บนแผ่นดินนั้น “อันตราย” แต่น่าไป

บนแผ่นดินนั้น “อันตราย” แต่น่าไป

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ขณะที่เวียดนามกำลังฟื้นตัวจากสงคราม หลายประเทศในแอฟริกาและยุโรปยังแก้ไขปัญหาการปฏิวัติและการแบ่งแยกผิวไม่สำเร็จ

บางประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ก็ถูกแซงชั่นและบอยคอตจากนานาชาติ ในตอนนั้นคงเป็นการยากที่จะเชื่อว่า ประเทศเหล่านั้นจะกลายเป็นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน


เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นแนะนำประเทศที่ซ่อนความน่าสนใจไว้ภายใต้ควันปืนและระเบิด การต่อสู้แย่งชิงอำนาจ เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นกล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศเหล่านี้ยังอันตรายและเสี่ยงเกินไปสำหรับนักเดินทาง แต่ถ้าใครมีโอกาสได้เข้าไปก็จะต้องตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่น้อยคนมีโอกาสจะได้เห็น


ประเทศแรกคือ อิรัก ซึ่งมีข่าวระเบิดพลีชีพและผู้คนล้มตายจากการต่อสู้มากมายไม่เว้นแต่ละวัน อิรักเป็นดินแดนต้องห้ามสำหรับนักเดินทางมากกว่าทศวรรษ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ถูกปล้นและทำลายมากมาย เช่น พิพิธภัณฑ์ต่างๆ แต่ในตอนนี้ อิรักกำลังเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจของเหล่านักเดินทางถึงแม้จะมีปัญหาผู้ก่อการร้ายไอเอสอยู่ก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว สภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลกรายงานว่า มีนักท่องเที่ยวไปเยือนอิรักเกือบ 1 ล้านคน นั่นทำให้สภาฯ คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวไปเยือนอิรัก 2.3 ล้านคน ในปี 2568 หรือในอีก 9 ปีข้างหน้า


จริงอยู่ว่า ในจำนวนเกือบ 1 ล้านคนนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้แสวงบุญ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นนักท่องเที่ยว ขณะนี้ รัฐบาลอิรักกำลังพยายามบูรณะโบราณสถานและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยว ซุ้มประตู Ctesiphon ทางตอนใต้ของแบกแดด เมืองหลวงของประเทศก็เป็นหนึ่งในนั้น


นอกจากนี้ พวกเราหลายคนยังคงจำลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสที่ได้ร่ำเรียนกันว่าเป็นแหล่งเกิดอารยธรรมไทกริสและยูเฟรติสได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่า พื้นที่และสถานที่ในแถบนั้นจะถูกทำลายไปมากในช่วงซัดดัม ฮุสเซน แต่รัฐบาลอิรักในปัจจุบันก็กำลังบูรณะโดยวางแผนให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อัสซัม อัลวัซ นักสิ่งแวดล้อมในโครงการบูรณะครั้งนี้กล่าวว่า “เราต้องฝันให้ไกลและฝันให้ใหญ่ เพื่อจะทำโครงการนี้ให้เป็นจริงได้”


ส่วน อิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางของทวีปเอเชียและเป็นแหล่งอารยธรรมเปอร์เซีย คนอิหร่านไม่ได้มีเชื้อชาติอาหรับถึงแม้จะอยู่ในตะวันออกกลางก็ตาม ปัจจุบัน อิหร่านกลายเป็นประเทศเนื้อหอมด้านการค้า การลงทุนหลังจากสหประชาชาติและประเทศมหาอำนาจสามารถบรรลุความตกลงทางประวัติศาสตร์ด้านนิวเคลียร์และยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว รัฐบาลอิหร่านก็ใช้โอกาสนี้กลับมาโปรโมทการท่องเที่ยวเพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้กลับมาประเทศ


เรื่องนี้ดูไม่น่ายาก ทั้งๆ ที่มีการคว่ำบาตร นักท่องเที่ยวไปเที่ยวที่นี่ประมาณปีละ 5 ล้านคนเลยทีเดียว นอกจากนี้ อิหร่านยังมีสถานที่ที่ยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลกอยู่ถึง 19 แห่ง ทางการต้องการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เป็น 4 เท่าในทศวรรษหน้านี้ ด้วยเพอร์เซโพลิส (Persepolis) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซีย ตั้งอยู่ใกล้ริมแม่นํ้าพุลวาร์ เมืองนี้ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสในช่วงต้นปี 2473 และยูเนสโกคัดเลือกให้เป็นมรดกโลก ในปี 2522


เดวิด แมคกินเนส ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอิหร่านและผู้อำนวยการบริษัททัวร์ Travel the Unknown กล่าวว่า ธุรกิจท่องเที่ยวของเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านโดยจำนวนลูกทัวร์เพิ่มขึ้นถึง 1 พันเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว


“ผมมองว่า การท่องเที่ยวอิหร่านยังมีอนาคตอีกไกล จริงๆ แล้วอิหร่านควรเป็นจุดหมายปลายทางของท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดที่หนึ่งบนโลกใบนี้”


รัฐบาลอิหร่านมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองชีราซ (Shiraz) ซึ่งมีสวนสวย รีสอร์ทสำหรับเล่นสกีและสุเหร่าสีชมพูที่สวยงามและเป็นที่รู้จักกันดี นอกจากนี้ ทางการยังวางแผนสร้างโรงแรมใหม่อีกกว่า 400 แห่ง มีการเปิดมหาวิทยาลัยการท่องเที่ยวรวมทั้งสำนักงานการท่องเที่ยวอิหร่าน 10 แห่งทั่วยุโรปและเอเชีย


ส่วน สาธารณรัฐไครเมีย ซึ่งประชาชนลงมติแยกตัวจากยูเครนเมื่อปี 2557 ก่อนที่จะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย มีแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลดำ ก่อนหน้านี้ไครเมียเป็นประเทศต้องห้ามสำหรับนักท่องเที่ยวเพราะปัญหาการผนวกดินแดน ทั้งๆ ที่ไครเมียมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบและงดงาม เช่น ปราสาทบนยอดหน้าผา สวนองุ่นและฟ้าสดใส เมื่อ 3 ปีที่แล้ว นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ยกย่องให้ไครเมียเป็น 1 ในทริปท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของปี โดยรายงานว่า เทียบชั้นริเวียร่าของฝรั่งเศสเลยทีเดียว แต่ค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาก


เมื่อปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวไปเยือนเกือบ 4 ล้านคน แต่ยังน้อยกว่ายอด 6 ล้านคนก่อนผนวกเข้ากับรัสเซีย รัฐบาลรัสเซียกระตุ้นให้ประชาชนไปเที่ยวไครเมีย โดยเสนอให้เงินอุดหนุนแก่แพ็คเกจทัวร์ไปไครเมียสำหรับพนักงานบริษัทของรัฐ


สาธารณรัฐแองโกลา ในทวีปแอฟริกาก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เคยมีปัญหาการสู้รบ ซึ่งทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่สงครามกลางเมืองของสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2545 แต่ประเทศก็ยังมีปัญหาทุ่นระเบิดที่ถูกฝังอยู่ทั่วไป ว่ากันว่า จำนวนทุ่นระเบิดในแองโกลามากเป็นอันดับ 3 ของโลกเลยทีเดียว


ในขณะที่ทางการแองโกลาพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีอุปสรรคหลายอย่างเช่น นโยบายท่องเที่ยวไม่ทันสมัย สภาพการคมนาคม ถนนหนทางก็ย่ำแย่ คลอดิโอ ซิลวา ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการของทัวร์ลวนด้า กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้ประกอบการจำนวนมากมาเปิดธุรกิจหรือสร้างโรงแรม ร้านอาหารเล็กเพื่อเพิ่มการท่องเที่ยว


ซิลวา กล่าวว่า แองโกลามีชายหาดที่ยาวเหยียดและสวยงาม ป่าร้อนชื้นในตอนเหนือ ทุ่งหญ้าสะวันนาในตอนกลางประเทศ ทะเลทรายที่เก่าแก่ที่สุดของโลกในภาคตะวันตกเฉียงใต้ อาหารที่มีกลิ่นอายของโปรตุเกสและบราซิล ประวัติศาสตร์เก่าแก่และสวยงามและอีกมากมาย