ตปาลิน เจริญสุข บทสนทนาว่าด้วยเชลโล

  ตปาลิน เจริญสุข บทสนทนาว่าด้วยเชลโล

สมัยก่อน ซอยจะชอบแข่งขันมาก อยากเป็นที่หนึ่ง แต่พอเจอ มิสชา บอกว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะคนเก่งเหมือนแมลง เอ๊ะ! หมายความว่าไง



“เชลโล เอกลักษณ์ของเค้าคือเสียงที่นุ่มลึก แล้วข้อสำคัญ เชลโลมีเรนจ์เสียงที่กว้างมาก คือเสียงต่ำสุดไปจนถึงเสียงสูงสุด สามารถสร้างเสียงได้หลายแบบมาก เชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามได้ฟังเพลงเชลโล ต้องชอบ หายากนะคะคนที่ไม่ชอบเสียงเชลโล”


นั่นเป็นคำกล่าวของ ตปาลิน เจริญสุข อาจารย์สาขาวิชาเครื่องสายสากลและดนตรีเชมเบอร์ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่ผ่านมา ตปาลิน ไม่เพียงเป็นที่รู้จัก ในฐานะ ‘ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น’ ของ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข เท่านั้น แต่ด้วยความมุมานะของเยาวชนดนตรีคนหนึ่งของไทย เธอพิสูจน์ให้โลกได้รับรู้ว่า กว่าจะก้าวมาเป็นนักเชลโลแถวหน้าของประเทศในวันนี้ มิได้เป็นเพราะความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน

ตปาลิน เป็นเจ้าของรางวัลชนะเลิศด้านเชลโล ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติหลายเวที เธอยังมีโอกาสได้รับเชิญให้ร่วมแสดงกับวงออร์เคสตราหลายวง อาทิ วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย, วง Orchestra Symphony Philharmonic Sudecka (โปแลนด์) , วง Tubingen Kammerorchestra (เยอรมนี) ฯ

ล่าสุด คือการแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับวง Vienna Radio Symphony Orchestra หรือ RSO Wien 1 ที่เดินทางจากเวียนนา ประเทศออสเตรีย มาเปิดการแสดง ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ครั้งนั้น ตปาลิน หรือที่คนใกล้ชิดเรียกเธอว่า ‘ซอย’ เลือกเพลง Cello Concerto No.1 in a minor Op.33 ประพันธ์โดย กามิลล์ แซงต์-ซองส์ นักประพันธ์ดนตรีชาวฝรั่งเศส เพื่อถ่ายทอดความสุขุมลุ่มลึกของเสียงดนตรีให้เป็นที่ปรากฏ

“ตอนแรก เขาให้เลือกมา 2 เพลงค่ะ คือของไฮเดิน (Haydn ‘s Cello Concerto in C) กับของ แซงต์-ซองส์ แล้วซอยคิดว่าอย่างไฮเดิร์น จะเป็นวงเชมเบอร์มากกว่า ใช้เครื่องเป่านิดเดียว แต่แซงต์-ซองส์ เขาวงใหญ่ เลยเลือก(เพลงของ) แซงต์-ซองส์ ดีกว่า แล้วเพลงนี้ คนน่าจะชอบ เป็นผลงานยุคโรแมนติก”

ด้วยเงื่อนไขของเวลากับผลงานที่จัดว่าเข้าขั้น ‘ยาก’ ตปาลิน จึงตัดสินใจเดินทางไปซ้อมวงออร์เคสตราวงนี้ ถึงกรุงเวียนนาเลยทีเดียว ก่อนจะถึงคิวมาเปิดการแสดงในเมืองไทย

“มันใช้เทคนิคมาก ยากมากค่ะ คือไม่ว่าจะเป็นเพลงคอนแชร์โตบทไหนก็ตาม มันจะมีความยากของมันอยู่ในตัว บางคนอาจจะคิดว่า ของไฮเดิร์นง่าย แซงต์-ซองส์ง่าย แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เลย เล่นให้เพราะเล่นให้ออกมาดี นี่คือยากมาก”

ในฐานะนักแสดงเดี่ยว (soloist) โดยเฉพาะบทเพลงคอนแชร์โตที่มีลักษณะของการประชันของเครื่องดนตรีหนึ่งๆ กับวงออร์เคสตรา การเข้าถึงบทเพลงขั้นเทพเหล่านั้น อาจจะพิจารณาได้จากการที่โซโลอิสต์บรรเลงเพลงจากความจำ แทนที่จะเป็นการอ่านโน้ตขณะบรรเลง เธอพูดถึงเรื่องนี้ว่า

“คิดว่าซอยเป็นคนโชคดีที่จำอะไรง่าย อย่างเพลง เวลาซอยดูโน้ต สัก 2-3 ครั้งก็จะจำได้แล้วค่ะ แล้วยิ่งถ้าฟังด้วย มันก็จะเหมือนเข้าในหัว แต่ถ้าเป็นทิปสำหรับคนอื่นๆ ก็อยากให้เปิดโน้ตแล้วก็ฟังเพลง ดูตามว่ามันมีรายละเอียดอะไรอย่างนี้ ก็จะทำให้จำได้ง่าย”

แต่เจ้าตัวไม่วายถ่อมตัว เมื่อถามถึง repertoire ของเธอเอง ในฐานะนักเชลโลที่ต้องมีกิจกรรมการแสดงอยู่เสมอๆ

“สมมติไปเล่นเพลงอื่น แล้วให้เล่น(เพลงของ)แซงต์-ซองส์ เราก็จะอ๋อคุ้นๆ แต่ว่าพวกรายละเอียด เช่นนิ้ว หรือท่อนบางท่อน ที่ต้องมาดู ต้องทบทวนค่ะ ซอยจะมี repertoire ที่เล่นได้อยู่แล้ว ถ้าต้องการจะเล่นเพลงไหน ก็ต้องหยิบขึ้นมาทบทวนซ้ำ ถึงจะมั่นใจ (อย่างเพลงเชลโล ของ ณรงค์ ปรางค์เจริญ) นั่น โหดสุดเลย แต่ซอยชอบมากๆ มันเป็นกลิ่นอายไทย แล้วมันเป็นโชว์เทคนิคเชลโล่ได้หลายเสียงมาก”

แม้เธอจะชอบบทประพันธ์ชั้นครูสำหรับเชลโลหลายต่อหลายชิ้น แต่เจ้าตัวอดสารภาพไม่ได้ว่า “เล่นทั้งหมดคงไม่ไหว มีเพลงที่ซอยไม่กล้าเล่นอยู่เหมือนกัน อย่าง Dvorak’s (Cello Concerto No.1) จะกลัวมาก เพราะต้องใช้พลังร่างกายที่ค่อนข้างแข็งแรงในการเล่นทั้งหมดให้จบ มีความเป็นผู้ชายอยู่สูง นอกจาก(นักเชลโลหญิง)แจ็คเกอลีน(Jacqueline du Pré) ถึงจะเล่นได้ ดูตัวใหญ่ขนาดนั้น เคยลองเล่น เคยเรียนกับอาจารย์ค่ะ เล่นท่อนหนึ่งจบปุ๊บ โห ! ไม่ไหวแล้ว หมดแรง โอเคถ้าเล่นคอนเสิร์ต เล่นท่อนหนึ่งหรือท่อนสอง ท่อนสาม จะแบ่งอย่างนี้ตลอด คือยังไม่เคยเอามารวมกัน แค่ท่อนหนึ่งก็หมดแรง สองสามก็หมดแรง ไม่รู้ถ้าเอาสามท่อนมารวมกันจะเป็นยังไง”

วันนี้ ผู้คนในบ้านเราคุยกันถึงเรื่อง ‘วิทยาศาสตร์การกีฬา’ ซึ่งไม่แน่นัก ต่อไปในอนาคต เราอาจจะต้องพูดถึง ‘วิทยาศาสตร์การดนตรี’ มากขึ้น เมื่อนักเชลโล อย่าง ตปาลิน ออกปากว่า การเล่นเพลงชั้นครูในบางครั้ง ถึงขั้นต้องฟิตร่างกายให้พร้อม เช่น กรณีที่เธอเล่นคอนเสิร์ตบทประพันธ์เชลโลคอนแชร์โตของ Elgar เป็นต้น คราวนั้น ต้องออกกำลังกายนานถึง 4 เดือน

แม้จะเล่นเครื่องดนตรีตะวันตก แต่ ตปาลิน เป็นนักเชลโลไทย ที่เผยให้โลกได้สัมผัสรับรู้บทเพลงอันไพเราะงดงามที่มีดีเอ็นเอแบบไทยๆ ดังกรณีของการบรรเลงเพลง ‘นกขมิ้น’ เป็นเพลงอังกอร์ในคอนเสิร์ตของเธอ บ่งบอกถึงโลกของดนตรีที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้พรมแดนขวางกั้น แต่เบื้องลึกกว่านั้น ยังมีปัจจัยของการปรับกลวิธีการบรรเลงให้พอเหมาะพอควรด้วยเช่นกัน

“คือชอบอยู่แล้วค่ะ เพลงไทยลูกกรุง ซอยชอบมาก ทั้งไทยลูกกรุง ไทยลูกทุ่ง ไทยเดิม จริงๆ ส่วนตัว ซอยชอบฟังเพลงพวกนี้ อย่างแต่ละคำของนักร้อง เขาจะเอื้อน มันจะไม่เหมือนเพลงฝรั่งที่เขาจะตรงๆ ให้เมโลดี้สวย แต่ว่าอันนี้ คือคำเขาต้องสวยงาม พอมาเป็นเชลโล่ปุ๊บ ไอ้โน้ตแต่ละตัว มันต้องประดิษฐ์เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง เทคนิคอย่างนี้ ซอยฟังจากเพื่อนที่เป็นนักร้อง เพื่อนที่เขาร้องเพลงไทยลูกกรุง ก็ไปเล่นให้เขาฟัง เขาบอก เอ๊ย! จริงๆ คำนี้มันต้องเอื้อนอย่างนี้นะ แล้วก็พยายามเอามาปรับเป็นเชลโล มันก็จะได้เป็นอีกเสียงนึง”

ท่ามกลางเหล่านักเชลโลฝีมือดีมากมายที่รายล้อม ไม่ว่าจะเป็นระดับ AEC หรือระดับนานาชาติ ตปาลิน มองความเคลื่อนไหวเหล่านี้ เป็นโอกาสในการเรียนรู้ มากกว่าการแข่งขัน เพราะนั่นทำให้มีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

“การได้เห็นนักเชลโลหลายๆ คน เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราเกิดไอเดียตลอดเวลา ยิ่งเห็นคนที่เก่งกว่าเราด้วย มันไม่ใช่เห็นแล้วเราเปรียบเทียบ แต่ว่าเห็นแล้วเราแรงบันดาลใจว่า เอ๊ะ! เขาเล่นอย่างนั้นได้เพราะอะไร เขาทำอะไรนะ มันเป็นอาการอยากรู้อยากเห็นมากกว่า เพราะอย่างในเมืองไทย ก็มีเชลโลแค่กลุ่มนึง แต่ถ้าเขาเปิดเป็น AEC เราก็จะเห็นคนสิงคโปร์ที่เก่งๆ เวียดนามที่เก่งๆ เยอะมากเลย”

ระหว่างการสนทนา เราคุยกันถึงนักเชลโลคนสำคัญหลายคน อย่างคราวที่นักเชลโล โย-โยหม่า (Yo-Yo Ma) มาเปิดคอนเสิร์ตครั้งแรกที่เมืองไทย เจ้าตัวบอกว่า ตอนนั้นเธอยังเด็กเกินไป อาจจะยังไม่ได้เล่นเชลโลเลยด้วยซ้ำ ! แต่ในเวลาเดียวกัน นักเชลโลสาว ยอมรับว่าการได้สัมผัสกับตัวตนของศิลปินระดับเวิลด์คลาส อย่าง มิสชา มายสกี (Mischa Maisky) มีส่วนเปลี่ยนทัศนคติในการมองโลกของเธอไม่น้อย

“มิสชา โห! ถือว่าเปลี่ยนความคิดเหมือนกันค่ะ สมัยก่อน ซอยจะชอบแข่งขันมาก อยากเป็นที่หนึ่ง แต่พอเจอ มิสชา บอกว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะคนเก่งเหมือนแมลง เอ๊ะ! หมายความว่าไง เขาบอกว่า คนเก่งมีเยอะมาก เยอะจนไม่รู้จะนับยังไง เรา enjoy music ดีกว่า หลังจากนั้น เราก็เออ จริงๆ เนอะ ถ้าเราไปแข่ง เราเครียดกับตัวเอง เราสร้างความกดดัน เราไม่ได้ทำดนตรีให้เป็นศิลปะที่สวยงาม มันเลยเปลี่ยนความคิด หลังจากนั้นเลยแฮปปี้”

พร้อมขยายความต่อว่า “ด้านหนึ่ง ซอยยังมีนิสัยเสียส่วนตัว ที่จะต้องกดดันตัวเอง อยากทำให้ดี จนคนอื่นจะต้องมาปรามว่า เอ๊ย! สบายๆ เราก็เออจริงด้วย ต้องมีคนคอยช่วยเตือนสติค่ะ เพราะว่าบางทีเรา tension เกินไป”

ในฐานะลูกสาว รศ.สุกรี เราอดถามไม่ได้ว่า แล้วเธอรู้สึกมีภาระอันหนักหน่วงที่ต้องแบกไว้บ้างไหม

“คือจริงๆ เป็นลูกของอาจารย์สุกรี ถือว่าซอยมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นเยอะ เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนตั้งแต่แรกเลย สร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมให้เราอยู่ในดนตรี ให้เจอครูเก่งๆ คือคุณพ่อคุณแม่จะหาครูที่เก่งให้เราตลอด เราอยากได้อะไรเกี่ยวกับดนตรีให้เต็มที่ เพราะฉะนั้นซอยขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากกว่าที่จะคิดว่า ขาทำให้เราต้องมาแบกภาระ เราคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของเรานะ ที่เราจะต้องทำสิ่งที่ดี เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่เขาปลูกให้เราดีแล้ว เราต้องพยายามรักษาให้ดีมากกว่า”

“เรื่องนี้มันค่อยๆ เรียนรู้ เพราะว่าถ้าเราไปคิดว่า เราเป็นลูกอาจารย์สุกรี เราต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ซอยว่ามันไม่ใช่ เพราะเราไม่ใช่คุณพ่อ แล้วคุณพ่อก็ไม่ใช่เรา เราคือคนละคนกัน คิดว่าเราได้รับสิ่งดีๆ จากคุณพ่อคุณแม่ เราก็สานต่อดีกว่า”

แต่ชีวิตเราก็ต้องพิสูจน์อะไรบางอย่างด้วยหรือไม่ ?

“ตอนเด็กๆ คิดอย่างนั้นค่ะ แต่พอโตไปแล้วจริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร เพราะว่าซอยไม่ใช่เป็นโคลนนิ่งของคุณพ่อ ซอยคือซอย ซอยเป็นนักเชลโล ซอยไม่ได้เป่าแซ็กโซโฟน ซอยไม่ได้สร้างอะไรอลังการขนาดนี้ ซอยไม่สามารถไปเทียบกับคุณพ่อได้อยู่แล้ว ซอยแค่ทำหน้าที่ของซอยให้ดี อย่างที่คุณพ่อสอนว่า คือคนเรามีหน้าที่ เราก็ทำหน้าที่ของเรา เราไม่ต้องไปเทียบเขาเทียบเรา"

นักดนตรีที่ยิ่งใหญ่หลายๆ คน มักมีความตื่นเต้นทุกครั้งที่ขึ้นเวทีแสดง ซึ่งแต่ละคนจะมีวิธีการจัดการแตกต่างกันไป สำหรับ ตปาลิน เจริญสุข เธอหัวเราะขึ้นมาทันที เมื่อคุยกันถึงเรื่องนี้ ก่อนจะตอบว่า


“ไม่รู้ว่าจัดการได้หรือยัง (หัวเราะ) เพราะมันก็ตื่นเต้นทุกครั้ง แต่พยายามทำให้ดีที่สุด แค่แบบพอขึ้นเวทีแล้ว คือซอยเป็นคนที่ขี้กลัว จริงๆ เป็นคนที่ขี้ตื่นเต้นมาก แล้วพอตื่นเต้นแล้วมือก็จะสั่น สมัยก่อน มือจะสั่นแบบเห็นได้ชัด ตอนนี้ก็สบายๆ เราโฟกัสกับเพลง แล้วก็เล่นให้สบายที่สุด คือพยายามคิดแค่นี้ค่ะ เพราะสมัยก่อน ตอนเด็กๆ พอเราคิดว่าท่อนนี้ผิดชัวร์ มันกำลังมาแล้วมันกำลังมาแล้ว แล้วมันก็จะผิด”

“ตอนนี้ก็พยายามเปลี่ยนว่า เออ ! ไอ้ตรงที่ท่อนยากๆ เนี่ย เราอย่าไปคิด เพราะเราจะผิด คิดว่าเราจะเล่นได้ มันก็จะเป็นทริกเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเราทั้งหมด ทำให้คอนเสิร์ตต่อไป เราดีขึ้นเรื่อยๆ”