Slow life อุทัยธานี

Slow life อุทัยธานี

ไปอุทัยฯ ทำไมต้องเที่ยวแบบรีบๆ ลองไปดู เดี๋ยวก็รู้ว่าชิลล์เกิ๊น….

นอกจากไปเดินเยื้องย่างเสมือนเป็นเนื้อทราย เนื้อสมัน สวมจิตวิญญาณเป็นนางพญาพงไพรกันที่ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง” แล้ว อุทัยธานี ก็ขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวแบบฮิปสเตอร์ ไม่ว่าจะถ่ายรูปที่มุมไหนของอุทัยฯ เพียงแค่มองบนเฉียง 45 องศา หรือเดินถนนแบบ “I don’t care camera” ก็ได้รูปวินเทจฮิปๆ ไม่ยาก


ทริปตัวแตก


ก่อนไปอุทัยธานี กรุณาเคลียร์พุงให้แบนราบ แบ่งโซนของคาวของหวานให้เรียบร้อย เพราะของกินที่นี่ไม่มีคำว่าปราณี ไม่อิ่มก็คงไม่เลิก กางเกงไม่ปริก็กินได้เรื่อยๆ ถ้ามาถนนคนเดินที่ตรอกโรงยา ของกินที่นี่ถูก ซื้อนู่นนิด ชิมนี่หน่อย ครบทุกร้าน แล้วเดินวนไปซื้อใหม่ วนไปอย่างนี้จนกว่าตลาดจะวาย


หรือใครไม่ทานข้าวเย็น แต่มาหนักมื้อเช้าก็ขอแนะนำให้ไปลงที่ตลาดเช้าชุมชน 7 ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง โจ๊กร้อนๆ กรุ่นๆ ใส่ไข่ลวกเนื้อเด้ง ใครจะไปคิดว่าราคาแค่ 15 บาท ก๋วยจั๊บก็25 บาทเท่านั้นเอง ขนมจีนน้ำยาเรียงจับสวย เหลี่ยงจุ้ยน้ำต้มยาจีนจิบอุ่นๆ น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ ขนมตะโก้ ขนมปังสังขยาไส้ปริ (ดีดนิ้วหนึ่งที ทุกคนจงมีสติค่ะ)


สภากาแฟ


ควันคุกรุ่นจากหม้อชงกาแฟสู่วงสนทนาที่มีแต่เสียงพลิกหนังสือพิมพ์ สายตาฝ้าฟางตามองลอดแว่นที่มีไอน้ำจับจนขาวกำลังหาข่าวเด่นประเด็นร้อนเพื่อตั้งกระทู้ถกเถียง 3 ผู้เฒ่าลองเชิงกันอยู่อึดใจ ก่อนคนกาแฟให้นมข้นที่นอนอยู่ก้นแก้วผสมกันจนเข้าเนื้อ แล้วซดเบาๆ เมื่อนั้นจึงเริ่มเปิดเวทีโต้เถียงในเช้าวันนี้


ตึกรามทรงโบราณที่ยังคงเปิดด้วยการพับประตูไม้ทบไปทบมา มีให้เห็นอย่างชินตาที่ตรอกโรงยา ในวันสบายๆ ยามเช้า ร้านกาแฟหรือร้านโจ๊กหลายร้าน มักจะมีชายชรา 3-5 คน นั่งไขว่ห้าง ถือหนังสือพิมพ์ปิดหน้าปิดตา มืออีกข้างคนกาแฟร้อนๆ ไปด้วย หรือนั่งเหม่อมองไปตามถนนนึกถึงวันเก่าๆ ทำให้นึกถึงสภากาแฟสมัยก่อนที่ตาเคยเล่าให้ฟัง ซึ่งร้านกาแฟยามเช้าเปรียบเสมือนหอข่าว ที่บรรดาหนุ่มๆ รุ่นป๋าจะมาแลกเปลี่ยนความคิดและโต้เถียงด้วยหลักการ เป็นความคลาสสิกที่ยังมีลมหายใจ และยังคลาสสิกแม้กระทั่งคนกินกาแฟ เผยความ Slow life ตั้งแต่เช้าเลยก็ว่าได้


หากอยากฮิปสเตอร์ไปกว่านี้ หรือตื่นเช้ากันไม่ทัน ยังมีร้านกาแฟ บ้านจงรัก ให้ไปนั่งชิลล์ พาคุณพ่อคุณแม่หรือแม้กระทั่งคุณยายไปย้อนเวลารำลึกความหลัง เพราะนอกจากเป็นร้านกาแฟเก๋ๆ แล้ว ที่นี่ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม โดยหน้าร้านจัดแสดงเป็นตุ๊กตาของเล่น ของสะสมของเจ้าของร้าน บ้านชั้น 2 ก็มีของเก่าเก็บ ทั้งรูปภาพ สมุดเฟรนชิป (friendship) พิมพ์ดีด เดินทะลุห้องนอนคุณพ่อ(ห้องนอนจำลอง) ก็จะเจอทางเชื่อมสั้นๆ พาไปสู่บ้านไม้ของคุณยาย ครกหิน กระดานชนวน เตาถ่าน ทุกอยากถูกจัดวางไว้เหมือน “เคยอยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น” ให้ความรู้สึกอบอุ่นจนต้องอุทานว่า “น่ารัก” อยู่ตลอดเวลาที่เดินชม


ตลาดนัดคนเดิน อุทัยฯ ก็มีนะ


ถ้ามาเที่ยวช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทุกๆ เย็นวันเสาร์จะมีตลาดนัดหรือถนนคนเดินที่ใจกลางตรอกโรงยา ตลาดนัดช่วงสั้นๆ ใช้เวลาเดินไม่นานก็ดูจนทั่วถึง มีทั้งเสื้อผ้า ของกิน ของเก่า ราคาน่าคบ ไม่แพงเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ให้ความรู้สึกเหมือนมาเดินตลาดนัดแถวบ้าน บ้านเรือนสองข้างตลาดก็เปิดอวดของเก่าให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเดินเข้าไปชมได้โดยไม่หวง หรือหากคิดถึงคนที่ไม่ได้มาเที่ยวด้วยก็สามารถเขียนโปสการ์ด หย่อนใส่ตู้ไปรษณีย์ใจกลางตลาดได้เลย


ใครเป็นสายเซลฟี่ ไม่สันทัดของเก่าวินเทจ สุดทางเดินตลาดมีภาพวาดแนวโปสเตอร์หนังเขียนเป็นชื่อตลาดโรงยา หรือ อนุสาวรีย์คุณเป็ด จุดนัดพบของใครหลายๆ คน เป็นรูปปั้นเป็ดโดนัลดั๊กของค่ายดิสนีย์ที่ยืนปากงอนอยู่บนอดีตลานน้ำพุสูง ประดับด้วยไฟหลากสี ถ้านำรถใหญ่ไป อย่างรถกระบะ รถเก๋ง ก็ขอให้คิดใหม่ ลองเปลี่ยนเป็นรถจักรยานยนต์น่าจะสะดวกกว่า จะได้ไม่กังวลหรือหัวเสียไปกับการหาที่จอดรถก็อย่างว่า ใครๆ ก็อยากมาเที่ยวตลาดนัด จริงไหม?


วัดเอ๋ย วัดโบสถ์ ทำไมไม่มีข้าวโพดสาลี


พอพูดถึงวัดโบสถ์ สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือเพลงกล่อมเด็ก “วัดเอ๋ย วัดโบสถ์ ปลูกข้าวโพดสาลี” ที่อยู่ๆ ก็แววมาเข้าหูจากจิตใต้สำนึกที่กำลังฮัมเพลงอยู่ในลำคอเมื่อมองมณฑปแปดเหลี่ยมที่อยู่ตรงข้ามกับฝั่งตลาดเช้า


วัดโบสถ์ ที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปาก มีชื่อว่า วัดอุโปสถาราม หรือชื่อเดิมว่าวัดโบสถ์มโนรมย์ วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง มีสะพานสีม่วงสดเป็นจุดเชื่อม สามารถเดินข้ามหรือเข็นรถจักรยานข้ามสะพานไปได้ เพราะทางขึ้นและลงทำทางลาดและขั้นบันไดอย่างละครึ่ง ที่นี่ใครอยากเป็นฮิปสเตอร์สายปั่นก็แบกจักรยานใส่รถไปได้เลย


ลมเย็นๆ ที่พัดมาตามแม่น้ำสะแกกรัง ประจวบกับมีฉากหลังเป็นบรรยากาศตลาดเช้า บนฟ้าก็มีพระอาทิตย์สีส้มประดับอยู่ ทำให้เกิดอาการตาปรือได้ง่ายๆ เพราะตั้งแต่ตื่นนอนมายังไม่สร่างเมาขี้ตา ต้องมาเจอบรรยากาศสบายๆ นั่งอยู่ริมน้ำจนตลาดวาย แถมไปเดินเล่นที่วัดโบสถ์ นอกจากไปดูจิตกรรมฝาผนังก็อย่าลืมสังเกตด้วยว่ามีต้นข้าวโพดสาลีไหม เพราะที่เห็นก็มีแต่ต้นใบเตยขึ้น “แน่น” กอ รอให้คนมา “ยกออก” ไปขาย


วิบวับ วัดท่าซุง


ที่บอกว่าวิบวับเพราะว่าอุโบสถที่ วัดจันทราราม หรือ วัดท่าซุง ส่องแสงสะท้อนจนแสบตา แค่ย่างกายเข้าไปก็ถึงกับงุนงง เพราะไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน กลัวว่าจะเดินผิดเข้าไปชนเสาแก้ว ทุกตารางนิ้วดูขาวนวลสะอาดตา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธชินราชจำลองโดยรอบสร้างเป็นกำแพงแก้ว เมื่อเดินเข้ามาจะพบรูปหล่อของหลวงพ่อปานและหลวงพ่อใหญ่ขนาด 3 เท่า อยู่ที่มุมกำแพง กึ่งกลางมีศพไม่เน่าไม่เปื่อยของหลวงพ่อฤาษีลิงดำบรรจุในโลงแก้วให้ได้สักการบูชา


ขับรถออกมาจากอุโบสถแก้วหรือนั่งรถมอเตอร์ไซค์พ่วงรับจ้างคนละ 8-9 บาท ไปที่ปราสาททองคำ ถ้ามองจากประตูโบสถ์กลางจะมองเห็น พิพิธภัณฑ์สมบัติพ่อให้ ที่กำลังจะเปิดให้เข้าชมในอนาคต แถมยังมีห้องน้ำ 127 ห้อง เลือกสุขีในสุขาได้ตามสบาย แต่อย่าลืมช่วยกันดูแลความสะอาดด้วยนะ นอกจากลำไส้สะอาด จิตใจต้องสะอาดด้วย สาธุ…


หากฮิปสเตอร์สายธรรมะ อยากปฏิบัติธรรมกรรมฐาน หรือพาคุณตาคุณยายมาด้วยแต่กลัวไม่สะดวกเรื่องที่พักสำหรับคนชรา ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะที่วัดท่าซุงมีที่พักปฏิบัติธรรมพระพินิจอักษรคอยให้บริการอยู่ ห้องพักสะดวกสบาย สะอาดและสงบ ลักษณะคล้ายที่พักแบบโรงแรม นอกจากเป็นที่พักของผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว ผู้ที่มาร่วมงานบุญประจำปีหรืองานพิธีต่างๆ ของวัดท่าซุง หรือเป็นเพียงผู้ที่สัญจรมาเที่ยวอุทัยธานีก็สามารถเข้าพักได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด สามารถสอบถามข้อมูลหรือราคาห้องพักได้ที่เว็บเพจเฟซบุคที่พักปฏิบัติธรรมพระพินิจอักษร


ในส่วนของเรื่องที่พักในวัดอาจมีหลายคนไม่เห็นด้วย มีหลายคำถามโยงไปถึงระเบียบการของพระพุทธศาสนา แต่ในการนำเสนออยากให้มองในเรื่องของการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชราที่มีใจอยากมาเข้าวัด ปฏิบัติธรรม ซึ่งที่พักปฏิบัติธรรมพระพินิจอักษรเน้นย้ำโดยติดป้ายประกาศว่า ไม่ใช่โรงแรม แต่ถ้ามีผู้สัญจรทางไกลมา ก็ไม่ปฏิเสธที่จะให้เข้าพัก ทุกคนสามารถพักได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ตั้งไว้ อยากให้มองในด้านนี้มากกว่า จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงการเป็นอยู่ของคุณตาคุณยาย ไม่ดราม่าเนอะ


ร้อนก็พัด


เคยสงสัยไหมว่า พัดไม้ไผ่ที่ยายชอบเอามาพัดเตาถ่าน(บ้านใครทำกับข้าวแบบเตาถ่านจะต้องมีแน่) เขาทำกันยังไง พัดราคาถูก 10-15 บาท แต่วิธีทำขอคิดเป็น 100 บาท เพราะกว่าจะเหลาไม้ไผ่ นั่งสานก็กินเวลาและต้องอาศัยความชำนาญพอตัว อย่างคุณยายยังสาว ยายสงบพี่ยายเสงี่ยม สองพี่น้องท้องเดียวกัน ชาวบ้าน เกาะเทโพ จังหวัดอุทัยธานี ผู้มีความสามารถซื้อพัดมานั่งแกะลายเองและทำขาย มีทั้งอันเล็กใบโพธิ์ ลายเหลี่ยม ไปจนถึงไซส์ยักษ์จัมโบ้โอ้โห พัดทีถ่านแทบกระจาย นอกจากงานสานพัดยังมีคุณตาสานตะกร้า ซึ่งเป็นทรงสมัยที่สาวๆ (สมัยตา) ชอบหิ้วไปวัด แต่ด้วยกำลังและสายตาจึงต้องเลิกไป เพราะต้องใช้แรงและกำลังอย่างมากที่จะดัดที่จับให้โค้งตามตัวตะกร้า


ใครคันไม้คันมืออยากโชว์ฝีมือยายก็สอนแบบไม่มีกั๊ก แถมหอบหิ้วอุปกรณ์มาสอนให้นั่งทำกันใต้ถุนบ้าน ทำไปก็แก้ไป รื้อออกบ้าง ผลัดมือให้ยายช่วยบ้าง พอสานจบลายจะลุกทีก็เป็นเหน็บเป็นตะคริว ร้องโอดโอยปานจะขาดใจ แลกมากับพัดบูดๆ เบี้ยวๆ อันหนึ่ง ที่ยายให้เอากลับไปพัดเอง เพราะจะมาให้ยายขายต่อก็คงจะไม่ได้ เบี้ยวโย้เย้ขนาดนี้ ขายใครจะซื้อ ไม่วายลำบากยายเอาไปกำจัดทิ้งอีก เอาเป็นว่าหนูจะไม่ทำให้ยายลำบาก หนูจะรับผิดชอบเอง


ผ้าซิ่นตีนจก ใช้มือจกนะจ๊ะเธอ


ผ้าซิ่นเป็นผ้านุ่งหรือผ้าถุงทอลายที่หลายคนคุ้นหูกันดี แต่พอต่อท้ายด้วยคำว่า “ตีนจก” ทุกคนถึงกับจินตนาการไปไกล ว่าจะจกกันยังไง? ใช้เท้าจกเหรอ? แล้วจกแบบไหน? หยุดความคิดผิดๆ นั้นไปได้เลย


ผ้าซิ่นตีนจกเป็นเทคนิคการทอผ้าอย่างหนึ่งที่ใช้มือ “จก” หรือสานเส้นลายด้วยมือที่บริเวณชายผ้านุ่ง หรือ “ตีนซิ่น” แล้วทอตัวซิ่นจนเต็มผืน ส่วนใหญ่มีความยาวไม่เกิน 2 เมตร ไม่ต้องผ่านการตัดเย็บสามารถนุ่งได้เลยโดยการทับซ้าย-ขวา คาดเข็มขัด และพับหัวผ้าลงมาปิดเข็มขัด คนสมัยก่อนมักมีกี่ทอผ้าเป็นของตัวเองเพื่อทอผ้าใส่ไปวัดและใช้ทำของใช้ของตกแต่งเครื่องเรือน แต่ด้วยยุคสมัยและความสวยงาม ซิ่นตีนจกจึงกลายเป็นของสะสมมากกว่าสวมใส่ ที่แต้มตะกรอผ้าทอพื้นเมืองบ้านโคกหม้อ อำเภอทัพทัน ยังคงมีการทอผ้าซิ่นและย้อมสีแบบธรรมชาติอยู่ ทั้งครั่ง คราม ชาด สวยสดละมุนตามธรรมติ


หากใครสนใจอยากเรียนรู้ก็เข้ามาชม เข้ามาขอข้อมูลเกี่ยวกับการดูผ้าซิ่นได้ แต่ถ้าหวังจะซื้อผ้าติดไม้ติดมือกลับไป ก็ต้องบอกว่าเสียใจด้วย เพราะผ้าทุกผืนมีเจ้าของแล้ว แถมต้องจองล่วงหน้า 1-2 ปี และกระเป๋าต้องหนักพอควร เพราะผ้าซิ่นตีนจกแบบเต็มผืนเต็มลาย ราคาก็เหยียบแสนกว่าไปแล้ว บอกเลยว่านอกจากแสนสาหัสก็ยังแสนเสียดาย งานฝีมือละเอียดทุกเส้น กว่าจะจกลายต่อเส้นจนหมดผืน ต้องยอมใจจริงๆ อยากได้ก็เก็บตังค์ยาวไปๆ ยาวจนขอเงินไปหมุนก่อน


อุทัยธานีเป็นเมืองที่มีวิถี Slow life อย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ผู้คนที่นี่จริงใจ มีลักษณะนิสัยใจดี ยิ้มอ่อนอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ชวนคุยได้อย่างไม่เคอะเขิน บรรยากาศก็สบายๆ เหมาะแก่การขี่จักรยาน เหนื่อยก็พักละเมียดกาแฟได้ ที่นี่ยังคงบรรยากาศแห่งความเป็นต่างจังหวัด อบอุ่น สงบ แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร เป็นความสะดวกสบายที่ต่างออกไป ให้ความรู้สึกสบายใจและก็สบายกายในเวลาเดียวกัน


หากในเมืองวุ่นวาย ก็ลองมาใช้ชีวิตแบบ Slow life จ๋า ที่อุทัยธานีดู แล้วจะรู้ว่าชิลล์เกิน


....................


การเดินทาง


จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไปอุทัยธานีได้หลายแบบ ถ้านั่งรถไฟให้ลงที่สถานีนครสวรรค์ แล้วนั่งรถประจำทางต่อมา ประมาณ 50 กิโลเมตร สอบถามตารางเดินรถ โทรศัพท์ 1690 หรือสะดวกนั่งรถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการเดินรถระหว่างกรุงเทพฯ-อุทัยธานี ทุกวัน จากสถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ทั้งรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศ ตั้งแต่เวลา 04.30-17.50 น. สอบถาม โทรศัพท์ 0 2537 8055


แต่ถ้าสะดวกขับรถ แนะนำให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท แล้วเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกท่าน้ำอ้อยบริเวณหลัก กม.ที่ 206 ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาตามถนนสาย 333 ไม่นานก็ถึงตัวเมืองอุทัยธานี


สอบถามข้อมูลต่างๆ และรายละเอียดการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานอุทัยธานี โทรศัพท์ 0 5651 4982