จากสุไหงอูเปในอดีต...สู่ Global Geopark

จากสุไหงอูเปในอดีต...สู่ Global Geopark

สุไหงอูเป คือชื่อชุมชนที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาควบคู่กับเมืองมาบัง หรือสะโตย(ตัวเมืองสตูลในปัจจุบัน)

สุไหงอูเป เป็นท่าเรือ และชุมชนค้าขายพริกไทยที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ ทั้งการปลูกพริกไทย และรวบรวมพริกไทยส่งลงเรือสินค้าที่เข้ามาตามคลองกาบหมาก แล้วส่งล่องไปมลายูไปยุโรปต่อ


เมืองสุไหงอูเปขณะนั้นจึงคลาคล่ำไปด้วยพ่อค้าชาวจีน คนจีนที่อพยพมาปลูกพริกไทย นั่นคือภาพความรุ่งเรืองของเมืองเก่าครั้งรัชกาลที่ 4-5 สุไหงอูเปในอดีต ก็คือ ชุมชนย่านตลาด อ.ทุ่งหว้า จ.สตูลในปัจจุบันนั่นเอง


แต่ทุ่งหว้าก่อนหน้านี้เป็นแค่เมืองผ่าน อำเภอผ่านทางที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่เคยเป็นชุมชน เป็นท่าเรือที่ค้าขายทางเรือในอดีตจริงหรือ หากไม่เห็นเค้าลางของอาคารตึกแถว ร้านรวงที่ยังหลงเหลือในแบบชิโนโปรตุกิสบางส่วน ที่ยังพอยืนยันได้ว่า ในอดีตที่นี่คงเป็นเมืองค้าขายจริงๆ หาใช่ชุมชนเกษตรกรรมไม่ แต่สุไหงอูเปในอดีต หรือทุ่งหว้าในปัจจุบัน ก็ยังคงเงียบหายไปจากการรับรู้ของคนเดินทางหรือนักท่องเที่ยว จนกระทั่ง...


ผมเคยเขียนถึงความมหัศจรรย์ของพื้นที่ทุ่งหว้า ว่ามันเป็นพื้นที่ที่หาดูฟอสซิลทะเลง่ายมาก แค่หินที่เห็นอยู่ข้างทาง ลองเอามาเคาะกะเทาะดูจะเห็นฟอสซิลสัตว์ทะเลไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งแน่นอน ผมถึงประทับใจที่นักธรณีจากกรมทรัพยากรธรณีพาผมไปหาฟอสซิลกับมือคราวนั้นจนผมเอามาเขียนเรื่อง ฟอสซิลแลนด์แดนสตูลไปเมื่อ 3 ปีก่อน ประกอบกับมีการค้นพบกรามช้างในถ้ำลอดภูเขาในทุ่งหว้า พอส่งไปพิสูจน์ กลายเป็นตื่นเต้นเป็นทวีคูณเพราะมันเป็นกรามของช้างโบราณอายุนับล้านปีที่ชื่อช้างสเตโกดอน


ทีนี้แหละ นายก อบต.ทุ่งหว้า ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ คนหนุ่ม ไฟแรงของพื้นที่ จึงหยิบเรื่องนี้มาโปรโมทอำเภอทุ่งหว้า ลำพังแค่กระดูกช้างโบราณชิ้นเดียวมันเรียกความคึกคักกลับมาไม่ได้ นายกโอเล(ชื่อเล่นของคุณณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ) ก็โยงสถานที่ต่างๆ จนทุ่งหว้าเริ่มเป็นที่รู้จัก ยิ่งมาในยุคสมัยนี้ที่ได้ท่านผู้ว่าฯสตูล ภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย และนายอำเภอทุ่งหว้า วิทยศักดิ์ จำเริญนุสิต ให้การสนับสนุน ยิ่งเหมือนพยัคฆ์ติดปีก


ประกอบกับเป็นช่วงจังหวะที่กรมทรัพยากรธรณี โดยท่านอธิบดีทศพร นุชอนงค์ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นรองอธิบดี กำลังจะหาพื้นที่ทำเป็นอุทยานธรณี หรือ Geopark จัดตั้งทั่วประเทศ โดยการหาพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางธรณี วิถีชีวิต ชุมชน ก็มาได้ที่สตูลนี่ที่หนึ่ง เรื่องความโดดเด่นทางธรณีนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่ความโดดเด่นของคนที่วิ่งเต้นนี่สิที่ผมต้องยกย่อง เพราะนายกโอเลทำทุกอย่าง วิ่งหาความร่วมมือจากจังหวัด จาก ททท.ในพื้นที่ อบจ. ของบประมาณจากส่วนกลาง นายก อบต.เล็กๆ เคยเข้ามาชี้แจงงบประมาณจากกรรมาธิการงบประมาณของสภามาแล้ว โชคดีที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีการศึกษา รู้จักช่องทางและประสานขอความร่วมมือ


พอกรมทรัพยากรธรณีประกาศพื้นที่ อ.ทุ่งหว้าและพื้นที่ใกล้เคียง แต่ต่างอำเภอบางส่วนให้เป็นอุทยานธรณี จากสุไหงอูเปในอดีต ตอนนี้กำลังจะก้าวสู่การเป็นอุทยานธรณีโลก หรือ Global Geopark ซึ่งในประเทศใหญ่ๆ อย่าง อเมริกา หรือจีน มีพื้นที่อุทยานธรณีโลกหลายแห่ง และเป็นแหล่งทำเงินทำทองจากการท่องเที่ยวได้มากทีเดียว สตูลกำลังจะเดินตาม


สำหรับอุทยานธรณีที่ทุ่งหว้า อย่างที่บอกว่ามีแค่กระดูกช้างและพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว ไม่อาจดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ โชคดีเหลือเกินที่ในพื้นที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้หลายอย่าง ทั้งการล่องแก่งลอดถ้ำเล ถ้ำที่เจอกรามช้างสเตโกดอน จนมาตั้งชื่อว่าถ้ำเลสเตโกดอน ถ้ำนี้เป็นเหมือนอุโมงค์ใต้ภูเขาที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ ระยะทางยาว 4 กม.ถือเป็นถ้ำน้ำใต้ภูเขาที่ยาวมาก ลอดถ้ำโดยการนั่งเรือแคนู ชมทิวทัศน์ ความสวยงามใต้ถ้ำน้ำแห่งนี้มาเรื่อยๆ จนมาโผล่ที่ปากถ้ำ จะมีเรือเร็วมาลากไปตามคลองน้ำกร่อย ซึ่งเป็นคลองที่เรือสินค้าเคยเข้ามาค้าขายในอดีตนั่นเอง มาจนถึงจุดชมวิวท่าอ้อย


เส้นทางต่อจากนี้เขาจะทำให้มันเชื่อมต่อกับการล่องถ้ำเล ที่พอออกมาจากถ้ำก็นั่งเรือมาขึ้นที่ท่าอ้อย ซึ่งเป็นทั้งสวนสาธารณะ จุดชมวิว เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ที่นี่มีร้านอาหารบริการ มีบ้านพักเป็นเรือนแพในกระชังปลาให้บริการ และที่สำคัญมีโปรแกรมนั่งเรือออกไปชมสันหลังมังกรเผือก เขตรอยต่อของตรัง-สตูลพอดี โดยใช้เรือหัวโทง มีหลังคา แล่นออกไปตามคลองที่สวยงามด้วยป่าโกงกาง


คลองสายนี้จะพบเห็นโลมาเข้ามาอยู่บ่อยๆ ชมฝูงนาก มีการให้อาหารเหยี่ยว เรียกว่าโชว์เหยี่ยว คือเหยี่ยวแดงนี่เอง มันก็หากินจับปลาอยู่ตามป่าชายเลยนี่แหละ พอเอาไส้ไก่ไปลอยน้ำ เหยี่ยวมันตาไว เดี๋ยวก็โฉบมา พอบ่อยๆ เข้าก็เลยมีเหยี่ยวมาชุมนุมโดยไม่ได้นัดหมาย เหยี่ยวมันเยอะจริงๆ เยอะจนถ่ายรูปไม่ทัน


ตามเส้นทางล่องคลองยังมี หอ 4 หลัง ซึ่งจริงๆ มันก็คือสันดอนทรายกว้างตรงปากคลองที่จะโผล่เมื่อน้ำลง มีต้นไม้ขึ้นอยู่หย่อมหนึ่ง เวลาที่น้ำลงมันจึงเป็นหาดทรายกลายๆ ที่สำคัญมีนกทะเลมาชุมนุม ปูก้ามดาบนับหมื่นตัว ออกมารำก้ามสีสวยอวดตัวเมีย เมื่อมันมีกันมากๆ ก็จะดูละลานตา ทั้งยังมีปูมดแดง หรือปูทหาร ที่ขาเป็นสีแดงๆ อยู่บนหาดเป็นล้านตัวกระมัง ช่วงเวลาที่น้ำลงถือเป็นช่วงเวลาหากินของสัตว์เหล่านี้ และปลายทางคือ สันหลังมังกรเผือกที่ผมว่า


นี่ก็ครบโปรแกรมกิจกรรมในสตูลจีโอปาร์ค ล่องแก่งลอดถ้ำเลในตอนเช้า แล้วออกมาท่องทะเลไปดูสันหลังมังกร ให้อาหารเหยี่ยว ดูโลมาในตอนบ่าย ครบวันพอดี ใครไปมาลอดถ้ำเลแต่ยังไม่ครบโปรแกรม ควรไปอีกรอบ จะได้ครบเครื่อง


ของดีในพื้นที่นี้ที่ต้องยกนิ้วให้อีกหนึ่งอย่างคือ ถ้ำภูผาเพชร ที่ผมว่าเป็นถ้ำที่สวยแห่งหนึ่งในภาคใต้ มีการจัดการที่ดี และมีอะไรมหัศจรรย์มากมาย อย่างบ่อน้ำอายุนับล้านปีที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว ใหญ่โต และสวยงาม


เขาทะนาน เป็นภูเขาหินปูนโดดเด่นอยู่ชายน้ำ มีบึงน้ำล้อมเกือบรอบ ปลูกดอกทานตะวันกลายเป็นสถานที่ที่สวยงาม ไหนจะถ้ำเขาอุไรทอง หรือน้ำตกโตนปลิว ดูวิถีชีวิตชุมชนซาไก ฯลฯ เหล่านี้คือสิ่งละอันพันละน้อยที่เสริมๆ กันมา ทำให้การมาเยือนทุ่งหว้ามีอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่


สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุ่งหว้า กลายเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่ควรมาแวะใช้เวลา ทั้งการเป็นนักธรณีสำรวจซากฟอสซิล การลอดถ้ำเลที่ยาวที่สุด การล่องคลองออกไปชมสันหลังมังกร หรือการเที่ยวชมถ้ำ เล่นน้ำตก ชมภูเขาในพื้นที่อุทยานธรณีสตูลมีหลากหลายกิจกรรม มีหลากหลายการเรียนรู้ นี่ถึงจะคงความคึกคักจากสุไหงอูเปในอดีตคืนมาสู่ทุ่งหว้าในปัจจุบันได้ และทุกกิจกรรม ผมไปลองมาหมดแล้ว ถึงได้กล้าบอกท่านผู้อ่านว่า...สนุก สวยงาม ไม่น่าเบื่อ


อย่าเชื่อผมทุกอย่าง แต่อยากให้ไปพิสูจน์ โดยโทรไปสอบถามที่ อบต.ทุ่งหว้า 0 7478 9-317 หรือ 09 2879 3997 กรมทรัพยากรธรณีก็ภูมิใจที่ได้มาจัดตั้งให้ แล้วคนในพื้นที่อย่างนายกโอเลต่อยอดจนมาได้ถึงขนาดนี้ กรมทรัพยากรธรณีเขาจึงสนับสนุนเต็มที่ ขนไดโนเสาร์จากลำปาง จากกาฬสินธุ์มาให้คนสตูลได้ดูถึงที่ ในงานสตูลฟอสซิลเฟสติวัลที่จัดไปเมื่อกลางเดือนกุมพาพันธ์ที่ผ่านไป


มาเห็นก็ชื่นใจ ถ้าเราทำให้คนรู้จักจากสถานที่ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว จะมีความภาคภูมิใจอะไร แต่กับทุ่งหว้า...จากเมืองผ่านทางมาเป็นอุทยานธรณีโลก แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าของแท้ มาพิสูจน์กับตาท่านเองครับ