ศิลป์สุนทรีย์ในวิถีนาไทย

ศิลป์สุนทรีย์ในวิถีนาไทย

สาธารณะศิลป์บนผืนนา อีกทางเลือกในการนำวัฒนธรรมข้าวดั้งเดิมคืนสู่ท้องนา

เนิ่นนานมาแล้วที่การมีอยู่ของ “วัฒนธรรมข้าว” เกิดขึ้นและคงอยู่คู่กับผู้คนบนผืนแผ่นดินนี้ แม้ว่าจะผ่านเวลายาวนานนับร้อยนับพันปี “ข้าว” ยังคงความสำคัญจนถึงปัจจุบันทั้งในฐานะพืชอาหารและพืชเศรษฐกิจหลักที่ทำรายได้หล่อเลี้ยงประเทศ

หลังจากวงวัฎของระบบการเกษตรหมุนเข้าสู่การเกษตรเพื่อจำหน่าย เมื่อกำหนดเอา “เงิน” หรือตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายปลายทาง สุดท้ายวิถีการทำนาก็เปลี่ยนไปพร้อมกับปัญหาต่างๆ ที่ตามมาทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศที่เสียไป และแม้แต่สุนทรีย์ในชีวิตคนทำนาที่หมดไปพร้อมๆ กับการปรับตัวตามวิถีการผลิตแบบใหม่

ไม่ไกลจากกรุงเทพถึงตำบล งิ้วราย อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีผืนนาสีเขียวรูปทรงกลมขนาด 50 ตารางเมตร บนผืนนารูปร่างแปลกตานี้เองที่เป็นพื้นที่ของ “นานิเวศสุนทรีย์” ผลงาน “สาธารณะศิลป์” บนพื้นที่นา ที่ วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร ศิลปินร่วมสมัย ใช้เป็นพื้นที่ทดลองในการแสวงหาทางออกเล็กๆ เป็นทางเลือกเพื่อนำวัฒนธรรมข้าวของคนไทยกลับคืนสู่ผืนนาอีกครั้ง

ศิลปะสู่ผืนนา

การทำนาให้เป็นศิลปะจะเป็นไปได้อย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “สาธารณะศิลป์” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางการทำงานศิลปะที่ไม่ยึดติดอยู่กับการสร้างชิ้นงานศิลปะ แต่มุ่งไปที่การสร้างกระบวนการทำงานร่วมกับระหว่างศิลปิน ชุมชน ผู้มีส่วนร่วม เพื่อผลักดันประเด็นทางสังคมบางอย่าง

“ช่วงประมาณปี 2537-2538 เราก็ทำงานศิลปะไป กระแสสังคมโลกก็พูดเรื่องมลภาวะ สิ่งแวดล้อม มีการตื่นตัวเรื่องการรักษาป่าไม้ น้ำ มันทำให้เราเห็นว่าเรื่องสาธารณะประโยชน์มันสำคัญนะ เราจะมาวาดรูปเพื่อแสดงอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ละ เริ่มรู้สึกว่างานศิลปะมันไม่ได้เอื้อต่อสาธารณชนจริงอย่างที่คิด ก็เลยคิดถึงเรื่องของการทำงานศิลปะในแนวที่เรียกว่าสาธารณะศิลป์ หลักของมันคือเราทำงานศิลปะตามประเด็นสังคม ตามบริบทตามความพร้อมของพื้นที่ ส่วนใหญ่จะเป็นการเอาศิลปะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมรณรงค์ทางสังคมอะไรบางอย่าง บทบาทของสาธารณะศิลป์ก็คือเข้าไปให้สุนทรีย์ด้วยศิลปะ พอมีศิลปะเข้าไป ก็สร้างความเข้าใจ สร้างการมีส่วนร่วมของคนได้มากขึ้น และถ้าเราใช้ศิลปะดึงคนเป็นร้อยมาร่วมกิจกรรมได้ ก็เป็นภาพที่น่าประทับใจ เป็นภาพที่สามารถเอาไปสื่อในวงกว้างต่อไปว่าปัญหานี้มันสำคัญนะ”

“ในโลกของศิลปะปัจจุบันก็มีการยอมรับการทำงานศิลปะในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งทฤษฎีอันหนึ่งที่เรียกว่า Dialogue Aesthetic หรือสุนทรียะสนทนา แนวคิดนี้ก็จะมองว่าการที่คนเรามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องที่เราสนใจ ก็ถือว่าเป็นสุนทรียะอย่างหนึ่ง เป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะเหมือนกัน” วิจิตร อธิบาย

“นานิเวศสุนทรีย์” คือการใช้ศิลปะในการแสวงหาทางออกให้กับวัฒนธรรมข้าวไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย

“การทำนานิเวศสุนทรีย์ หรือนิเวศสุนทรีย์ในนาข้าว มันเกิดจากการที่เรามองเห็นวิถีของการทำนาปัจจุบันที่มันเปลี่ยนไปมาก ก็เลยไปดูว่าปัญหาของชาวนาคืออะไร ปรากฏว่าปัญหามากมาย ลงไปดูนา มีทั้งขยะที่ปลิวลงไปจากถนน มีน้ำเน่า มีการเดินลวดไฟฟ้ารอบนา ขวดยาเบื่อ สารเคมี หนู นก กบ งู ตาย นั่นยังไม่เท่ากับเราไปพบว่ามีตอไม้เก่าๆ กระดานผุๆ มีแก้วน้ำเปล่าตั้งอยู่ ถามว่าคืออะไร เขาบอกว่าไหว้แม่โพสพ...เหลือแค่นี้เอง พฤติกรรมแบบใหม่ของชาวนากลายเป็นการท้าทาย ให้น้ำแก้วเดียวแบบเสียไม่ได้ คือรู้ว่าแม่โพสพไม่ได้ช่วยอะไรเขา ภาพนี้กลายเป็นภาพที่ทำให้เราสะเทือนใจกับการสูญเสียของวัฒนธรรมข้าว เป็นการสูญเสียสุนทรียภาพในวิถีการทำนาอย่างยิ่ง”

ค้นต่อไปจนพบว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสเกษตรกรรมของโลกเปลี่ยนไป เน้นการปลูกพืชเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุดบนพื้นที่ที่มีอยู่จำกัด สิ่งที่ตามมาก็คือการคิดค้นปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง พันธุ์พืชแบบใหม่ เครื่องจักรการเกษตรเริ่มเข้ามาแทนแรงงานคน ความคิดนี้ถูกส่งผ่านไปยังประเทศต่างๆ ในโลกรวมทั้งประเทศไทย เกิดการทำนาเพื่อเศรษฐกิจ ปลูกข้าวเพื่อขายเป็นเงินให้ได้มากที่สุด สิ่งที่ตามมาก็คือการผลักออกและกดทับวัฒนธรรมข้าวแบบดั้งเดิมที่ถูกทำให้ค่อยๆ คลายความหมายลงไป

“พอเน้นการทำนาเพื่อเศรษฐกิจ เน้นการผลิตให้ได้มากๆ ก็มีการใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฆ่าแมลง เครื่องจักรการเกษตร ทำให้ต้นทุนของชาวนาสูงมาก ภาวะขาดทุนก็เกิดขึ้น ตัวที่นาเองก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนอาจจะมีที่ครอบครัวละ 50 ไร่ พอปู่ย่าแบ่งสมบัติให้รุ่นพ่อแม่เหลือคนละ 10 ไร่ พ่อแม่แบ่งสมบัติให้ลูกเหลือคนละ 3 ไร่ไม่พอทำนาแล้ว ก็ต้องขายไป กลายเป็นว่าชาวนาไม่ได้เป็นเจ้าของนาแล้ว แต่เป็นผู้เช่านาจากคนที่กว้านซื้อที่ไว้เยอะๆ วัฒนธรรมในนาก็เลยหายไปเพราะไม่สำคัญแล้ว ไม่ต้องอ้อนวอนแม่โพสพแล้ว ไปอ้อนวอนเจ้าของที่ เจ้าของรถแทรคเตอร์ง่ายกว่า”

“นี่คือสิ่งที่พบมา ก็เลยต้องมาคิดว่าจะเอาสิ่งที่ตัวเองอยากพูดให้ออกไปถึงสังคมโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อได้อย่างไร”

นิเวศสุนทรีย์ในวิถีวัฒนธรรมข้าวไทย

ในฐานะศิลปินร่วมสมัย วิจิตรมองว่าแนวความคิดและปฎิบัติการทางศิลปะสามารถนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะทฤษฎีการให้ชุมชนมีส่วนร่วมทางศิลปะ (Community Art) ทฤษฎีการเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ทางสุนทรียะ (Relational Aesthetic) โดยใช้กระบวนการทางศิลปะดึงผู้คนที่เกี่ยวข้องในวิถีการทำนา ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ศิลปิน แม่เพลง นักกิจกรรมทางสังคม นักเรียน นักศึกษา หรือกลุ่มผู้สนใจทั่วไป ให้ได้มาพบปะ ร่วมกิจกรรม-พิธีกรรม และทำงานร่วมกันเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตในนาข้าวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและศิลปวัฒนธรรม

“ก็เป็นเหมือนกับการทดลองนะว่าจะใช้ศิลปะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาข้าวได้ไหม ผมไปเรียนทำนาที่อุทัยธานี นครสวรรค์ ไปลองเกี่ยว หว่าน ดำ นวดข้าว จากครูนาหรือชาวบ้าน แล้วก็ลงภาคเอกสาร คืออ่าน ค้นคว้า โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่มาของวัฒนธรรมข้าว แล้วจึงหาพื้นที่เพื่อทดลองการย้อนกลับไปหาการทำนาแบบนาประณีตในวิถีชาวนาไทยแต่เดิม ไม่ได้มองแค่เรื่องผลผลิตข้าวอย่างเดียว บนผืนนามีการจัดคันนา ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงปลา ปลูกบัว เป็นนาที่มีสุนทรียะ ชาวนา ชาวบ้านก็อยู่กับนาอย่างมีความสุข”

“ก็เลยกลายเป็นนานิเวศสุนทรีย์ เป็นนาที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศในนาพร้อมๆ กับเรื่องของสุนทรียะ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องวัฒนธรรมข้าวของคนไทย มีการไหว้แม่โพสพ ไหว้ข้าว ปลูกข้าวแบบมือดำ ทำนาแบบใช้เท้าย่ำ มีคนมาช่วยลงแขก มีแม่เพลงมาร้องเพลงนา มีเพื่อนมากินข้าวด้วย เราอาจจะไม่ได้เอาวัฒนธรรมข้าวกลับมาให้ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราหาโอกาสเพื่อให้สิ่งที่เราอยากเห็นมันเกิดขึ้น”

“ความเหมาะสมใหม่” คือคำที่วิจิตรใช้อธิบายแนวความคิดในการจัดการนาด้วยวิธีคิดและกระบวนการทางศิลปะ เพื่อนำสุนทรียะกลับสู่วิถีของการทำนา

“คือในยุคนี้มันไม่เหมาะสมเลยถ้าจะบอกว่ามาร้องเต้นกำรำเคียวกันหมดทั่วประเทศนะ หรือมาเกี่ยวข้าวด้วยมือกันให้หมด ใครจะเกี่ยวไหวละนาเป็น 20 ไร่เอาแรงงานที่ไหน แล้วความเหมาะสมใหม่คืออะไร ก็ค่อยๆ ศึกษาไป ผมคิดว่าความเหมาะสมใหม่ก็คือเราควรจะมีนาจำนวนหนึ่งที่ใช้เทคนิคทางศิลปะเข้าไป นาที่เป็นแหล่งเรียนรู้ หรือแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน หรือขององค์กร เช่น โรงเรียนที่มีพื้นที่เอามาทำนา นักเรียนก็จะได้มีแหล่งเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมของตัวเองได้ด้วย ที่สำคัญคือมันจะต้องประกอบไปด้วยศิลปิน ประชาชน ชาวนา 3 คนนี้คือเงื่อนไขของสังคมที่ผมเรียกว่าความเหมาะสมใหม่”

ในวันที่คนในสังคมเมืองกำลังโหยหาวิถีสีเขียว ออแกนิค สโลว์ไลฟ์ ฯลฯ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้ความเร่งร้อนเหลือทนของชีวิตได้บรรเทาลงบ้าง บทบาทใหม่ของคนรุ่นใหม่ในฐานะ “ชาวนาวันหยุด” น่าจะเข้ามาสอดรับกับภาพสังคมเกษตรแบบใหม่ตามแนวคิดนี้ได้พอดี

“คนที่เข้ามาทำตรงนี้อาจจะไม่ใช่ชาวนาก็ได้ แต่ควรจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความหวังกับนา อยากมีส่วนร่วมในนา อยากช่วยชาวนา คุณไม่ต้องลงมือทำนาด้วยตัวเองมีพี่ชาวนาทำให้ ชาวนาก็มีความสุขเพราะได้เงินสดทุกวัน ที่นาก็ใช้ปลูกข้าวเพื่อขายได้ ปลูกหอม กระเทียมในนาก็ขายได้ เป็นแหล่งเรียนรู้ได้ด้วย คุณก็บริหารโครงการของคุณไป เอาคนมาเที่ยวมากิน มีชาวนาเป็นวิทยากร นาเราอาจจะมีร้านกาแฟก็ได้ไม่เห็นแปลก นาเราอาจจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวก็ได้ มีผลิตภัณฑ์ในนาเป็นแกน ขนมถ้วย ขนมใส่ไส้ ขาวพอง ข้าวตอก ที่มาจากข้าวในนาแปลงนี้ ถ้าทำตามโครงสร้างนี้ได้ ชาวนาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดจากอาชีพชาวนา ไม่ต้องกลัวว่าที่นาจะถูกทิ้งร้างไม่มีคนทำ เพราะจะมีคนรุ่นใหม่ที่อยากส่งเสริมนา อยากช่วยชาวบ้านเข้ามาทำ”

เราสามารถมีชีวิตสองแบบได้ วิถีของเมืองกับวิถีชาวบ้าน ชาวนา แค่ปรับตัวอีกนิดหนึ่ง ใครๆ ก็เป็นชาวนาได้ ทุกวันนี้ผมเช่านา 1 ไร่ ผมมีข้าวกิน มีผักกิน มีกระท่อมอยู่ มีความสุขกับวิถีชีวิตในวัฒนธรรมข้าว อันนี้ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่การเพ้อฝัน มันเป็นความจริงที่ทำได้วิจิตร สรุป

...

บทสรุปของโครงการจะถ่ายทอดเป็นนิทรรศการศิลปะในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยใช้บริเวณบ้านริมนาเป็นสถานที่จัดแสดงกระบวนการทำงานที่เกิดขึ้นตลอด 6 เดือน มีกิจกรรมฉายภาพยนตร์ศิลปะเชิงสารคดี และจัดแสดงผลงานที่ถูกผลิตขึ้นจากสิ่งเหลือใช้ในนา ติดตามความเคลื่อนไหวของศิลปินและโครงการได้ที่ Facebook : คนรักนา