะพบพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง แวะสักการะอีกจุดก่อนปั่นกันต่อและเข้าสู่เส้นทางขากลับ


ปั่นจักรยานแบบกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ จะผ่าน วัดธรรมิกราช บึงพระราม วัดราชบูรณะ ใครอยากแวะถ่ายรูปหรือนั่งพักก็ตามแต่ความสะดวก ก่อนจะมาจบลงตรง วัดมหาธาตุ สถานที่ที่มีเศียรพระพุทธรูปในรากไม้ โดยมีเรื่องเล่ากันมาว่า ในสมัยก่อนมีการลักลอบตัดเศียรพระหรือหาพระตามโบราณสถานต่างๆ มีโจรกลุ่มหนึ่งลักลอบเข้ามาตัดเศียรพระและนำสมบัติของชาติอื่นๆ ไปขายในตลาดมืด คงจะมีแต่เศียรพระเศียรนี้ที่หนักเกินกว่ากำลังจะขนย้ายกลับไปได้ จึงทิ้งเศียรพระให้พิงอยู่กับกำแพงหักพังภายในวัด จนวันหนึ่งเกิดมีต้นโพธิ์แตกรากออกใบและโตขึ้นเรื่อยๆ จนรากสามารถโอบรอบเศียรพระ


หรือบ้างก็ว่าเศียรพระหล่นลงมาอยู่ที่พื้นตั้งแต่สมัยเสียกรุง บ้างก็ว่าพม่านั้นแหละตัดแล้วนำกลับไม่ไหวจึงวางทิ้งไว้ตรงนั้น ด้วยความสวยงามอันน่าแปลกตาและความน่าพิศวงของธรรมชาติทำให้เศียรพระพุทธรูปหินทรายติดหนึ่งในลิสต์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาชมความสวยแปลกตาสักครั้งเมื่อมาอยุธยา


สุดท้ายเหนื่อยแล้ว เพลียแดดก็ปั่นกลับไปจุดเริ่มต้นเพื่อเก็บของและความทรงจำดีๆ เอาไว้ เป็นอันจบทริปอย่างเป็นทางการ


อยุธยาเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ จนหลายคนมองข้าม แต่ในเมืองเก่ากลับมีเรื่องเล่ามากมาย ทั้งความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ ความเจ็บปวด ความพ่ายแพ้ หรือแม้แต่ความเจริญในพุทธศาสนาที่ต่างนำเสนอเรื่องราวผ่านซากอิฐปูน


แม้ทริปนี้จะเป็นทริปสั้นๆ แต่ก็ทำให้เราได้รับและเรียนรู้อะไรมากมาย ไม่ใช่แค่รอยแดดที่แผดเผาตรงรอยต่อของขอบเสื้อ