ละครดี เล่าเรื่องสนุก มีคนดูแน่นอน ไม่เชื่อลองคนเขียนวัยแสบสาแหรกขาด
อวสานไปเรียบร้อยแล้วกับ วัยแสบสาแหรกขาด ล่าสุดได้รางวัลละครสร้างสรรค์สังคมไทยจากนายกรัฐมนตรี เป็นละครน้ำดีที่คนพูดถึงทั่วบ้านทั่วเมือง
ถ้าอย่างนั้นลองดูสิว่า ณัฐิยา ศิรกรวิไล คนเขียนบทเรื่องนี้ทำอย่างไร
กว่าจะเขียนออกมาได้ใช้เวลาร่วมปีเก็บข้อมูล คุยกับนักจิตวิทยาหลายคน เธอค้นพบหลายอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน และไม่งข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนได้บทสรุปว่า รากของปัญหาไม่ได้มาจากเด็กอย่างเดียว แต่มาจากพ่อแม่ ถ้าอย่างนั้นต้องแก้ให้ตรงจุด
'ณัฐิยา'เขียนบทละครมามากมายกว่า 30 เรื่อง และเคยได้รางวัลบทละครดีเด่นครั้งที่ 24 เมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นรางวัลโทรทัศน์ทองคำจากละครเรื่อง สูตรเสน่หา ส่วนละครสะท้อนสังคมเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ท้าทายมีวิธีการเล่าเรื่องต่างจากละครทั่วไป
ในฐานะคนเขียนบท เธอยังมีเรื่องที่อยากเขียน อยากทำอีกมากมาย และละครเรื่องนี้ ทำให้เธอได้พิสูจน์ความเชื่อว่า คนดูละครไทยไม่ได้ต้องการแค่ความบันเทิงอย่างเดียว ยังต้องการสาระ และเธอเองก็มีแง่มุมที่อยากนำเสนอต่างจากละครที่เห็นอยู่
หากถามว่า เขียนบทมานานกว่า 20 ปี จะทำยังไงไม่ให้จมอยู่กับอารมณ์ของตัวละคร ณัฐิยา บอกว่า ให้อยู่กับปัจจุบันขณะให้มากที่สุด
อะไรเป็นแรงบันดาลใจทำให้คุณเขียนบทเรื่องนี้
มีข้อสังเกตอย่างหนึ่ง สังคมไทยมีอัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้น เราก็สงสัยว่า จะส่งผลกระทบต่อเด็กๆ ไหม ตัวเราเติบโตมาจากครอบครัวปกติ ก็เกิดคำถาม และเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วเราเดินทางไปอเมริกา ทำให้รู้จักโครงการ"Banana Split" เป็นโครงการที่โรงเรียนทำขึ้นสำหรับเด็กนักเรียนที่ครอบครัวไม่สมบูรณ์ มีเพียงพ่อ หรือ แม่คนเดียว อาจจะเพราะแยกทาง หรือ เสียชีวิต เด็กๆจะได้เข้ากลุ่ม และมีนักจิตวิทยาดูแลอย่างใกล้ชิด เราคิดว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ซึ่งพวกเขาก็เห็นความสำคัญ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไร ก็เลยเอาสามอย่างคือ อัตราการหย่าร้างที่มากขึ้น ,โครงการ"Banana Split" และอาชีพนักจิตวิทยาที่ให้คำปรึกษาในโรงเรียนมารวมกันเป็นบทละครเรื่องวัยแสบสาแหรกขาด
รู้จักโครงการBanana Split ในอเมริกาได้อย่างไร
ตอนนั้นรู้จักเด็กอเมริกันคนหนึ่งเรียนที่นั่นและเข้าโครงการนั้นด้วย แต่ในการบำบัดของนักจิตวิทยา เราไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ เป็นเรื่องส่วนตัว ก็เลยใช้วิธีพูดคุย
แล้วต่อไอเดียอย่างไร
พล็อตเรื่องที่นำเสนอ(จบไปแล้ว) เป็นเรื่องของเด็กที่มีปัญหาครอบครัวหย่าร้าง นางเอกเป็นนักจิตวิทยาที่เข้าไปแก้ปัญหาเด็กๆ ส่วนพระเอกเป็นเจ้าของโรงเรียน ในเรื่องพูดถึงการทำงานของนักจิตวิทยา ระบบการศึกษาในประเทศไทย ตอนนั้นเราไปคุยกับพันตำรวจเอกวินัย ธงชัย นักจิตวิทยาคลินิก โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นอุปนายกสมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทย ซึ่งตอนแรกๆ หาข้อมูลค่อนข้างยาก เพราะคนยังไม่รู้ว่าเราจะทำอะไร จนเมื่อเราได้บทสรุปห้าปัญหาที่เราอยากทำ เราก็เอาห้าปัญหาไปคุยกับเพื่อนนักจิตวิทยาที่แคนาดา เพราะเราอยากรู้ว่านักจิตวิทยามีวิธีแก้ปัญหาเด็กยังไง
ที่ผ่านมา มีโอกาสเขียนพล็อตเรื่องเองบ่อยแค่ไหน
งานที่เราคิดพล็อตขึ้นเองค่อนข้างน้อย งานยุคแรกๆ อย่างเรื่อง “ชายไม่จริงหญิงแท้” เป็นการเล่าชีวิตเพศที่สามตามความเป็นจริง ไม่ได้นำมาเล่าแบบขบขัน ซึ่งตอนนั้นป้าแจ๋ว-ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย เป็นตัวละครหลัก ซึ่งเป็นเพศที่สามที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน ก็มีปัญหาเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ เราสามารถพูดถึงเพศที่สาม โดยไม่จำเป็นต้องนำมาล้อเลียนหรือกดพวกเขาให้ต่ำลง แต่เราก็ไม่ค่อยมีโอกาสเขียนพล็อตใหม่ๆ เอง ส่วนใหญ่ทำบทจากการดัดแปลงนวนิยาย
บทละครสะท้อนสังคม เป็นอีกส่วนที่คุณอยากทำ?
ใช่คะ อยากทำ เคยมีคนพูดว่า คนไทยชอบดูละครที่ไม่ต้องคิดมาก ซึ่งเราไม่เชื่อ (หัวเราะ) เราคิดว่า คนไทยชอบที่จะดูสื่อบันเทิงที่ให้ความคิด เพื่อนเราหรือผู้ใหญ่หลายคนที่เราคุยด้วย ก็ไม่ได้ชอบความบันเทิงที่ไร้สาระอย่างเดียว เราเขียนบทมายี่สิบกว่าปี เราก็พอรู้แง่มุมความบันเทิง ก็อยากลองเอาทั้งบันเทิงและสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้คนดู นอกจากความบันเทิงต้องมีบางอย่างให้พวกเขาด้วย ก็เลยเขียนเรื่องวัยแสบสาแหรกขาด
คุณใช้เวลาเก็บข้อมูลเป็นปี ?
พอบอกว่า อยากทำละครที่เกี่ยวกับนักจิตวิทยา คนก็นึกภาพไม่ออก ไม่เข้าใจว่าเราจะทำอะไร ตอนแรกๆ นัดหมายนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงค่อนข้างยาก ติดต่อไปตามระบบให้หน่วยงานช่วยแนะนำนักจิตวิทยา แต่ติดต่อใครไม่ได้เลย ก็เลยให้เพื่อนที่เป็นหัวหน้าพยาบาลที่โรงพยาบาลตำรวจช่วยแนะนำ และไปคุยกับเกศินี บรูม เพื่อนนักจิตวิทยาที่ให้คำปรึกษาวัยรุ่นและครอบครัวที่แคนาดา เข้าไปสังเกตการณ์ในห้องทำงาน ส่วนคนที่มาปรึกษานักจิตวิทยาเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราเข้าไปฟังไม่ได้ และมีโอกาสคุยกับคุณศราวลี ชัยจินดา นักจิตวิทยา กรมราชทัณฑ์ ก็ได้ข้อมูลอีกมุมที่น่าสนใจ เพราะเธอทำงานกับเยาวชนต้องขัง เพื่อปรับพฤติกรรม ข้อมูลของนักจิตวิทยาในสถานพินิจเป็นอีกด้านหนึ่งของสังคม มีตั้งแต่ปัญหาเด็กแว๊น เด็กติดยา เด็กที่ถูกล่อลวงค้าบริการ มีด้านมืดที่หนักหน่วง ซึ่งน่าสนใจ เราก็อยากทำเรื่องนี้ด้วย ท้าทายสุดๆ
ปัญหาเด็กในสถานพินิจเป็นยังไงบ้าง
ไม่ว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนค่าเทอมเป็นแสนๆ หรือเด็กโรงเรียนเทศบาล เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ รากเหง้าของปัญหาคือ พ่อแม่ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ก็ต้องแก้ที่พ่อแม่เหมือนกัน อย่างเด็กที่มีปัญหา พอเราคุยไปลึกๆ ปัญหามาจากพ่อแม่ทั้งหมด ต้องนำพ่อแม่มาปรับความเข้าใจให้เห็นถึงปัญหาของลูก หากไม่แก้ที่รากของปัญหา เด็กออกจากสถานพินิจ ก็มีโอกาสกลับเข้ามาอีก เพราะไม่มีคนที่เข้าใจปัญหาของเขาอย่างจริงจัง
ความยากของวัยแสบสาแหรกขาดอยู่ตรงไหน
ความยากอยู่ที่ห้าครอบครัว รวมถึงแกนหลักคือ พระเอกและนางเอก แต่ละเส้นเรื่องของตัวละครมีปัญหา แล้วเราจะให้พวกเขาแก้ปัญหาและคลี่คลายในทิศทางใด เราทำออกมายี่สิบสี่ตอน มีทีมเขียนสี่คน รวมเราเป็นห้าคน มีคนอ่านทวนเป็นบุคคลที่สามที่ไม่จมอยู่กับเรื่องอีกหนึ่งคน ตอนที่เราทำบทเสร็จแล้ว ก็ต้องส่งไปให้คุณเกศินี นักจิตวิทยาช่วยเช็คข้อมูลความถูกต้องครั้งสุดท้าย จากนั้นส่งให้ผู้จัดละคร
เป็นการเขียนบทที่มีขั้นตอนเยอะมาก
ยากกว่าหลายเรื่อง เพราะมีข้อมูลที่ต้องเช็คความถูกต้อง เส้นเรื่องในการเล่าเรื่องเยอะมาก ซึ่งการแบ่งน้ำหนักแต่ละเส้นเรื่องสำคัญมาก
วัยแสบสาแหรกขาดอวสานไปแล้ว แต่คนก็ยังชื่นชม?
หายเหนื่อยเลยคะ แล้วเซอร์ไพร์สมาก เรื่องนี้ตอบคำถามที่คนชอบพูดว่า ดูละครไทยไม่ต้องคิด ...มันไม่ใช่เลย มีคนส่วนหนึ่งชอบแบบนี้่ แต่อีกส่วนก็ชอบดูอะไรที่ไม่ต้องคิดมาก ทำให้เรามีแรงมีพลังในการเขียนบท ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้บริหารสถานีช่อง 3 ก็แฮปปี้ ทำให้มั่นใจว่าเราทำแบบนี้ต่อไปได้ แม้ตอนแรกๆ เราจะหวั่นใจ แต่เราก็เซอร์ไพร์ส กลุ่มคุณครูชอบละครเรื่องนี้มาก ครูบางคนเสนอว่า ในโรงเรียนควรมีนักจิตวิทยาที่ทำงานร่วมกับครู ไม่ใช่หน้าที่ครูแนะแนว และหลายคนบอกว่า อย่าว่าแต่นักจิตวิทยาเลย ครูแนะแนวในบางโรงเรียนยังไม่มีเลย
ขณะที่คนมองว่า สังคมไทยอบอุ่น แต่อีกมุมก็ป่วยไข้
ถ้ามองในแง่บวก สังคมไทยเปิดกว้างทางความคิดมากขึ้น ซึ่งละครเรื่องนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจบางอย่างให้คนดู สื่อละครได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว บางคนเขียนมาบอกว่าเมื่อดูละครจบ เดินไปกอดลูกเลย และบางคนบอกว่า บางทีก็เผลอทำแบบนั้น(แบบในละคร)กับลูกโดยไม่รู้ตัว พอดูละครแล้วสะเทือนใจ ต้องไปขอโทษลูก หรือแม้กระทั่งลูกๆ ก็บอกว่า เข้าใจพ่อมากขึ้น บางคนเหมือนพ่อหวายในละคร ซึ่งจริงๆ แล้วพ่อก็รักลูก ถ้าคนดูมองเห็นบางอย่าง พวกเขาก็จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน นั่นทำให้เรารู้สึกดี
ละครเรื่องนี้ ทำให้คนรู้จักคุณมากขึ้นไหม
ขยายวงไปมากขึ้น คุณหมอที่เรารักษาอยู่ ก็บอกว่า เพื่อนหมอชื่นชมละครเรา ในวงวิชาการและนักจิตวิทยาก็เชิญเราไปเป็นวิทยากร มีคนเชิญไปพูดในงานปฐมนิเทศก์นักศึกษาสองร้อยกว่าคน ซึ่งเราไม่เคยมีบทบาทแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเวิร์คชอปเขียนบท แต่คราวนี้เหมือนเราเข้าไปสู่แวดวงวิชาการ และไม่ใช่เราคนเดียว นางเอก จ๊ะ-จิตตาภา ก็เรื่องถูกเชิญไปงานวิชาการต่างๆ
การเล่าเรื่องในละครเรื่องนี้ต่างจากหลายเรื่องอย่างไร
ในทางบท เราเรียกการเล่าแบบนี้ว่ามีหลายเส้นเรื่อง โดยมีแกนหลักของเรื่อง การเล่าเรื่องในแนวนี้ต้องมองแต่ละเส้นเรื่องให้ทะลุ จับพัฒนาของเรื่องแต่ละส่วนให้ชัดเจน หลังจากนั้นนำแต่ละเส้นเรื่องมาเล่าสลับไปมา โดยมีการเชื่อมต่อแต่ละฉากให้สวยงาม ซึ่งสำคัญมากที่ทำให้การเล่าเรื่องลื่นไหล ต้องมีการออกแบบ อาศัยว่าเราชอบดูหนังสืบสวนสอบสวนเยอะ และเคยเล่าเรื่องแบบนี้ในละคร สามหนุ่มเนื้อทอง แต่ไม่ชัดเจนเหมือนเรื่องนี้
การเสนอทางออกในการแก้ปัญหาเป็นเรื่องยากไหม
อย่างเด็กที่โกหก เราก็ดูว่า รากเหง้าของปัญหาคืออะไร แต่ไม่ได้เอาปัญหามาเป็นบทสรุปทุกอย่าง เราต้องหาทางแก้ไขพฤติกรรมที่บิดเบี้ยวให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ในตอนจบเราไม่ได้บอกว่า ทุกคนกลับมาเป็นปกติ แต่อย่างน้อยที่สุดมีแรงบันดาลใจเล็กๆ ที่บอกว่า ทุกคนเข้าใจปัญหานั้น ชีวิตที่เหลือต้องดำเนินต่อไป พ่อแม่เป็นกุญแจสำคัญ โดยทิ้งปลายเปิดเอาไว้
คุณเขียนเหมือนนั่งอยู่ในใจนักจิตวิทยา ?
จริงๆเด็กที่เกิดมาบริสุทธิ์มาก พวกเขาจะเป็นยังไง ก็อยู่ที่คนเลี้ยงดู ในละครเรื่องนี้ก็พยายามบอกว่า ไม่ใช่พ่อแม่อย่างเดียว มีพี่เลี้ยง ผู้ใหญ่ที่แวดล้อมเขานี่แหละที่ปั้นเขาให้เป็นแบบนี้ ตอนทำละครเรื่องนี้ เราก็คุยกับจ๊ะ(นางเอก) อยู่เรื่อยๆ เพราะบทเรื่องนี้ค่อนข้างไกลจากตัวเขา และห่างจากความเป็นจริงในสังคม เพราะอาชีพนักจิตวิทยาไม่ค่อยเห็นในสื่อไทย นางเอกที่เป็นนักจิตวิทยา เราก็ต้องทำให้คนดู เห็นว่า ทำไมพวกเขามองโลกแบบนี้ ครอบครัวของเขาเป็นอย่างไร ยังมีคนแซวว่า ละครเรื่องนี้ พระเอกนางเอกไม่มีจับมือกันเลย มีกอดกันในฉากเกือบสุดท้าย แล้วก็จบ
เด็กห้าคนตรงกับที่คิดไว้ไหม
เราให้ความสำคัญกับความเสมือนจริง เด็กที่เลือกมาแสดง ก็ต้องมีอะไรบางอย่างที่เหมือนกับบทที่เขียน อย่างเด็กที่แสดงเป็นหวาย บทยากมาก เป็นเด็กที่เก็บกด ใช้ความรุนแรง ตอนที่คุยกับน้องชาโน แอ็คติ้งโค้ชก็นั่งอยู่ด้วย เขาตั้งคำถามเพื่อขุดอะไรบางอย่างออกมา จนน้องระเบิดอารมณ์ เราก็บอกชาโนว่าจำความรู้สึกนี่ไว้นะ นี่คือหวาย เขาก็เข้าใจตัวละคร อย่างน้องมินนี่ แสดงเรื่องแรก ใสมาก เราต้องการความเป็นธรรมชาติของเด็กผู้หญิง แสดงโดยไม่รู้สึกว่าเล่นละครอยู่ แต่เป็นธรรมชาติของเขาจริงๆ มินนี่ทำให้เห็นว่าเด็กผู้หญิงสมัยนี้ต้องเดินแบบนี้ ยิ้มแบบนี้ มีภาษาสำเนียงของเขา ละครเรื่องนี้เป็นความตั้งใจของเรา อยากลงลึกเกี่ยวกับครอบครัว อยากให้ละครสัมผัสหัวใจคนดู อยากให้พวกเขาดูให้จบเรื่อง เมื่อเลือกทางนี้ต้องไปให้สุด ซึ่งครอบครัวแบบนี้ในละครมีอยู่จริงในสังคมไทย
แนวไหนที่อยากทำอีก
อยากให้มีละครแนวกีฬา เป็นอีกความท้าทาย เราเชื่อว่า คนไทยดูกีฬา เมื่อก่อนละครเกี่ยวกับมวย ก็เน้นที่นักมวย แต่เราไม่เคยพูดถึงวงการมวย บริบทต่างๆ ที่แวดล้อมอยู่ เรื่องราวในสังคมไทยมีอีกเยอะที่สามารถทำเป็นละครได้ แต่ต้องทำให้ถึงและจริง แม้กระทั่งอาชีพนักข่าว ถ้าทำเป็นละคร ก็ต้องให้คนเห็นเหมือนหนังสปอร์ตไลท์ ดูแล้วเหมือนหัวใจสูบฉีด คนไม่ได้มีอาชีพนักข่าว ดูแล้วก็สนใจเรื่องนี้ มีอีกเยอะที่ไม่ได้ถูกพูดถึงในสังคมไทย
ในฐานะนักเขียนบท คุณเคยอยู่ในภาวะจมไปกับตัวละครไหม
ตอนเขียนวัยแสบสาแหรกขาด ก็มีบ้างที่ร้องไห้ไปกับตัวละคร แต่ตอนนี้ เมื่อปิดคอมฯ ก็นั่งนิ่งๆ พักหนึ่ง กลับมาสู่โหมดปัจจุบัน กลับมาอยู่กับลมหายใจ จากนั้นเดินไปทำกับข้าว ใจก็อยู่กับการทำกับข้าว ซักผ้าใจก็อยู่กับการซักผ้า เมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่จมกับตัวละคร เราก็จะสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดีกว่าเมื่อก่อน ต่างจากเมื่อก่อน ออกไปกินข้าวกับเพื่อน เหมือนแบกอะไรบางอย่างไปด้วย ไม่ได้มีความรื่นรมย์กับปัจจุบันขณะ แต่เมื่อเราวางได้ ก็รู้สึกเบาขึ้น ไม่ว่าทำโยคะ ดูหนัง อยู่กับเพื่อน หลาน เราก็ใช้เวลากับพวกเขาเต็มที่จริงๆ
มีวิธีทิ้งตะกอนในใจมากขึ้น?
ตอนที่เขียนเรื่องดราม่าจัดๆ เราจะเหนื่อยมาก 5-6 ปีที่แล้วก็เลยเกิดคำถามว่า ไม่เวิร์คละ ถ้าใช้ชีวิตแบบนี้ร่างกายคงไม่ไหว ตอนนั้นเพื่อนก็พาไปพบคำตอบที่วัดป่าสุขะโต ทำให้รู้จักคำว่าการอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด แต่เราไม่ได้เป็นนักปฎิบัติธรรมจริงจัง เราก็นำเรื่อง สมาธิการเคลื่อนไหว 14 จังหวะของหลวงพ่อเทียนมาใส่ในละคร เป็นการแสดงความเคารพครูบาอาจารย์
ทำไมเลือกอาชีพเป็นคนเขียนบท
ชอบดูหนังฝรั่ง ชอบอ่านนิตยสารบันเทิงคดี สตาร์พิค ชอบอ่านหนังสือมาก อ่านทุกอย่าง และเริ่มคิดเป็นภาพจากการอ่านการ์ตูน เพิ่งจะรู้ตอนที่เขียนเฟรนด์ชิปให้เพื่อน เขียนไว้ว่าความฝันของเราคือ อยากเป็นคนเขียนบท ซึ่งเพื่อนมาบอก ทำให้เรารู้ว่า เรามีความฝันตั้งแต่ประถม 6 แต่ตอนนั้นไม่มีการสอนเขียนบทจริงจัง เราก็คิดสั้นๆ ว่า เรียนอะไรก็ได้ง่ายๆ ในมหาวิทยาลัย แล้วเอาเวลาไปเขียนบท นั่นแหละคือจุดเริ่มต้น และเริ่มจากเขียนหนังสือ ทำรายการสารคดีสั้นๆ แล้วมาเริ่มเขียนบทหนังที่อาร์เอสฟิลม์ และเขียนบทละครที่เอ็กแซ็กท์ และเขียนมาเรื่อยๆ
เรื่องใดที่คุณเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ปกติเป็นคนที่ชอบอยู่กับสังคม ชอบรู้จักคนในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะอาชีพที่ต่างจากเรา เมื่อก่อนเราไม่เคยเอางานออกจากหัว แต่ตอนนี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็พยายามพัก อย่างมาเที่ยวอเมริกาก็เอางานมานั่งเขียน แต่ก็มีช่วงออกไปเดินเล่น ดูนั่น ดูนี่
แล้วมีอะไรที่อยากทำอีก
อยากปลูกผัก ปลูกข้าว ต้องการแค่นี้ ซื้อที่ดินไว้แล้ว
คุณได้บทเรียนอะไรจากวัยแสบสาแหรกขาด
ทำให้รู้ว่า การทำสื่อสร้างสรรค์ ถ้าทำอย่างเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องสอนคนดู เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเขาได้ ให้ทำด้วยความรักและเข้าใจ ถ้าเราเข้าใจประเด็นสังคม คนดูเปิดใจ มันก็เป็นสื่อที่มีพลังมาก และสามารถสร้างความรู้สึกบวกกับคนดูได้เหมือนกัน ซึ่งต่างจากการทำอะไรเพื่อสังคม แล้วทำด้วยความคิดลบ ไม่ได้ส่งพลังบวกออกไปในงาน พลังที่คนรับก็ไม่ใช่พลังบวก ถ้าจะทำเรื่องแบบนี้ต้องมีความจริงใจ และเข้าใจสิ่งเหล่านั้นอย่างถ่องแท้ ถ้าเราใส่พลังบวกเข้าไปในตัวละครเหล่านั้น จะเป็นสะพานที่ดีมากที่เชื่อมไปถึงคนดู แล้วพลังบวกของเราก็จะส่งผ่านไปด้วย เป็นเรื่องที่เราก็เพิ่งเรียนรู้เหมือนกัน




