คลองแบบนี้ที่รอคอย

คลองแบบนี้ที่รอคอย

นโยบายจากคนริมคลองลาดพร้าวที่ไม่ใช่แค่ “จัดระเบียบ” ชุมชน แต่ครอบคลุมไปถึงการสร้างรากฐานชีวิตให้ยั่งยืน

“จะไปไหน” คำทักทายดังขึ้นจากริมฝั่งคลอง เมื่อเห็นเรือลำเล็กบรรจุคนไม่ถึงห้าแล่นผ่านมา พอคนในเรือให้คำตอบทำนองว่า แถวๆ นี้แหละ คนถามก็ยิ้มตอบรับ

“ใช้เรือมันง่าย แป๊บเดียวก็ถึง” สำเนียง บุญลือ เจ้าของเสียงคนเดิมบอก เพื่อยืนยันว่า ชุมชนพิบูลร่วมใจ 2 ที่ตั้งอยู่ริมคลองลาดพร้าวเห็นประโยชน์ด้านการสัญจรทางคูคลองจนรู้เส้นทางที่จะไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่าถนนหลายเท่า

“นั่งรถไปวัดลาดพร้าว 40 นาที แต่นั่งเรือเราไปแค่ 10 นาที เพราะฉะนั้นชาวชุมชน เวลามีกิจกรรม เขาอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ เขาจะกลับมาชุมชนก่อนแล้วไปพร้อมกันทีเดียว อย่างสวดศพทุ่มนึง หกโมงสี่สิบ หกโมงห้าสิบ เราออกจากบ้าน เราก็ไปทัน” สำเนียงพูดจบก็หัวเราะ พร้อมบอกว่า คลองยังมีประโยชน์อีกมาก ถ้ารู้จักวางแผน รู้จักใช้

 

มากกว่าจัดระเบียบ

แม้จะเล่าด้วยอารมณ์ดี แต่ในใจของสำเนียงนั้นก็ยังมีอีกหลายเรื่องให้กังวล หลังจากโครงการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะและการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเดินหน้าอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปลายปี 2558 ซึ่งทำให้ “บ้าน” ของเขาเวลานี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

“จะรื้อแล้วสร้างใหม่อะไรทุกคนยอมหมด แต่ขอให้ได้อยู่ที่เดิมที่พออยู่” สำเนียงเอ่ย ทั้งๆ ที่ไม่รู้แน่ชัดว่า การ “จัดระเบียบ” ครั้งนี้จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือไม่ และแม้จะทราบดีว่า อาจจะต้องมีบางครอบครัวในชุมชนย้ายออกไป เนื่องจากที่ไม่พอ

จากนโยบายรัฐบาลที่ให้สร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าวเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ ที่ออกมา นอกจากสำนักระบายน้ำที่เข้ามาดูแลเรื่องการสร้างเขื่อนแล้ว ยังส่งไม้ต่อให้กับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. เข้ามารับผิดชอบเรื่องที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับประชาชนที่ต้องย้ายบ้านออกจากลำคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนด้วย

“มันต้องบังคับขึ้นสูง บ้านแต่ละหลังของเรา 200-300 หลัง มันอยู่ไม่ได้ในฐานราบ” จำรัส กลิ่นอุบล ประธานชุมชนลาดพร้าว 45 ที่ตั้งอยู่ริมคลองเช่นกันบอก และว่า หลังจากจัดระเบียบแล้ว ชาวบ้านจำนวนกว่า 1,200 คน หรือ 300 หลังคาเรือนในชุมชนลาดพร้าว 45 จะต้องอยู่ร่วมกันในพื้นที่ที่แคบกว่าเดิม ซึ่งเขาเองในฐานะประธานชุมชนก็ได้พูดคุยกับชาวบ้าน และยอมรับกันได้แล้ว แต่สิ่งที่พวกเขากังวลยิ่งกว่า คือ หลังจากที่ได้บ้านใหม่เรียบร้อย เขาจะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริงหรือ?

“ทุกคนก็จะเป็นประเภทหาเช้ากินค่ำ ชุมชนในพื้นที่ไม่เหมือนกับหมู่บ้าน ถ้าหมู่บ้านเขาก็จะมีศักยภาพของเขาอยู่แล้ว เขาไม่ต้องแบกรับตรงนั้น แต่บางคนในชุมชนเนี่ยความรู้ก็น้อย ต้องมานั่งปรับเปลี่ยนตรงนี้ อยู่ๆ มาบอกว่า ทำบ้านมั่นคง ดูบ้านมั่งคงบางบัวสิ ถือว่าดีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้มันกลับเป็นสภาพเหมือนว่า เอาสลัมในคลองขึ้นมาเป็นสลัมข้างบน เพราะว่าเขาไม่มีรากฐานในการสร้างเศรษฐกิจไว้ให้ เขาไม่มีการวางแผน คือให้ทำบ้านก็ทำบ้านอย่างเดียว โดยที่ทิ้งภาระไว้ให้กับชาวบ้าน ชาวบ้านก็ต้องดิ้นรน ไม่มีเวลาที่จะบริหารจัดการชุมชนเพื่อสร้างรายได้ เพราะว่ารัฐไม่ได้วางพื้นฐานไว้ให้ พื้นที่สาธารณะก็ไม่มี” จำรัสอธิบายความกังวลในใจซึ่งเขากำลังคิดหาทางออกเรื่องนี้อยู่

“เราต้องสร้างเศรษฐกิจชุมชน” จำรัสเอ่ยถึงทางรอดของชาวบ้านริมคลองที่ถูกละเลยมานาน เขาและเครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าว เขตห้วยขวาง ทั้งหมด 7 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนซอยลาดพร้าว 45, ชุมชนร่วมใจพิบูล 2, ชุมชนซอยลาดพร้าว 80, ชุมชนประชาอุทิศ, ชุมชนหลังสมาคมโรงเรียนไทย-ญี่ปุ่น, ชุมชนบึงพระราม 9 และชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา และชุมชนริมคลองบางซื่อที่เชื่อมต่อกับคลองลาดพร้าวอีก 6 ชุมชน ได้มองออกไปอีกขั้นถึงการสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาคลอง หนึ่งในนั้นก็คือ ส่งเสริมให้เกิดการเข้ามาในชุมชน

“เช่น สร้างการท่องเที่ยวกลางใจเมือง มันเหมือนกับเอาวิถีชุมชนขึ้นมาชูในการท่องเที่ยว ถ้ามีนักท่องเที่ยวลง ทุกคนก็จะเห็นคุณค่าของคลอง ทุกคนก็จะมีเศรษฐกิจตัวเองเข้ามา ค้าขายได้อะไรได้ ทำตลาดได้” จำรัสบอก

ปัจจุบันนี้ชุมชมริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวางได้รวมกลุ่มกันตั้งสหกรณ์เพื่อรู้จักการออมและการบริการจัดการเงินบ้างแล้ว และยังพยายามหาแนวทางในการสร้างอาชีพไว้ หากพื้นที่ที่เกิดขึ้นใหม่จะมี “เศรษฐกิจ” ขึ้นตามที่พวกเขาหวัง

“ทำบ้านอย่างเดียวไม่แข็งแรง” ผศ.พงศ์พร สุดบรรทัด ในฐานะประชาคมเขตห้วยขวางเสริม และแนะให้ทำธุรกิจชุมชน ซึ่งต้องมีการอบรมเรื่องผลิตอาชีพ ระบบการควบคุม ระบบการเงิน เข้ามาช่วย โดยเอกชนหรือผู้ประกอบการจะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่เชื่อมข้อต่อต่างๆ ให้เป็นจริงได้

“ตอนนี้แต่ละชุมชนก็กำลังสร้างอัตลักษณ์ บางที่เขาก็เอาด้านของเก่าตั้งแต่โบร่ำโบราณที่เขาอยู่มา เพราะพื้นที่แถวนี้เขาทำไร่ ทำนา เขาก็จะเอาสิ่งที่เขาเก็บไว้ เอามาประดับ มาแต่ง บางที่เขาก็มีแกะสลักไม้ งานมือ ผลิตภัณฑ์ชุมชน อันนี้เขาก็กำลังเข้าสู่กระบวนการคิด” ประทีป ชาวนา กรรมการชุมชนลาดพร้าว 45 บอก

3-4 ปีที่ผ่านมา ชุมชมริมคลองลาดพร้าวพยายามจัดประเพณีต่างๆ ทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ลอยกระทง แข่งเรือ หรือแห่ขันหมาก เพื่อให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาร่วมสนุกด้วยกัน และเป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้ชุมชนอีกทาง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชนได้แน่นอน

 

รางต่อเรือเป็นจริงได้ที่นี่

“สัญจรต้องมาก่อน พอคนมาแล้ว ก็จะมองๆ ดูว่า แถวนี้มีอะไรน่าสน” ยรรยง บุญ-หลง นักวิจัยอิสระที่ร่วมคิดและเป็นที่ปรึกษาให้ชาวบ้านริมคลองลาดพร้าวมากว่า 4 ปีบอกถึงอีก “ทางรอด” ที่สำคัญและแน่นอน

ยรรยงยืนยันว่า การทำระบบรางต่อเรือสามารถทำได้จริงที่คลองลาดพร้าว ไอเดียนี้นอกจากจะทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการสัญจรของคนเมืองแล้วยังทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนบริเวณท่าเรือที่ตั้งอยู่กับชุมชนด้วย ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหวังของชุมชนที่อยากจะพัฒนาคุณภาพชีวิตขึ้นไปอีกระดับ

“ที่สำคัญ เราจะต้องแบ่งที่ไว้ตามที่ที่เป็นจุดตัด รถ ราง เรือ เช่น จุดที่เป็นถนนตัด จุดที่เป็นรถไฟฟ้าตัด กับคลองก็ควรจะกันส่วนนั้นไว้ซัก 10 20 เมตร ทั้งสี่มุมกับคลอง ให้เป็นจุดที่เป็นส่วนกลางของชุมชน อาจจะมีตลาด สหกรณ์ ท่าเรือ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์ กศน. เป็นประชาคมต่างๆ ถ้ามีรายได้มันก็ยั่งยืน” ผศ.พงศ์พรเสริม

เมื่อเกิดการสร้างเศรษฐกิจริมคลองลาดพร้าวที่ยาวร่วม 30 กิโลเมตรไปพร้อมๆ กับการสร้างระบบการขนส่งทางเรือ จะส่งผลให้คลองดีขึ้นได้ทันตาเห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือการลดอาชญากรรม ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทุกคนเห็นตรงกันว่า หากจะพัฒนาทั้งทีก็ควรวางแผนทุกระบบให้ชัดเจน

“ถ้ามีคนใช้อยู่ไม่กี่คน แล้วยังเป็นหลังบ้าน ไม่มีการใช้งาน ก็ไม่มี eyes on the street เศรษฐกิจจะดี ต้องมีผู้คน มีร้านค้าอยู่ตรงละแวกนั้น แล้วก็ไม่ใช่ร้าน chain ที่เห็นได้ทั่วไป” ยรรยงอธิบาย โดยยกตัวอย่างว่า หากเกิดการเดินเรือในคลองลาดพร้าวที่เป็นระบบกว่าปัจจุบันแล้วยกให้ชุมชนดูแลเรื่องการค้าขายก็ต้องไม่เป็นร้านที่มีอยู่ทั่วไป เพราะจะเรียกคนให้เข้ามาจะยาก แต่ถ้าเป็น “ชุมชน” ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง จะมีคนสนใจ เป็นผลดีต่อทั้งชุมชนและผู้มาเยือน

“มันจะเป็น traffic จากทางเหนือ ที่มาจากทางดอนเมือง ทางสายไหม ดึงคนจาก suburb เข้ามาสู่ระบบราง ลงมาถึงคลองบางซื่อ แล้วสามารถนั่งเรือต่อไปที่ MRT รัชดาได้เลย เข้าสู่ใจกลางเมืองได้ง่าย หรือไม่ก็นั่งเรือมาถึงพระโขนง มันต่อกันนะ มาถึงอ่อนนุชได้เลย จริงๆ มันตัดกันหลายจุด รัฐต้องเห็นตรงนี้ แล้วเน้นเคลื่อนคนจากเรือไปรางได้ง่าย แต่ที่ผ่านมา เขายังไม่ได้ทำที่ระบบคลองเท่าไร” ยรรยงเสริม

ปัจจุบันคลองลาดพร้าวใช้เรือในการค้าขายและใช้ขนทั้งคนและของเข้าชุมชนบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำเป็นระบบที่ชัดเจน เป็นเพียงการใช้งานของคนในชุมชนที่พอจะมีเรือใช้ ซึ่งช่วยทุ่นเวลาและแรงไปได้มาก หากจะขยายระบบนี้เข้าสู่สาธารณะให้มากขึ้น พวกเขาก็เห็นเป็นเรื่องที่ดี

จากประสบการณ์การเดินเรือจากสมาคมเรือไทย ก็เห็นเช่นกันว่า หากเกิดระบบเรือขึ้นในคลองลาดพร้าว อย่างไรก็ต้องมีคนใช้ เพราะการันตีเวลาเดินทางได้แน่นอนกว่า และสะดวกในการเชื่อมต่อกับระบบราง

“ที่ผ่านมา การเดินเรือในคลอง กทม. เขาก็คิดว่า ฉันจะทำท่าเรือ เป็นเรื่องของในน้ำ ก็หาทางออกสาธารณะซะ ปักเสา แล้วก็เอาเรือไปจอด แค่นั้นเอง แล้วประชาชนต้องเป็นฝ่าย เดินมาหาท่าเรือต่างๆ วันนี้เราอยากเอาใหม่ หลังจากที่เราเห็น มันไม่ได้ผล ท่าเรือไปจอดอยู่ปลายซอย มันไม่มีคนใช้ ถ้าเรามีชุมชนเข้ามา เราเดินเรือแบบนี้ เขาก็จะมีส่วนร่วมในการดูแล อาจจะต้องมีร้านค้าเล็กๆ เอาไว้ให้ผู้โดยสารมาเหนื่อยๆ นั่งพักคอย เราทำไม่ได้ แต่ถ้าชุมชนอยู่ เขาอาจจะมีแนวทางของเขา” สุธีย์ สิภาพร ผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมเรือไทยเสนอความเห็น

สำหรับการสัญจรในคลองลาดพร้าว สุธีย์มีไอเดียในการต่อเรือเหล็กขึ้นใหม่ เป็นเรือที่แล่นแล้วมีคลื่นรบกวนน้อย ซึ่งจะใช้เวลาทดลองในช่วง 2-3 ปีระหว่างที่มีการขุดลองและสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าวนี้

“คนที่ขึ้นประมาณร้อยคน (ต่อลำ) ขึ้นไปอยู่แล้ว มันจะเป็นเรือที่มีการปรับเรื่องของคลื่นที่ไม่รบกวน เรามีดีไซน์แล้ว ตอนนี้รอความชัดเจนเรื่องเขื่อนเท่านั้น” สุธีย์บอก

 

เสียงที่ไม่ได้ยิน

“รัฐชอบมองว่า คนกลุ่มนี้เป็นคนจน แต่ที่จริงเขาไม่ได้จน เขามีหัวธุรกิจ แต่ยังไม่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้ได้” ยรรยงบอกถึงปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของพื้นที่ริมคลอง

ที่จริงแล้ว แผนการสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชนรอบคลองพร้อมทำระบบขนส่งสาธารณะทางเรือได้ถูกถกเถียงกันมาสักระยะระหว่างชาวบ้านและนักวิจัยเพื่อให้เกิดระบบที่หล่อเลี้ยงชีวิต และอำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด แต่เวลานี้กลับต้องมาสะดุดเพราะแผนการสร้างเขื่อนที่ “บีบ” ให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ที่แคบลงกว่าที่ตกลงกันไว้มาก

“ตอนนี้ก็ยังเงียบๆ อยู่ เขาก็ยังไม่ให้คำตอบอะไรเรามาก เรายอมเข้าสู่กระบวนการ ยอมเป็นหนี้ ยอมรื้อบ้านเก่า ทำบ้านใหม่ จัดสรรพื้นที่ใหม่โดยให้เท่าเทียมกันหมด แต่นี่เขาจะเอาพื้นที่เหลือให้แค่ 12 เมตรให้เรามาอยู่กันนี่มันอยู่ไม่ได้” จำรัส ประธานชุมชนลาดพร้าว 45 บอกเชิงว่า ท่ามกลางความไม่ชัดเจนนี้ เขาก็ไม่สามารถเดินหน้าโครงการในฝันได้เลย ซึ่งปัญหาหลักก็คือ พื้นที่ที่จะสร้างชุมชนใหม่ถูกลดให้เหลือความกว้างเพียง 12 เมตร ทั้งๆ ที่เคยตกลงกันไว้ที่ 25 เมตร

“มันก็กระทบนะ สมมติคนแก่ ต้องอยู่บ้านสี่ชั้น ก็ลำบาก หรือถ้าเป็นช่างไม้ เป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ แต่อยู่ชั้น 4 ใครเขาจะเอามอเตอร์ไซค์ขึ้นไปให้พี่ซ่อม มันต้องเป็นชุมชนที่เข้าถึงได้” ยรรยงอธิบายให้เห็นหากจะสร้างชุมชนใหม่ที่มีเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ที่จำกัด

แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยมีการทำ “ประชาพิจารณ์” ถึงความต้องการจริงๆ ของชาวบ้านริมคลองลาดพร้าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นที่หรือแบบบ้านใหม่ จนตอนนี้เมื่อโครงการเดินหน้าแล้ว ประธานชุมชนอย่างจำรัสก็รู้ดีว่า การเรียกร้องให้เกิดกระบวนการให้รัฐขอความเห็นจากชาวบ้านทุกคนคงเป็นไปได้ยาก แต่เขาก็อยากจะให้ผู้เกี่ยวข้องรับฟังปัญหาของผู้ได้รับผลกระทบเพื่อนำไปพิจารณาด้วย

“ถ้าเขารับฟังเรามันก็ดี ได้พัฒนาสิ่งแวดล้อม แล้วก็พัฒนาคนที่อยู่ริมคลองไปด้วย ยังไงวิถีมันก็เปลี่ยนอยู่แล้ว แต่ 12 เมตรมันไม่ใช่บ้านแล้ว มันเป็นอาคารสูง ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม แต่ 25 เมตร นี่เราอยู่กับฐานรากได้ เราก็จะทำเศรษฐกิจอะไรได้ เดินตามบ้านได้ ไม่ใช่มาเดินในแฟลต” ประทีปอธิบาย

ยิ่งหากจะสร้างเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนของชุมชนด้วยแล้ว กระบวนการตรงนี้ยิ่งมีความสำคัญ หากปล่อยไปทั้งอย่างนี้ วันหนึ่งก็อาจจะเกิด “แรงต้าน” จากทางชุมชนขึ้นอย่างที่เคยเกิดกับหลายๆ ที่ จำรัสจึงพยายามย้ำไว้ตลอดในทุกคำตอบที่อัดอั้นอยู่ในใจว่า

ตอนนี้ประชาชนเขายอมรับแล้วว่า รัฐให้ทำอะไร แต่รัฐต้องรับฟังประชาชนด้วยว่า เขาจะอยู่ได้ไหม