สตรี STRONG ณ สองแคว

สตรี STRONG ณ สองแคว

ผู้หญิงยุคใหม่ เที่ยวคนเดียวได้ ไม่ง้อผู้ชาย แต่ถ้าใคร(ผู้ชาย)อยากตามไปด้วยก็ได้ ไม่ว่ากัน

มีคนถามบ่อยๆ ว่า เวลาเดินทางไม่กลัวบ้างเหรอ เมืองที่ไปปลอดภัยมั้ย แล้วถ้าเป็นผู้หญิงไปเที่ยวกันเองจะสะดวกสบายหรือเปล่า ฯลฯ


สารพัดคำถามที่แม้จะตอบไปหลายๆ ครั้งแล้ว แต่ก็ยังยินดีให้คำแนะนำได้อยู่เสมอ เพราะเราสนับสนุนให้ทุกคนออกเดินทางเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต (ยังกับเรียนวิชา สปช. ว่าแต่เดี๋ยวนี้ยังมีวิชานี้อยู่มั้ย)


คำตอบง่ายๆ ของเราก็คือ ก่อนการเดินทางทุกครั้งควรทำการบ้านให้ดี หาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนั้นๆ ให้ละเอียด ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว เส้นทาง ที่พัก ร้านอาหาร หรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ไปแล้วจะไม่พลาดอะไรดีๆ หรือมีอุปสรรคปัญหาอะไร


แต่ในยุคที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำงานหนักมาก คิดโครงการใหม่ๆ มาอำนวยความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยวเสมอๆ ก็มีโครงการหนึ่งชื่อว่า Lady Journey ที่จะช่วยให้ทุกการเดินทางของผู้หญิงเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้มั่นใจควรขอข้อมูลจาก ททท. สำนักงานที่ดูแลจังหวัดที่เราจะไปก่อน จะดีที่สุด


เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่เรามีโอกาสเดินทางไปเยือนถิ่นแดนประวัติศาสตร์อย่าง “เมืองสรลวงสองแคว” หรือ พิษณุโลก คำแนะนำการเดินทางดีๆ ก็มาจากคู่มือ Lady Journey Lady Check In ที่จัดทำโดย ททท.สำนักงานพิษณุโลก นั่นเอง


จริงๆ คู่มือเล่มนี้มีตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยวให้หลายแบบมาก ส่วนข้อมูล แผนที่ และเบอร์โทรศัพท์ของแหล่งกิน เที่ยว พัก ก็บอกไว้อย่างละเอียด แต่เราเลือกเฉพาะบางแห่งที่เหมาะสมกับเวลาและจังหวะในการเดินทาง เมื่อเราพร้อม เพื่อนสาวพร้อม ก็ออกเดินทางกันได้เลย


..................


จะบอกว่า ยุคนี้เป็นยุคของผู้หญิงจริงๆ ไม่ว่าธุรกิจอะไรก็จับตลาดผู้หญิงได้หมด ท่องเที่ยวก็เช่นกัน (เอ๊ะ...หรือความรักก็เช่นกันนะ-ฮา)


เมื่อการตลาดจับกลุ่มลูกค้าผู้หญิง มองไปทางไหนจึงเห็นแต่ป้าย “Lady” ตั้งแต่ Lady Parking, Lady Bogie, Lady Seat, Lady Taxi ฯลฯ ทั้งหลายสงวนไว้เฉพาะคุณสุภาพสตรีเท่านั้น แต่ Lady Journey เป็นคำแนะนำดีๆ ที่ผู้หญิงเที่ยวได้ ผู้ชายจะตามไปก็ไม่ว่ากัน


เอาล่ะ เริ่มต้นกันอย่างจริงจังสักที


พิษณุโลก เป็นเมืองที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เพียงแค่ 377 กิโลเมตร (มากน้อยไม่น่าจะเกิน 10 กิโลเมตร) ใครจะเลือกไปเร็วๆ โดยใช้บริการเครื่องบินก็ได้ แต่ถ้าไปทางรถยนต์ก็ใช้เวลาเพียงแค่ 5 ชั่วโมง แนะนำว่าควรออกเดินทางแต่เช้าเพื่อให้ไปถึงในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ยังทำงาน เพื่อความปลอดภัย ไปไหนก็สะดวก ผู้คนพลุกพล่าน ถ้าไปถึงค่ำมืดดึกดื่นจะอันตรายเกินไปสำหรับการเดินทางของผู้หญิง ไม่เฉพาะพิษณุโลกนะ แต่หมายถึงทุกๆ ที่นั่นแหละ


เอ่ยชื่อพิษณุโลกหลายคนนึกถึง “พระพุทธชินราช” พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวสองแคว และเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย แน่นอนว่า มาถึงแล้วจะไม่แวะไปนมัสการ “หลวงพ่อ” ที่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ ก็คงจะเรียกว่ามาไม่ถึง สาวๆ อย่างเราจึงขอแวะไปกราบหลวงพ่อเพื่อขอพรกันเล็กน้อยก่อนจะเดินทางต่อไป


แต่...ถ้าใครไม่เคยมาพิษณุโลกเลยจริงๆ แนะนำให้นั่งรถรางชมเมืองพิษณุโลกมีบริการรถรางที่หน้าวัดใหญ่ สนนราคาน่ารักผู้ใหญ่ 40 บาท ส่วนเด็ก 20 บาทเท่านั้น เมื่อจ่ายสตางค์แล้วก็ขึ้นรถรางพร้อมเดินทางได้ รถรางจะเคลื่อนไปยังสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ รอบเมืองโดยใช้เวลาเพียง 40-50 นาที แค่นี้ก็จะทำให้ทุกคนรู้จักเมืองสองแควได้อย่างดี


นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถรางท่องเที่ยวเมืองพิษณุโลกได้ทุกจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 08.00-17.00 น. รับรองว่า ไม่ผิดหวัง


..............


แต่...ในฐานะที่มาเยือนเมืองสองแควหลายครั้งมากๆ เราขอข้ามกิจกรรมรถรางเพื่อไปชม ศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน คนละฝั่งกับวัดใหญ่เลยดีกว่า ที่นี่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระราชวังจันทน์ ซึ่งเป็นสถานที่พระราชสมภพและที่ประทับของพระองค์


ภายในอาคารชั้นเดียวที่ออกแบบให้เป็นรูปทรงไทยประยุกต์ มีห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรที่เล่าเรื่องราวตลอดเวลากว่า 900 ปีของเมืองพิษณุโลกไว้อย่างละเอียด รวมถึงที่มาที่ไปของชื่อเมืองที่หลากหลาย ทั้ง สรลวงสองแคว, เมืองชัยนาท, เมืองสองแคว, เมืองอกแตก, พิษณุโลก


หรือชื่อมหาราชอย่างสมเด็จพระนเรศวร ที่แม้เราจะคุ้นๆ กับชื่อ “พระนเรศ” กันเป็นอย่างดี หรืออย่างมากก็มี “พระองค์ดำ” เพิ่มมาอีกหนึ่ง แต่รู้หรือไม่ว่าพระองค์มีชื่อที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานโบราณต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พระนารายณ์บพิตรเป็นเจ้า, พระนเรศวรราชาธิราช, พระนริสสราช, พระนริศ, พระนเรสส, สมเด็จบรมบาทบงกชลักษณ์อัครบุริโสดมบรมหน่อนราเจ้าฟ้านเรศเชษฐาบดี และพระราชาไฟ


เรารับความรู้จากที่นี่กันยาวราว 1 ชั่วโมงเต็ม ก่อนจะออกไปกราบอนุสาวรีย์ของพระองค์ท่านที่ศาลสมเด็จฯ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน แต่เดิมนั้น พื้นที่นี้เคยเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม หรือโรงเรียนชายประจำจังหวัดมาก่อน


ในอดีตเด็กนักเรียนมีความผูกพันกับสมเด็จพระนเรศวรมาก ถึงขั้นประกาศตัวเป็น “ลูกนเรศ” กันทุกคน และทุกๆ ครั้งที่จะทำอะไรก็มักจะมาขอพร หรือเรียกง่ายๆ ว่ามาบนบานขอให้ท่านช่วย เมื่อสมปรารถนาก็มาถวายสิ่งที่ประกาศบอกท่านไว้ ส่วนใหญ่เด็กๆ ไม่มีรายได้ที่จะซื้อของมาถวายก็จะถวายท่านด้วยการวิ่ง จำนวนกี่รอบก็แล้วแต่ แต่ส่วนมาก 99 รอบ เป็นการเหนื่อยหอบที่แสนสุขใจของเด็กๆ ในยุคนั้น


แม้วันนี้ศาลสมเด็จฯ จะอยู่ที่เดิม แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคืออาคารรายรอบ ทำให้การวิ่งอาจทำไม่ได้เหมือนเดิม ทว่า นักท่องเที่ยวสามารถกราบสักการะพระองค์ท่านได้เหมือนเดิม


.............


แดดร้อนเต็มที เราขยับจากจุดนี้ออกนอกเมืองไปเล็กน้อยเพื่อพักผ่อนร่างกายตามสไตล์การท่องเที่ยวแบบชิลๆ จุดหมายต่อไปอยู่ที่ร้านกาแฟสุดชิคของเมืองพิษณุโลก นั่นคือ มันดี กล่อง กลางทุ่ง


เห็นร้านเก๋ น่ารัก ก็อย่าเพิ่งประกาศบอก Location ใครไปในโลกโซเชียลล่ะ เดี๋ยวผู้ไม่หวังดีจะรู้ทัน ถ้าอยากลงโซเชียลแนะนำให้ออกจากร้านไปก่อน ค่อยเช็คอิน


มันดี กล่อง กลางทุ่ง เป็นร้านกาแฟแนวใหม่ที่นำเอาตู้คอนเทนเนอร์มาประยุกต์ใช้เป็นโครงสร้างของร้าน แล้วตั้งโดดเด่นอยู่ริมทางหลวง ด้านหน้าเป็นท้องทุ่งนาเขียวขจี แต่ขอโทษ...เดือนนี้ไม่มีข้าวเขียวแล้ว เพราะเพิ่งเกี่ยวไป จะมีก็แต่ต้นหญ้าเขียวๆ ให้ชื่นใจแทน


เสน่ห์ของร้านนี้นอกจากจะมีเครื่องดื่มที่ชงด้วยวิธีการ “ดริป” แล้ว เมนูอาหารทุกเมนูยังใช้พืชผักออร์แกนิกล้วนๆ ทั้งข้าวที่ปลูกเอง ผักที่ปลูกเอง และแน่นอน ร้านมันดี กล่อง กลางทุ่ง ปฏิเสธพืช GMO ทุกชนิด


เราสั่งอเมริกาโน่เย็นๆ มาช่วยคลายร้อน มองไปเห็นน้องๆ ย่องลงไปในผืนนาที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียว ดูพวกเธอจะเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปมากๆ แต่ก็น่ารักดี เพราะบรรยากาศรอบข้างช่างดูสดใสสบายตาจริงๆ


ขยับจากนอกเมืองกลับเข้าไปในเมืองอีกที คราวนี้แวะที่ AVA Café พิสูจน์ความเป็นสาว strong กันสักหน่อยดีกว่า แต่ที่บอกว่า strong นั้นคงไม่ใช่แค่เรื่องของพลังกาย แต่เป็นพลังกระเพาะอาหารต่างหาก ก็คู่มือ Lady Journey Lady Check In ที่ได้รับมานั้นแนะนำแต่ร้านน่ารักๆ ชวนนั่งทั้งนั้น มาถึงเมืองสองแควทั้งที เราจึงไม่อยากพลาดสักร้านที่แนะนำ


ทีเด็ดของร้านนี้นอกจากกาแฟรสดี ยังมีขนมอร่อยๆ ให้ชวนอิ่มสบายท้อง แต่ถ้าใครหิวหนักจะลองสั่งเมนูอาหารจานหลักมาชิมด้วยก็ไม่ว่ากัน


ก่อนจะเย็นย่ำเกินไป เราออกเดินทางต่อไปยังอำเภอวังทอง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองราวๆ ครึ่งชั่วโมง รถพาเราเลาะขึ้นเขาขนาดย่อมๆ มาจนถึง มาเดอ เออ ภูธารา รีสอร์ท ที่พักแนว loft ขนาดน่ารักที่ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 12 หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Route 12 ถนนสีเขียวที่แสนโรแมนติก และขนาบด้วยแม่น้ำเข็กที่ไหลเอื่อยเย็นสบาย คืนนี้เราต้องพักกายพักใจไว้ที่นี่ ก่อนจะลุกมาทดสอบพละกำลังทั้งหมดที่มีอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น


..............


ไม่น่าเชื่อว่าช่วงเดือนมีนาคมแบบนี้จะมีไอเย็นเบาๆ มากระแซะผิวเราให้พอสะดุ้งได้ อาจเพราะเรายืนอยู่ในร่มไม้ธรรมชาติและมีแม่น้ำเข็กที่เป็นคล้ายเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ เลยทำให้เช้าวันนี้เย็นกว่าที่คาดเยอะ


ไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไป เราออกเดินทางไปตามเส้นทางเล็กๆ ลัดเลาะภูเขาน้อยใหญ่จนมาถึง บ้านสวนชมวิวภูรักไทย โฮมสเตย์เก๋ไก๋ที่ตั้งอยู่ในตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง และยังเป็นหนึ่งแหล่งผจญภัยเบาๆ ที่เหมาะกับสาวๆ ที่สุด


เมื่อเดินทางมาถึง พี่หญิง เจ้าของโฮมสเตย์คนงามออกมาต้อนรับพวกเราด้วยดอกอรุณเบิกฟ้า หรือจันทร์กระจ่างฟ้า สีชมพูอมม่วงสดใส เธอพาชมบรรยากาศรอบๆ โฮมสเตย์ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า บ้านรักไทย อำเภอเนินมะปราง ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงที่สามารถชมวิวได้เกือบรอบ 360 องศา


ถิ่นแดนนี้มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ คือเคยเป็นพื้นที่สีแดงและเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ผกค.) แต่ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่สำคัญ คือมีทั้งน้ำตก ถ้ำ และสวนผลไม้ ซึ่งถ้าจะชมทุกสิ่งอย่างให้ครบควรเช็คอินที่นี่สัก 1-2 คืน (อัตราค่าที่พักคืนละ 200 บาท) แล้วนั่งรถสามล้อบริการพาชมวิว ชมสวน ชมธรรมชาติ และชมหมู่บ้านประวัติศาสตร์ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ก็จะสัมผัสหมู่บ้านรักไทยได้ทุกแง่มุม


แต่ถ้าใครเวลาน้อย(เหมือนเราในเวลานี้) แนะนำให้ทำกิจกรรมอยู่ที่โฮมสเตย์แห่งนี้อย่างเดียวจะดีกว่า พี่หญิงพาเราเดินไปจนถึงริมเขา แล้วชี้ชวนให้เราดูต้นไม้ต้นใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่ด้านหน้า เธอบอกว่าไม้ต้นนี้ชื่อ “มะคอแลน” หรือลิ้นจี่ป่า อายุอานามก็คงปาไปมากกว่า 50 ปี บนต้นไม้นี้ถูกจัดแต่งให้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมเพื่อผูกสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง แต่ก่อนจะไปถึงต้นมะคอแลนได้ พี่หญิงแนะนำให้สาวๆ นั่งสลิงชิงช้าชมวิวมุมสูงไปก่อน


นั่งบนชิงช้าธรรมดาก็คงจะไม่หวาดเสียวเท่าไร แต่พอพี่หญิงบอกให้เพื่อนๆ ช่วยกันแกว่งไกว เท่านั้นแหละเสียงกรีดร้องมาเต็ม ถือเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานมากๆ ค่าบริการต่อรอบก็คิดไม่แพงแค่ 20 บาทเท่านั้น ส่วนความปลอดภัยเราให้คะแนนไว้ 80 เต็ม 100


ลงจากชิงช้าแล้วมาเดินขึ้นบันไดปีนขึ้นไปบนระเบียงมะคอแลนกันต่อ จากจุดนี้สามารถมองไกลไปจนถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ได้เลย และถ้ามาในช่วงปลายฝนต้นหนาว จะเห็นทะเลหมอกขาวเต็มพื้นที่ไปหมด ถือเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก


เวลาไม่เคยรอใคร เราออกจากเนินมะปรางในช่วงสายเกือบเที่ยง แล้วแวะไปจิบกาแฟแก้ง่วงกันต่อที่ Elephant House Café ร้านกาแฟเก๋ๆ ที่ตั้งอยู่ภายในทรัพย์ไพรวัลย์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท


เราสั่งกาแฟแก้วใหญ่มานั่งดื่มภายในเต็นท์สีขาวที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ ซึ่งคล้ายกับเต็นท์พักของนักล่าสัตว์ก็ไม่ปาน ด้านในตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้แบบโบราณ ทั้งตะเกียงเจ้าพายุ โทรศัพท์ แผนที่ กล้องดูดาว และหีบ(สมบัติ) จิบกาแฟไป ชมวิวป่าไม้ไป ถ้ามีอะไรไหวๆ ใกล้พุ่มไม้หน่อยนี่คือใช่เลย จินตนาการว่าเป็นสัตว์ป่าแน่ๆ (ฮา)


.................


มื้อเที่ยงเดินทางมาเร็วเหลือเกิน เราจึงพากันเดินทางต่อไปยัง อ่างเก็บน้ำห้วยซำรู้ เพื่อ ล่องแพแก่งไฮ แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ในตำบลหนองกระท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก แน่นอนว่า เรามารับประทานอาหารกลางวันกันบนแพ


กิจกรรมล่องแพแก่งไฮ เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวเมื่อกลุ่มชาวบ้านช่วยกันพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยซำรู้ที่เคยเป็นพื้นที่รกร้าง และเป็นแหล่งมั่วสุมของวัยรุ่นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยมีแพให้บริการกว่า 10 ลำ วันธรรมดาคิดค่าบริการแบบเหมาวัน วันละ 300 บาทต่อลำ ส่วนวันเสาร์ – อาทิตย์ คิดค่าบริการแบบเหมาลำวันละ 500 บาทต่อลำ


ขอบอกว่า ฤดูร้อนแบบนี้กิจกรรมล่องแพนี่อาจจะเป็นที่สุดก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะได้อิ่มท้องกับเมนูท้องถิ่นรสจัดจ้าน ทั้งปลาต้มยำ ส้มตำรสเด็ด ลาบ ปลาเผา คอหมูย่าง ฯลฯ ใครอยากจะกระโดดลงเล่นน้ำก็ทำได้อย่างอิสระเสรี ที่แพมีเสื้อชูชีพให้ด้วย หรือใครจะมาตกปลาในอ่างเป็นกิจกรรมยามว่างก็เพลินดี


สำหรับสาวๆ อย่างเรา มาทริปชิลๆ แต่แอบ “หนักท้อง” แบบนี้ ก็ต้องเอนกายพักผ่อนสักหน่อย อากาศร้อนๆ พอได้ลมเย็นๆ ที่พัดมาเป็นระลอกๆ ต้องบอกเลยว่า หลับสนิท มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มีเรือเร็วมาส่งอาหารที่แพใกล้ๆ ยกนาฬิกาขึ้นดู “บ่าย 4” นี่เราหลับกันไปนานเกือบ 2 ชั่วโมงเชียวหรือ ช่างสบายดีแท้ๆ


แต่อย่างที่บอก การเดินทางให้ปลอดภัยสำหรับสาวๆ เราต้องเดินทางกันตอนกลางวัน เพราะฉะนั้นเวลานี้ควรเคลื่อนย้ายตัวเองได้แล้ว เพราะหนทางยังอีกยาวไกล ถ้าใครจะไปต่อที่ไหนก็ไป แต่ถ้าไม่ก็กลับกรุงเทพฯ กันเถอะ


การเดินทางสำหรับสาวๆ ยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะเดี๋ยวนี้มีตัวช่วยเยอะ ทั้งข้อมูลการเดินทาง แอพพลิเคชั่น โซเชียลเน็ตเวิร์ค ขอแค่ทำการบ้านดีๆ แค่นี้ก็จะได้ทริปที่ “ดี๊ดี” สำหรับ Lady อย่างเราๆ แล้ว


..................


การเดินทาง


ไปพิษณุโลกได้หลายรูปแบบ ทั้งทางอากาศ มีสายการบินหลายบริษัทให้บริการ แนะนำแอร์เอเชีย ดูรายละเอียดที่ www.airasia.com ส่วนรถประจำทางก็มีบริการทุกวัน ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต สอบถาม โทร.1508, 0-2936-2852-66 หรือ www.transport.co.th ถ้ารถไฟก็ให้ลงสถานีพิษณุโลก สอบถามตารางเดินรถที่ โทร. 1690 หรือ www.railway.co.th/


แต่ถ้าเส้นทางที่จะไปจำเป็นต้องใช้รถเยอะ แนะนำให้ขับรถไปดีกว่า จากกรุงเทพฯ วิ่งตรงขึ้นเหนือ ใช้ทางหลวงหมายลเข 1 ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 117 ไปตามป้ายพิษณุโลกอีกสักชั่วโมงครึ่งก็ถึง


มาถึงพิษณุโลกแล้วให้แวะไปที่ ททท.สำนักงานพิษณุโลก เพื่อขอคู่มือ Lady Journey Lady Check In หรือสอบถามรายละเอียดต่างๆ ที่ โทร. 0 5525 2742-3