ละครเวทีดาวกระจาย

ละครเวทีดาวกระจาย

สถานการณ์ของศิลปะการแสดงและละครเวทีในรอบปีที่ผ่านมาจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ละครเวทีโรงเล็กเบ่งบานอย่างหนาตา กระจายไปหลายมุมเมือง

ทั้งการเกิดของ “พื้นที่” และ “กลุ่มการแสดง” รวมไปถึง รูปแบบที่หลากหลายของการแสดงสดบนเวทีละครเหล่านี้

“ละครเพลงมีเยอะในปีที่แล้วและค่อนข้างประสบความสำเร็จ” กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคินหรือครูแดง นักวิจารณ์อาวุโสของเมืองไทย กล่าวถึงเทรนด์ของละครเวทีไทย ในช่วงเปิดเวทีเสวนา ก่อนการประกาศผลรางวัล IATC THAILAND AWARDS 2015งานเวทีรางวัลสมาชิกชมรมนักวิจารณ์ศิลปะการแสดง 12 คน ได้คัดเลือกผลงานโดดเด่น สำหรับผลงานการแสดงและละครเวทีในปีที่ผ่านมา จัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 22 มีนาคม ณ ห้องประชุมชั้น G หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ

“ที่น่าสนใจมากๆคือ มีละครเพลงหลายเรื่องที่ไม่ต้องลงทุนมากมายมหาศาล อย่างเรื่องหนึ่งที่ผมได้ดู เป็นงานของนักศึกษาสาขาละครเพลง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหิดล เป็นละครเล็กมากๆ และออกมาแสดงนอกมหาลัยด้วยนะ เป็นละครเพลงที่ดีมาก ทั้งความสามารถในการแต่งเพลงและ การแสดง ยังนึกเสียดายว่า ทำไมมหิดลชอบเอาบทละครฝรั่งมาทำหรือเอานักแต่งเพลงอาชีพมาทำ ทั้งที่ศักยภาพของนักศึกษานั้นดีมากพอ”

ปัจจุบัน อ.กิตติศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง ประธานกิตติมศักดิ์ ชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC THAILAND)

จากผลรางวัล IATC THAILAND AWARDS 2015 ประกาศและมอบรางวัลในวันที่ 22 มีนาคมที่ผานมา ในสาขาละครเพลงยอดเยี่ยม (Best Musical ) ซึ่งมีผู้เข้าชิง 3 เรื่อง ได้แก่ วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆ (Wedding Day:The Musical Comedy) จัดโดย Scenario, มนต์รักเพลงสวรรค์ (The Sound of Music) โดย Guts Entertainment, มังกรสลัดเกล็ด เดอะ มิวสิคัล โดยกลุ่มละครอนัตตา สมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้ชนะรางวัลนี้คือ มนต์รักเพลงสวรรค์ (The Sound of Music) โดยผู้กำกับ ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ หรือ ป้าแจ๋ว แห่งวงการละครโทรทัศน์ ได้มารับรางวัลนี้ด้วยตัวเอง

 

“โดยส่วนตัวผมว่า นี่เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดที่ผมเคยดูมา เพราะผมเคยดูมาทั้งหนังและละครต่างประเทศ เพราะสามารถเอาเรื่องของฝรั่งมาดัดแปลงเป็นเรื่องไทยๆ ทำให้คนไทยเข้าถึงเข้าใจเนื้อหาของละครเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น หลายๆคนถึงกับน้ำตาคลอเมื่อเห็นความสัมพันธ์พ่อลูก ตัวละครที่เคยถูกละเลยในฉบับหนัง กลับถูกนำมาเสนอให้โดดเด่นขึ้นในละครเรื่องนี้ และสร้างความเข้มข้นให้กับละครเรื่องนี้มากขึ้นด้วย” อ.กิตติศักดิ์ ได้กล่าวเกริ่นนำก่อนประกาศรางวัลสาขานี้ และยังได้อ้างอิงถึงความหลากหลายของละครเพลงของไทยที่เกิดขึ้นหลายระดับ และเรื่องราวจากหลายที่มาว่า

 “ละครเพลงเป็นละครที่ต้องลงทุนสูงมาก แต่ปีที่แล้วละครเพลงที่ได้รับรางวัลของชมรมฯกลับเป็นละครเพลง(โปรดักชั่น)ระดับข้าวกล่อง ซึ่งปีที่ผ่านมาก็เห็นว่าไม่มีแล้วละครเพลงระดับข้าวกล่อง เพราะยกระดับกันเป็นเบนโตะหมดแล้ว และก็มีระดับแอปเปิ้ลสตรูเดิ้ลหนึ่งเรื่อง สำหรับละครเพลงสามเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารอบสุดท้าย มีทั้งละครเพลงคอมมิดี้ แบบไทยๆ (วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆ) ละครไท้ยไทย และละครฝรั่งที่เป็นไท้ยไทยมากๆ แต่ละเรื่องมีความดีเด่นกันไปคนละอย่าง เรื่องหนึ่งที่มี appeal ต่อคนดูสูงมาก ด้วยสไตล์และแป็นเรื่องที่คนดูมีความสุขได้ตลอดเรื่อง ขณะที่อีกเรื่องซีเรียสจริงจังจนไม่น่าเชื่อว่าจะทำเป็นละครเพลงได้ (มังกรสลัดเกล็ด เดอะ มิวสิคัล-ดัดแปลงจากเรื่องราวชีวิตของอ.ป๋วย อึ้งภากรณ์) แต่ก็ทำออกมาได้ดีและใช้เพลงไทยดำเนินเรื่องตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเรื่องที่สามเป็นการเสี่ยงมากที่จะทำเรื่องนี้ เพราะ the Sound of Music มีทั้งหนังและละครเพลงที่คนรู้จักดีทั้งโลก การจะทำละครเพลงเรื่องนี้ออกมา อย่างดีก็แค่เสมอตัว ทุกคนก็จะบอกว่าเพราะของเดิมมันดีอยู่แล้ว ขณะที่ถ้าคนทำพลาดต้องโดนเหยียบไม่ต้องลุกเลย”

ละครเพลงที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปีที่ผ่านมา ยังมี กุลสตรีศรีสยาม เดอะมิวสิคัล (The Lady of Siam) ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลในสาขา บทสำหรับละครเพลงยอดเยี่ยม (Best Book of A Musical) ด้วย

ขณะที่ละครเพลงโปรดักชันราคาแพง และนักแสดงเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงกระแสหลัก ก็ส่งให้ผู้ชมและนักวิจารณ์ได้เห็นศักยภาพของนักแสดง อย่าง พิจิกา จิตตะปุตตะหรือ ลูกหว้า ใน “แผ่นดินของเรา เดอะ มิวสิคัล”ซึ่งคว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม (รวมละครทุกประเภท) และ ผู้อาวุโสที่ยังคงอุทิศตัวให้กับศิลปะการแสดงอย่าง สุประวัติ ปัทมสูต จาก “โหมโรง เดอะ มิวสิคัล” ที่แม้จะไม่ชนะในสาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม แต่ชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดงได้ถือโอกาสนี้มอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับสุประวัติ

ซึ่งสุประวัติ หรือ พ่ออี๊ดของคนในวงการศิลปะการแสดงและบันเทิงไทย ได้กล่าวในวาระนี้ชื่นชม งานนี้ว่าเป็นงานของกลุ่มคนเล็กๆแต่มีพลัง

โดยอ.กิตติศักดิ์ยังได้ยกตัวอย่างในช่วงเวทีเสวนาถึง ละครเพลงเล็กๆ หนึ่งเรื่องที่มีคนแสดงเพียง 2 คนและเปิดการแสดงได้ 1 เดือน คือเรื่อง Cocktail The Musical และยังมีงานละครเพลง ที่เหนือความคาดหมาย ของนักวิจารณ์ในการดัดแปลงเรื่องราวที่ไม่น่าจะทำเป็นมิวสิคัล มาเป็นมิวสิคัลได้อย่าง เมียหลวง เดอะ มิวสิคัล ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก จนสามารถเพิ่มรอบการแสดง หรือ restage

ในปีนี้ยังมี ละครเพลงทั้งฟอร์มใหญ่ฟอร์มเล็กเตรียมเปิดการแสดง รวมถึง มอม มิวสิคัล(เรื่องราวเกี่ยวกับสุนัข) และ พระพุทธเจ้า เดอะ มิวสิคัล ที่จะเปิดการแสดงให้ได้ชม

นอกจากเทรนด์ของละครเพลงแล้ว ปีที่ผ่านมายังได้เห็น การเกิดขึ้นของกลุ่มละครเวทีเล็กๆ ที่มีมากขึ้น

รวมถึง คณะ splashing theatre และคณะ For What Theatre ซึ่งทั้งสองคณะมีผลงานเข้าชิงในสาขาละครเวที (ละครพูด)ยอดเยี่ยม จากเรื่อง “เพลงนี้พ่อเคยร้อง” (Three Days in May) และ Whaam! ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของนักบินอวกาศผู้ไม่มีใครรู้จักมีผู้เล่นในวงการละครเวทีมากขึ้น ทั้งคณะละครที่เป็นกลุ่มชาวต่างชาติ มาตั้งหลักทำงานในเมืองไทยทั้งในกรุงเทพฯเชียงใหม่และหัวหิน

ขณะที่รูปแบบของการแสดง ที่หลากหลายไปมากกว่าละครพูดและละครเพลง การเกิดเทศกาลศิลปการแสดงที่เปิดให้มีการแสดงออกผ่านงานศิลปะทั้งเป็นความคิดเห็นทางการเมือง หรือการสะท้อนภาวะของสังคมไทยด้วยสื่อศิลปะแขนงนี้ด้วย

 

พื้นที่เวที เปิด

พื้นที่ของละครเวที ไม่เพียงเป็นโรงละครหรือพื้นที่การแสดง แต่ยังเป็นพื้นที่ของการ “เปิด” กว้าง แง่สร้างสรรค์ บางพื้นที่เป็นทั้งอาร์ตสเปซ โรงละคร และบางแห่งเป็น ร้านอาหารหรือร้านกาแฟ ที่แบ่งพื้นที่ให้ งานศิลปะ เกิดขึ้น อาทิเช่น ร้าน Let’s Say Cafe ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ และ ร้าน Dialogue ที่ถ.พระสุเมรุ ขณะที่เจ้าเดิมอย่าง หอศิลป์ตาดู และ หอศิลป์กทม. ก็มีพื้นที่ให้แสดงละครเช่นกัน

รวมถึง ทองหล่อ อาร์ตสเปซ หน้าใหม่มาแรงแห่งปีในทำเลทองของถนนสุขุมวิท ที่เปลี่ยนตึกแถวห้าชั้นเป็นพื้นที่มหรสพในชื่อทางการว่า ทองหล่อ อาร์ตสเปซ ที่มีโรงมหรสพทองหล่อ สำหรับแสดงละครเวทีและศิลปะการแสดงหลากหลายรูปแบบ

กฤษฎา เจียรวนนท์ ผู้จัดการทั่วไปของทองหล่อ อาร์ตสเปซ เผยว่า เริ่มแรกจากการเปิดเป็นอาร์ตสเปซ หรือพื้นที่แสดงงานศิลปะ แต่เมื่อคณะทีมงานส่วนใหญ่มาจากสายละครเวที งานที่เด่นจึงกลายเป็นการแสดงละครเวที ทว่าทางกลุ่มซึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทธุรกิจเอกชน มีวัตถุประสงค์งที่เปิดกว้างในงานศิลปะการแสดงรูปแบบอื่นๆด้วย

“เราเข้ามาเป็นโชคเลยเพราะเราเริ่มทำ มันกลายเป็นช่วงละครเวทีเฟื่องฟู เพราะช่วงปีสองปีนี้มีละครเวทีเล็กๆนับเป็นร้อยเรื่องที่เปิดการแสดง” กฤษฎา ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ละครเวที

“พูดถึงคนดู ผมว่าแนวโน้มค่อนข้างดี แต่ยังไม่คัฟเวอร์คอสต์ (ไม่คุ้มทุน) พูดง่ายๆคือ ซัพพลายมากกว่าดีมานด์ “ นั่นคือการแสดงมีจำนวนมากกว่าคนดู และในแง่การอยู่รอดทางธุรกิจยังต้องอาศัยการถัวเฉลี่ยจากหลายโปรดักชั่น

“ก็พอจะเห็นคนดูเริ่มเบื่อในสิ่งที่เขาดูกันอยู่เรื่อยๆ อย่าง ภาพยนตร์ คอนเสิร์ตแล้ว เราจึงเห็นคนดูจากกลุ่ม mass จะ move เข้ามาสู่การแสดงละครเวทีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างในโรงละครของเราก็ได้เห็นคนมาดูเพิ่มขึ้นเป็นหลักสี่ห้าร้อยเหมือนกัน”

กฤษฎายังเผยถึงจุดสำคัญที่ทำให้ทองหล่ออาร์ตสเปซ มีแนวโน้มเติบโตไปในทางที่ดี ว่า ส่วนหนึ่งของการเปิดโรงละครเป็นทางแห่งการ “สร้างฐานแฟน” หรือ ผู้ชมประจำ สำหรับการแสดง ซึ่งเป็นปัจจัยของการมีโรงละครของตัวเอง เอื้อต่อการสร้างสรรค์งานได้ดีกว่า การเป็นคณะละครและตระเวนเช่าโรงละครจัดการแสดงและต้องจัดการเวลาและค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ซ้อมละครอีกต่างหาก

อาจารย์อมิตา อมรานันท์ รองประธานชมรมฯ และ นักวิจารณ์แห่งนสพ.บางกอกโพสต์ เผยในเวทีเสวนาฯ ว่านอกเหนือจากการเกิดขึ้นใหม่ โรงละครขนาดใหญ่แนวเอาใจมวลชนอย่าง โรงละครสยามพิฆคเณศร์ เกิดขึ้นแล้ว ยังมี space เล็กๆ ที่เป็นพื้นที่ให้มีการแสดง และสร้างสรรค์งานมากขึ้น ขณะที่การเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของวงการนี้ยังรวมถึงการมีงานแสดงในรูปแบบเทศกาลอย่าง take-off festival

อ.ปวิตร มหาสารินันท์ นักวิจารณ์ศิลปะการแสดง คอลัมนิสต์ นสพ.เดอะเนชั่น ดำรงตำแหน่งประธานชมรมฯ กล่าวเสริมบนเวทีเสวนาถึง เทรนด์ที่เกิดขึ้นในแวดวงละครเวที ในแง่พื้นที่สร้างสรรค์ในการ แลกเปลี่ยนและสร้างงานร่วมกันกับศิลปินนานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงกรณีของของ คณะละคร Democracy theatre ที่มีการสร้างสรรค์งานร่วมกับศิลปินเยอรมัน หรือ คณะ B-Floor ที่ร่วมงานกับศิลปินเกาหลีเป็นต้น

“สิ่งที่น่าสนใจคือ มันไม่ใช่แค่การนำแนวทางการแสดงจากสองวัฒนธรรมต่างกันมาเจอกัน แต่เป็นการร่วมสร้างสรรค์งานใหม่ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนพัฒนาการในเชิงศิลปะการแสดง และได้มีการเรียนรู้ระหว่างศิลปิน” อาจารย์อมิตา กล่าว และเสริมถึงรูปแบบการทำงานของคณะละครที่เป็นต่างชาติในไทยแต่ได้สร้างสรรค์งาน ที่ใช้นักแสดงไม่จำกัดเชื้อชาติ ถือเป็น การเปิดกว้างทางศิลปะได้อย่างน่าสนใจด้วย

อ.ปวิตรได้ ยกตัวอย่าง การร่วมงานของคณะละคร Democracy theatre กับคณะละครญี่ปุ่น ที่สร้างงานร่วมกัน 3 ชิ้นและนำไปแสดงทั้งในไทยและญี่ปุ่นในเทศกาลศิลปการแสดงที่ส่งเสริมทั้งทักษะและการเติบโตของคนในแวดวงนี้ได้อย่างแท้จริง

แต่อย่างไรก็ตาม มุมเล็กๆของศิลปะการแสดงและละครเวทีที่กำลังงอกงาม กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับการสนันสนุนงานศิลปะประเพณีอื่นๆ

กฤษฎาได้ให้ความเห็นต่อแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาล ว่า น่าจะเป็นเรื่องพื้นที่การแสดง การแสดงของศิลปิน เท่าที่มีอยู่ก็พอแล้ว หลังจากประสบการณ์ตรงของเขา พบว่า นโนยบายของหน่วยงานรัฐไม่ได้ช่วยตรงนั้นเท่าที่ควร ถ้าค่าเช่าสถานที่ของรัฐบางที่แพงกว่าสถานที่เอกชนบางแห่งอีก

“พูดตรงๆ เราไม่ได้อยากให้มาช่วยลงทุนขนาดนั้นก็ได้ แต่ขณะที่เราใช้เงินทุนตัวเองเป็นเอกชน เราก็ต้องเสียภาษีในฐานะคนทำธุรกิจ ถ้าเป็นไปได้รัฐบาลช่วยเรื่องลดภาษีได้ไหม หรือการโปรโมทให้คนสนใจ ผมยกตัวอย่างเทศกาลละครกรุงเทพฯ จัดมาตั้ง 14 ปีในปีนี้แล้ว มีศิลปินคณะละครมากมายจากนานาชาติมาแสดงนะ แต่เราไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลเลย”

ถ้ามองในแง่การดูละครเวทีจะเป็นไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯได้หรือไม่ กฤษฎาเห็นว่า

“เท่าที่เห็นในประเทศอื่นๆที่เขาทำมันเป็นไลฟ์สไตล์ได้จะมีการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเกาหลี ญี่ปุ่น จีน จึงจะเกิดเป็นไลฟ์สไตล์ได้นะผมว่า ตอนนี้ของไทยเรากลุ่มละครยังพยายามกันเองอยู่ มีเซเลบบริตี้มีดาราดังหลายคนที่เริ่มหันมาสนใจละครเวทีมากขึ้น วัฒนธรรมคนไทยเมื่อก่อนชอบเข้าโรงลิเก โรงงิ้วตอนนี้มันหายไปหมดแล้ว จริงๆ ถ้ารัฐบาลสนับสนุนมันก็เฟื่องขึ้นมา แต่ถ้าไม่ก็ล้มหายตายจากไป “

###

รางวัล IATC Thailand Dance and Theatre Awards 2015

ละครเวที (ละครพูด) ยอดเยี่ยม (Best Play)

- เพลงนี้พ่อเคยร้อง (Three Days in May) (For What Theatre)

ละครเพลงยอดเยี่ยม (Best Musical)

- มนต์รักเพลงสวรรค์ (The Sound of Music) (Guts Entertainment)

การแสดงที่ใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายยอดเยี่ยม (Best Movement-based Performance)

- สุภาพบุรุษ (The Gentlemen) (Pichet Klunchun Dance Company)

บทละครดั้งเดิมยอดเยี่ยม (Best Original Script of a Play/Performance)

- Ceci n’est pas la politique โดย ภัทรียา พัวพงศกร

บทละครดัดแปลงยอดเยี่ยม (Best Adapted Script of a Play/Performance)

- หายไปในความจำ ดัดแปลงบทโดย นินาท บุญโพธิ์ทอง และ ธนวิชญ์ ทองพรหม จากนิยายเรื่อง Norwegian Wood โดย Haruki Murakami

บทสำหรับละครเพลงยอดเยี่ยม (Best Book of a Musical)

- มังกรสลัดเกล็ด เดอะมิวสิคัล โดย ประดิษฐ ประสาททอง

การแสดงยอดเยี่ยมโดยนักแสดงชาย (Best Performance by a Male Artist)

- ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี จากการแสดง Whaam!: ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของนักบินอวกาศผู้ไม่มีใครรู้จัก

การแสดงยอดเยี่ยมโดยนักแสดงหญิง (Best Performance by a Female Artist)

- พิจิกา จิตตะปุตตะ จากการแสดง แผ่นดินของเรา

การแสดงยอดเยี่ยมโดยนักแสดงกลุ่ม (Best Performance by an Ensemble)

- กลุ่มนักแสดงจากการแสดง สุภาพบุรุษ (The Gentlemen)

การกำกับการแสดงยอดเยี่ยม (Best Direction of a Play/Performance/Musical)

- จารุนันท์ พันธชาติ, แบบทดสอบความอดทน (Test of Endurance)

การออกแบบศิลป์ยอดเยี่ยม (Best Art Direction of a Play/Performance/Musical)

- ทีมออกแบบ The Secret Keeper

รางวัล Lifetime Achievement Award: ดารกา วงศ์ศิริ

หมายเหตุ ติดตามความเคลื่อนไหว ชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง ได้ทางwww.facebook.com/IATC.Thailand/