'ทศพล เผื่อนอุดม' ภารกิจพิชิตหมอกควัน

'ทศพล เผื่อนอุดม' ภารกิจพิชิตหมอกควัน

เจาะใจนายอำเภอแม่แจ่มคนใหม่ กับภารกิจยิ่งใหญ่ในอำเภอเล็กๆ ที่มีแต่ภูเขา ป่าไม้ และไร่ข้าวโพด

เส้นทางสายนั้นลัดเลาะผ่านภูเขาแห้งแล้ง รอยไฟป่ายังปรากฎให้เห็นบ้าง แต่หมอกควันดูเบาบางกว่าปีก่อนๆ มาก

เส้นทางชีวิตของข้าราชการคนนี้ก็เช่นกัน ปีที่แล้วเขายังนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำที่กรุงเทพฯ ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนรักษาสงบเรียบร้อย 1 สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทว่า เวลานี้เขาคือนายอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ชายขอบประเทศไทยที่เต็มไปด้วยปัญหา

ทศพล เผื่อนอุดม เริ่มต้นชีวิตราชการเมื่อปี พ.ศ. 2536 ด้วยการเป็นปลัดอำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ เขาพกสองปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง กับอีกหนึ่งปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (Nida) เดินทางเกือบพันกิโลเมตรจากบ้านในกรุงเทพฯมายังอำเภอแม่แจ่มด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนความทุกข์ยากของชาวบ้านให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เพียงไม่กี่เดือนหลังรับภารกิจสำคัญ ชื่อของนายอำเภอหนุ่มใหญ่ไฟแรงก็เป็นที่รู้จักและได้รับการคาดหวังจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกับการแก้ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นมานานกว่าสิบปี ซึ่งปีนี้ถือว่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภายใต้แผนปฏิบัติการที่ยึด‘ความจริง’และ‘ความตั้งใจจริง’เป็นที่ตั้ง

-สถานการณ์หมอกควันไฟป่าในอำเภอแม่แจ่มปีนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

สถานการณ์ปีนี้ก็ถือว่าดีขึ้น ผิดจาก 10 ปีที่แล้ว อย่าง 10 ปีที่แล้วของแม่แจ่มในเวลานี้จะต้องมี Hotspot (พิกัดความร้อนจากดาวเทียม) ขึ้นสักประมาณ 60 จุดได้ ปีนี้มีแค่ 4 จุด จริงๆ มีแค่ 2 จุดมาตั้งแต่ 15 วันแรกแล้ว คือนับตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 เมษายน รวม 60 วันที่เราห้ามจุดไฟ ถือว่าพลิกไปค่อนข้างมาก

-ทำไมไฟปีนี้ถึงลดลง

การบริหารจัดการครับ เราทำงานหนักกันตั้งแต่ช่วงกันยายนปีที่แล้ว ทำงานมาตรการเชิงป้องกันมาตลอด ค่อนข้างเยอะ ที่สำคัญผมว่ามันค่อนข้างตกผลึก ปัญหามัน 10 ปีแล้ว ปีที่แล้วค่อนข้างหนัก เรียกว่าเป็นจุดสูงสุดของสภาพปัญหาซึ่งหลายฝ่ายตระหนัก ไม่ไหวแล้วกับสถานการณ์นี้ก็เลยเข้ามาดูในพื้นที่แม่แจ่มเยอะ พอมาทำงานกันเยอะๆ แรกๆ ก็เกิดความสับสน ต่างคนต่างทำงาน เราเลยตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง มาบูรณาการทำงานร่วมกันในแนวประชารัฐนี่แหละครับ เพราะถ้าต่างคนต่างทำมันไม่มีพลัง พอร่วมมือกันก็ทำให้เห็นถึงภาพรวมในเชิง Area Based คือพื้นที่อำเภอแม่แจ่มมีล้านเจ็ดแสนไร่ เราจะแบ่งหน้าที่กันยังไง หรือเราจะแบ่งหน้าที่แบ่งอะไรกันทำ มันทำให้เกิดพลัง

-รูปแบบและขั้นตอนการจัดการที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

เราแบ่งอย่างนี้ครับ ในอำเภอแม่แจ่ม ถ้าดูข้อมูลทางภาครัฐพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ของประชาชนน้อยมาก ประมาณสัก 15,000 ไร่ เป็น นส. 3 โฉนด แต่ถ้าเป็น สปก. อีกประมาณ 6,000 ไร่ นี่คือที่เขามีสิทธิในการทำการเกษตร จริงๆ แล้วคนเข้าไปอยู่ในป่ากระจายอยู่เยอะพอสมควรประมาณ 400,000 กว่าไร่แล้ว นี่คือข้อเท็จจริงที่คนเข้าไปอยู่ในป่าแล้วบุกรุกกัน การแก้ไขปัญหาคือเราต้องรู้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้องก่อน

ตั้งแต่ผมมา ผมก็จะตั้งหลักข้อนี้ก่อน พอข้อเท็จจริงชัดเราค่อยเข้าไปจัดการกับปัญหา ที่ผ่านมาเรารู้กันอยู่ว่าพื้นที่นี้มีการทำเกษตรเชิงเดี่ยวสูง คือมีการปลูกข้าวโพดประมาณ 110,000 ไร่ ข้าวโพดก็เป็นปัญหาตัวหนึ่งของแม่แจ่ม แม้จะไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด แต่ก็เป็นปัญหาส่วนใหญ่ซึ่ง 50% ของการเผาก็มาจากจุดนี้ เศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดคือเชื้อเพลิงอย่างดี

ในอดีตเรายังไม่มีเทคโนโลยีหรือแนวความคิดที่เราจะจัดการกับมันอย่างไร ส่วนใหญ่เราก็จะเผา ก็จะเกิด Hotspot หรือค่าความร้อน แล้วก็เกิดควันจำนวนมากที่พัดเข้าไปในเชียงใหม่ ปีนี้เราเลยมาดูกันว่ามันมีวัสดุเหลือใช้เท่าไหร่ เชียงใหม่บอกว่ามันมีวัสดุที่เหลือจากข้าวโพดประมาณ 95,000 ตัน แล้วเราจะจัดการกับมันอย่างไร นี่คือเราคิดกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก็เลยแบ่งออกเป็นอย่างนี้ ประมาณ 60,000 ตันมันจะอยู่ในไร่ข้าวโพด 110,000 ไร่ เราจะทำอย่างไรไม่ให้เขาเผา หรือถ้าจำเป็นต้องเผาจะต้องเกิดปัญหากับคนเชียงใหม่หรือกระทบวิกฤติไฟป่าน้อยที่สุด นี่คือโจทย์ข้อแรก

วิธีการจะทำอย่างไร เขาบอกว่ามีวิธีเดียวคือไถกลบซังข้าวโพดไปเลย ก่อนไถให้เอาสารชีวพันธ์ไปราดที่ไร่ รถแทรกเตอร์ไปไถ เราก็รณรงค์เรื่องนี้ หรือพื้นที่ที่มีที่ราบเชิงเขาเล็กน้อย ก็เอาวัวเอาควายขึ้นไปเหยียบไปย่ำ คือไม่เผา อันนี้คือโจทย์แรก ทีนี้เราก็ได้รับคำตอบจากชาวบ้านว่ามันทำได้บางส่วน แม่แจ่มเป็นภูเขาสูงสัก 70% มันก็จัดการไม่ได้ตรงนั้น เราต้องยอมรับ สรุปว่าเราทำ

ในพื้นที่ราบประมาณ 11,000 ไร่ ส่งเสริมไม่ให้มีการเผาในพื้นที่ตรงนั้น ส่วนพื้นที่อื่นเราให้เขาชิงเผา

การชิงเผาเป็นวิธีการที่มีการศึกษาโดยอาจารย์มหาลัยเชียงใหม่ ควรจะดำเนินการเผาก่อนในช่วงมกราคม เพราะทิศทางลมมันพัดออกจากเชียงใหม่ เราก็เลยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ตอนนั้น

จัดระเบียบชิงเผาตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมเรื่อยมาจนกระทั่งถึง 15 กุมภาพันธ์ เผาไปเกือบ 80% เหลือแค่พื้นที่โซนหนึ่งที่ยังทำไม่ได้เพราะป่าชื้นอยู่ บางคนก็ไม่อยากจะเผา แต่ก็ถือว่าเราใช้ได้ สามารถจัดระเบียบชิงเผาไปเพื่อไม่ให้เขามาเผาช่วงนี้ 

ส่วนที่เป็นจุดเชื้อเพลิงอันตรายมากที่สุด ในความเห็นผมคือจุดโม่ข้าวโพด พอเขาเก็บผลผลิตได้เขาจะไปโม่ข้าวโพดกัน ก็จะมีเปลือกกับซังกองมหึมาเลย ซังเนี่ยสมัยผมย้ายมาใหม่ๆ ขับรถไปยังตกใจ เท่ากับตึกหลังหนึ่งแล้วช่วงนี้คนชอบไปแกล้งจุด พอเวลามันไหม้ ไหม้เป็นเดือน เป็นอาทิตย์ ผมจึงบอกว่าอันตรายที่สุดที่ต้องเฝ้าระวัง

ปีนี้เรามีกลไกในการจัดการกับกองพวกนี้ ซึ่งมีอยู่ 36 จุด เรามีวิธีการอยู่ 7 วิธีในการที่จะแก้ไขปัญหา 1.ก็คือเอาให้โคกระบือกิน ที่แม่แจ่มมีถึง 24,000 ตัว ขอให้ชาวบ้านเอาเปลือกไปให้มันกิน ก็กินได้วันละ 5 กิโลกรัม ปศุสัตว์บอกว่าคงไม่กินมากว่านั้น เพราะว่าที่จริงมันกินอาหารวันละ 30 กิโลกรัม เขาบอก 5 กิโลกรัมแบ่งให้กินได้ เราก็ส่งเสริมกันตั้งแต่กันยายนมาเรื่อย ตั้งเป้าว่าน่าจะลดได้สัก 10,000 ตัน แต่เปลือกข้าวโพดพอทิ้งไว้นานๆ มันจะมีรา ไม่อร่อย วัวควายก็จะไม่กิน มีกระทรวงวิทยาศาสตร์และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำการวิจัยว่าให้เอาไปหมักเป็นอาหารวัว แต่ต้องทำบ่อหมักแล้วใส่สารที่เขาวิจัย เหมือนทำกับข้าวให้วัวแล้วมันจะกิน คุณภาพเนื้อก็จะดีด้วย

เราก็อธิบายให้พวกคนเลี้ยงโคกระบือเข้าใจแล้วเอาไปดำเนินการ ทำเป็นโรงหมักอาหารโคกระบือ เรียกว่าโครงการนำร่องอยู่ที่ตำบลท่าผา ใช้งบ 470,000 บาท ก็ลดได้ส่วนหนึ่งแต่ยังไม่หมด เราก็ลองมาจัดการด้วยวิธีการอื่น วิธีที่ได้ผลมากที่สุดคือการทำปุ๋ยหมัก ซึ่งท่านอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ท่านมาทำปุ๋ยไปได้ล้านกิโลกรัม แล้วท่านก็ส่งเสริมให้แต่ละตำบลทำ โดยผ่านทางเกษตรอำเภอผม ท่านก็เร่งรัดลุยทำกันค่อนข้างเยอะ ก็ได้ไปพอควรประมาณ 2,000 ตัน นอกจากนี้เรายังมีของกระทรวงพลังงาน กรมพลังงาน ทำโรงงานเชื้อเพลิงหมักให้ คือเอาซังและเปลือกข้าวโพดมาบดแล้วแพ็คใส่ถุงขายให้กับอุสาหกรรมที่เขาต้องการเชื้อเพลิงพวกนี้ ก็ทำอยู่

นอกจากนี้เราก็ให้เด็กนักเรียนทำกระทง ทำพวงหรีดต่างๆ ไม่ให้มันเป็นเชื้อเพลิง ทุกกลวิธีที่เราจะคิดได้ ทางลำพูนเขามีบริษัทที่ทำพลังงานงานเกี่ยวกับชีวมวล เขาทราบว่าเรามีวัสดุเหลือใช้ เขาเข้ามาขนให้เลย ทุกวันนี้ยังขนกันอยู่เลย จริงๆ เขาเข้ามาตั้งแต่ช่วง 15 กุมภาพันธ์ เร่งขนกันแต่ก็ขนไม่หมด นี่ครับเป็นการบริหารจัดการเฉพาะหน้า ผมใช้คำนี้เพราะว่าผมเข้ามาอยู่ได้ 8 เดือนเอง ผมไม่ได้มองว่านี่คือการจัดการแบบยั่งยืน เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนในปีนี้เท่าที่จะทำได้

แม่แจ่มโดน Hotspot ไป 4 จุด ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว 60 จุด เราก็เซฟไปได้พอควร แต่เราก็รู้ว่าสถานการณ์พีคสุดมันจะอยู่ในช่วงนี้แหละ ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม ไปจนถึง 15 เมษายน ก่อนสงกรานต์ หลังสงกรานต์มันก็จะเบาลง เพราะว่าเกษตรกรเขาต้องเตรียมแปลงเพาะปลูกแล้วสำหรับฤดูกาลต่อไป แต่แม่แจ่มสาเหตุปัญหายังมีอีกตัวหนึ่ง คือคนแม่แจ่มเขาทำการเกษตรครั้งเดียวไม่ใช่ทั้งปี เพราะต้องอาศัยน้ำจากฝนฟ้า ไม่มีระบบชลประทานให้เขาก็ทำการเกษตรไม่ได้ จะมีอยู่สัก 20,000 กว่าไร่ที่ระบบชลประทานเข้าถึง ก็คือ 5,000 กว่าคนจาก 60,000 คน พวกนี้จะไม่เผา เพราะเขาจะทำเกษตรทั้งปีเลย ส่วนพวกที่ตกงาน ง่ายๆ เลยก็จะไปรับจ้าง ดีที่ปีนี้มีโครงการตำบลละ 5 ล้านใช้กำลังชาวบ้านมาช่วยให้มีงานทำ

ช่วงที่เพาะปลูกไม่ได้ไม่มีงานทำ วิถีชีวิตของคนแม่แจ่มคือเข้าป่า เก็บของป่า ไฟมาป่าโปร่งมดแดงเป้ง ผักหวานโป่ง คือเขามีความเชื่อว่าต้องเผาไฟในป่าก่อนเพื่อให้มันโปร่งมันโล่ง นอกจากจะเดินสะดวกแล้ว เขาว่าไอความร้อนทำให้ไข่มดแดงบวมใหญ่ได้ราคา เห็ดเผาะจะออก ความเชื่อเนอะ แต่ในหลักวิชาการเห็ดก็ขึ้น ผักหวานมันก็จะมีอยู่แล้ว เขาก็จะเก็บพวกนี้ไปกิน ส่วนหนึ่งเอาไปจำหน่ายเป็นรายได้ 200-300 บาท ก็เป็นวิถีชีวิต แต่ปีนี้เรามาบังคับพฤติกรรมคนแม่แจ่มไม่ให้ทำแบบนี้ คุณต้องหยุดช่วง 15 กุมภาพันธ์ถึง 15 เมษายน นี่คือความทุกข์ความเดือดร้อนของประชาชน ในฐานะนายอำเภอเอง ผมเพิ่งมาอยู่ เห็นแบบนี้ผมก็เห็นใจเขาเหมือนกัน

แต่ทำไงได้ในฐานะที่เราแบกรับนโยบาย เราต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เป็นปัญหาระดับจังหวัด ระบบภูมิภาค ระดับชาติไปแล้ว ความเดือดร้อนที่มันเกิดขึ้นกระทบไปถึงคนเชียงใหม่ที่เขา

ประกอบกิจการงาน เขาทำกิจกรรมไม่ได้ อุสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ แต่ในขณะเดียวกันคนต้นน้ำ เขาก็มีความเดือดร้อน ความจำเป็นอย่างนี้แหละครับ ผมเป็นนายอำเภอทำงานเรื่องนี้นานเข้าก็มีความรู้สึกสงสารชาวบ้านในพื้นที่เราเหมือนกัน 

ในบริบทของเขา เขาไม่มีสิทธิในแผ่นดินเกิด นายอำเภอคนแรกมาบรรจุเมื่อปี 2447 ร้อยกว่าปีแล้ว แต่คนที่นี่มีสิทธิในที่ดินต่ำมาก มองว่าพื้นที่ต้นน้ำต้องไม่ให้สิทธิในที่ดิน เขาเกิดในนี้ก็แตกลูกแตกหลานกระจายกันอยู่เต็ม ปัญหามันเลยประทุ หรือแสดงให้คนในภูมิภาคนี้ได้เห็น เผลอๆ ให้คนในโลกนี้ได้เห็นว่า นี่คือรากเหง้าของปัญหาที่มันไม่ได้มีการจัดการตั้งแต่แรก ปล่อยทิ้งไว้จนมันสะท้อนออกมา แล้วคนเมืองเองก็รับไม่ได้กับพฤติกรรมของคนดอยที่ไร้ความรับผิดชอบ ไม่รู้ว่าความทุกข์ของคนบนดอยมันคืออะไร แต่เราก็พยายามจัดการเรื่องนี้กันอยู่กับพฤติกรรมของคนแม่แจ่มว่า คุณอย่าทำแบบนี้นะ อดทนหน่อย เดี๋ยวปีหน้าเราก็จะหากระบวนการจัดการกันใหม่

ฟังดูเหมือนว่าถ้าลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดไปปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นแทนก็จะช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงและการเผาไร่ลงไปได้มาก และยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ด้วย แต่ปัญหาคือแม่แจ่มไม่มีระบบชลประทานที่เอื้อต่อการปลูกพืชชนิดอื่น และยังติดล็อคเรื่องการเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรคะ

ถูกครับ เราต้องยอมรับความจริงของแม่แจ่มว่า 1,700,000 ไร่เป็นป่าต้นน้ำสำคัญของแผ่นดินไทย ต้องไม่มีการตัดต้นไม้เพิ่มแล้ว ตอนนี้มีชาวบ้านเข้าไปบุกรุกจริงๆ 450,000 ไร่ มันมีหลักคิดอย่างนี้ครับคณะรัฐมนตรีเคยมีมติให้ตรวจพิสูจน์สิทธิว่าใครอยู่ก่อนอยู่หลังกฎหมายป่าไม้ แต่ตอนหลังเขาไม่รู้จะพิสูจน์กันยังไง ก็เลยเอาหลักเกณฑ์ที่ผมเข้าใจอย่างง่ายๆ คือเอาแผนที่ภาพถ่ายปี 2545 เป็นเกณฑ์ เคยมีเครื่องบินมาบินถ่ายภาพเอาไว้ เขาจะดูอันนี้เป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ ถ้าใครอยู่ก่อน 2545 ให้สิทธิไป เพราะเขาเกิดที่นี่อยู่ที่นี่ อันนี้ควรจะให้สิทธิเมื่อมีสิทธิ ผมไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นโฉนด เดี๋ยวก็เอาไปขายให้นายทุน ซึ่งไม่ใช่ เราให้เป็นแบบแปลงรวมก็ได้ แต่ขอให้มีเป็นอาณาเขต และเขามีความภาคภูมิใจในที่ของเขา แล้วเราจะให้เขาช่วยดูป่า มันต้องเปิดสิทธิตรงนี้

สิ่งที่ผมอยากจะปลดล็อคคือการอนุญาตให้เข้าไปทำโครงการบางอย่างเพื่อคุณภาพชีวิตชาวบ้าน ผมรับราชการมา 25 ปี ที่นี่ยังมีปัญหาเหมือนตอนผมเป็นปลัดอำเภอใหม่ๆ คือไม่มีถนน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ซึ่งมันเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ติดตรงต้องรอให้มีการพิสูจน์สิทธิก่อน ไม่อย่างนั้นโครงการพัฒนาเข้าไม่ได้ แต่ในพื้นที่เราทำงานไปแล้ว เราจะให้น้ำเขา แบบไหนก็ได้ให้ชาวบ้านชาวดอยเขาคิด แต่ท่านต้องอนุญาตเขานะ ให้เขามีน้ำทำการเกษตรได้ทั้งปี ชีวิตก็จะดี พอท้องไม่หิว การจะไปตัดไม้บุกรุกป่าจะลดลงในความเห็นผม

แต่มันมีพื้นที่บางส่วนที่เกินออกไปจากปี 2545 ผมดูแล้วก็อีก 200,000 กว่าไร่ ต้องทวงคืนกลับมาประมาณ 87,000 ไร่ และกระบวนการในการทวงคืนจะเป็นแบบมีส่วนร่วม ด้วยการ

เจรจากับชาวบ้าน แต่ต้องให้เขามองเห็นว่าเขามีสิทธิจะได้ในส่วนที่เขาควรได้ ส่วนสิ่งที่ให้รัฐก็ต้องให้ เพื่อความยั่งยืนของเขาด้วย 80,000 กว่าไร่เรามองว่าต้องกลับมาฟื้นฟู นั่นคือการปลูกป่า หลักที่เคยรู้จากกรมป่าไม้คือ 1 ไร่ต่อ 400 ต้น พอมันโตไประยะหนึ่งต้องตัดออกครึ่งหนึ่งจะเหลือ 200 ต้น ที่ตั้งเป้าไว้เราจะได้ต้นไม้กลับคืนมา 17 ล้านต้น นี่คือฝันของเราที่จะมีป่าเกิดขึ้นที่นี่

ส่วนอีกโซนหนึ่งที่เป็นโซนปัญหาว่าจะไล่เขาลงดีไหมหรือไม่ไล่ลง ก็ยังตัดสินใจไม่ถูก พื้นที่โซนนี้ ในแม่แจ่มจะมีหลักอย่างนี้ คนที่อยู่ก่อนปี 2554 แต่หลังปี 2545 เราจะให้สิทธิเขาอยู่ แต่อยู่ในที่ของรัฐ แล้วก็น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ คือโครงการสร้างป่าสร้างรายได้มาใช้ เพราะมันเหมาะกับบริบทพื้นที่ค่อนข้างมาก มีพื้นที่ลำดับชั้นความสูงเยอะ ที่สำคัญของโครงการนี้ 1 ไร่ต้องปลูกต้นไม้ประธานหรือต้นไม้ใหญ่ 15 ต้น และให้ปลูกชั้นเรือนรองลงมาได้อีก 3 ระดับอะไรก็ได้ เก็บกินได้ใช้ประโยชน์ได้ แต่ต้นไม้ประธานต้องอยู่ เขาก็อยู่ดูแลต้นไม้ให้เรา ทำกินได้โดยไม่ต้องไล่ลงจากป่า

แต่ถ้าเราจะเอาป่าอยู่โดยเอาคนลง มันเป็นไปไม่ได้ คนที่นี่ไม่มีนายทุนมีแต่ชาวบ้าน ไม่มีตัวแบบไหนดีไปกว่าโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ แล้วพื้นที่เรามีระดับความสูงที่พวกกาแฟชอบ แต่ต้องเอานโยบายไปให้เขาเห็นชอบในหลักการก่อน เมื่อมันมีการจัดกระบวนการในพื้นที่แบบนี้ ก็จะมีภาคเอกชนจำนวนมากให้การสนับสนุน คือมีบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทติดต่อมาเรื่องกาแฟ เขาบอกรับซื้อเลย 2-3 หมื่นไร่ทำมาเลย แต่ต้องปลดล็อคเรื่องป่าต้นน้ำหรือป่าอนุรักษ์ ซึ่งในหลักกฎหมายเขาเป็นบริษัทมหาชน มันผิดในเรื่องของ Goods Governance หลักธรรมาภิบาล ต่างประเทศเขารับไม่ได้กับเรื่องนี้ จริงๆ แล้วมันคือปัญหา รัฐต้องเห็นแล้วเปิดโอกาส ไม่อย่างนั้นก็จะโทษกันไปโทษกันมา เรื่องแบบนี้มันเป็นภาพสะท้อนของการพัฒนาประเทศ ทำให้เห็นหลายเรื่องหลายอย่างและก็ได้ข้อคิดเยอะแยะ ที่สำคัญคือต้องจริงใจถึงจะแก้ปัญหาได้

หลังเมษายนนี้เราต้องมานั่งคุยในเรื่องการแก้ปัญหาระยะยาว พอทำงานไปผมก็เห็นใจประชาชนในพื้นที่และเกิดความเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องรักษาสมดุลของสิทธิในแผ่นดินเกิด

ของคนบนดอยที่เขาหิวและยากจน สิทธิของคนเมืองที่เขาประนามไฟป่าหมอกควันอย่างเต็มประดา สิทธิของภูมิภาคนี้ที่จะต้องไม่ได้รับผมกระทบ เราต้องรักษาสมดุลให้มันพอดีกัน ค่อนข้างยาก ต้องจริงใจและจริงใจ อย่างที่ในหลวงสอนต้องเข้าใจและเข้าถึงด้วย เกาะติดมันถึงจะพัฒนา

-กับภารกิจในการแก้ปัญหาหมอกควันอะไรถือว่าน่าหนักใจที่สุด

เรื่องคน การบริหารคน ยิ่งอาชีพผมคือนักปกครอง เราต้องดูคนให้ได้ กำกับคน ในบริบทของทศวรรษนี้ การปกครองในระดับภูมิภาค นายอำเภอเปลี่ยนไปเยอะ ไม่เหมือนรุ่นพ่อรุ่นพี่ที่เป็นนักปกครองแบบเดิมอำนาจจะได้เต็มที่ ทำอะไรง่าย ทุกวันนี้เราต้องอาศัย... อย่างที่ผมบอกว่าการเป็นผู้นำเราต้องเป็นตัวอย่าง เราต้องแสดงให้เห็นว่าเราทำงานหนัก ตั้งใจทำจริงและให้เขาตาม ผมพูดกับกำนันผู้ใหญ่บ้านว่าถ้าคุณจะเป็นผู้นำ คุณจะต้องเป็นผู้นำที่ดี ถ้าเป็นไม่ได้คุณก็นำใครไม่ได้ ไม่มีใครตามหรอก ยิ่งโดยเฉพาะพื้นที่นี้ ผู้นำคือกลไกสำคัญ ถ้านำคนไม่ได้มันจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง สังเกตจากพ่อหลวงผู้ใหญ่บ้านของที่นี่ถ้าไม่เข้มแข็ง ปัญหาการบุกรุกป่าจะเกิดขึ้น คนที่นี่อยู่ด้วยจิตสำนึก จิตวิญญาณ อดทนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอประมาณ

คนที่จะมาเป็นนายอำเภอแม่แจ่มต้องเดินทางไกลขึ้นเขาขึ้นดอย ห่างบ้านห่างครอบครัว กระบวนการบริหารก็ไม่ได้มีหลักที่จะให้ข้าราชการมาทุ่มเทอยู่ที่นี่นานๆ ท้ายสุดแล้วมันอยู่ที่ใจคน ต้องปลูกคุณธรรมในใจว่าต้องสู้ ผมเองที่มาอยู่ที่นี่ก็อยากกลับบ้านที่กรุงเทพเหมือนกัน แต่คิดว่าการทำงานเราอาจทำประโยชน์ได้ในชีวิตข้าราชการ เรามีต้นแแบบคือพระองค์ท่านที่ทรงงานหนักมาก คิดที่จะเจริญรอยตามพระองค์ท่าน

-อะไรทำให้นายอำเภอมองชาวบ้านด้วยความเข้าใจและมีความตั้งใจที่จะแก้โจทย์ยากที่หลายคนถอดใจไปแล้ว

ผมก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน คนอื่นมองว่าเราไปเถียงแทนชาวบ้านแต่ด้วยความที่ตัวตนผมเป็นแบบนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจเขามันจะแก้ปัญหาไม่ได้ เราเอาแต่ตัวเรา หรือเอาตามหลักการไปบังคับเขา หรือพิพากษาตัดสินว่าเขาเป็นคนผิดจะแก้ได้อย่างไร ในหลวงท่านสอนให้เข้าใจมันต้องเกิดจากตรงนี้ก่อน เมื่อเข้าใจก็จะทำให้เกิดการพัฒนา อย่างเรื่องนี้ผมไม่เคยมาอยู่ในแถบภาคเหนือเมื่อได้มาอยู่ที่แม่แจ่มที่เป็นต้นน้ำสำคัญ ผมตกใจไม่คิดว่ามีเมืองแบบนี้อยู่ ผู้คนเกือบหกหมื่นคนไม่มีสิทธิในที่ดินเลยและคุณภาพชีวิตก็ย่ำแย่ บางพื้นที่ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า น้ำก็ใช้น้ำฝนน้ำลำธารบนเขา มันเป็นไปได้ยังไง

-นายอำเภอมีวาระอยู่ที่นี่กี่ปีคะ แล้วคิดว่าเพียงพอไหมสำหรับภารกิจหลายๆ อย่างที่วางไว้

ไม่รู้ครับแล้วแต่ส่วนกลาง ส่วนตัวแล้วผมอยากอยู่ที่นี่สักระยะ ท้ายสุดแล้วครอบครัวก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ภรรยา-ลูกก็บ่น ทำแต่งานไม่ได้ดูลูกเลย ปล่อยให้ภรรยาหล่อหลอมลูก มันจะประบความสำเร็จหรือไม่ท้ายสุดผมก็ต้องกลับไปรับผิดชอบครอบครัว ตอนนี้ผมเหมือนนักรบแนวหน้าต้องมาอยู่ในพื้นที่ทำงานหนัก แต่นายก็พูดกับผมว่าที่นี่คือหลักพิสูจน์ในการงานหลายสิ่งหลายอย่าง พยายามกระตุ้นเรา เราก็สู้สักระยะนึงเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ บอกตามตรงว่าสองสามเดือนแรกอยากย้าย ปัญหาเยอะมาก แต่พอเราแกะไปทีละปม รากเหง้าของปัญหาอยู่ตรงนี้นี่หว่า อย่างน้อยอยู่ที่นี่ผมก็ทำให้เห็น พูดให้คนเกิดการเปลี่ยนแปลง 

จุดดีของคนกรุงเทพที่มาอยู่ที่นี่คือกลับลำบาก กลับทีก็ค่าใช้จ่ายเยอะ บางทีเสาร์อาทิตย์ก็ต้องตะลอนไปคุยกับชาวบ้าน ถ้ากลับกรุงเทพใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงเชียงใหม่ ข้ามดอยเวียนหัว แล้วก็ต้องขึ้นเครื่องบินอีก ไปกลับก็ไม่คุ้มกัน เดือนนึงถึงจะกลับสักครั้ง ทำให้เราอยู่ติดพื้นที่ แต่ว่าในระยะยาวน้อยคนนักที่จะเป็นแบบนี้ จะต้องมีแรงจูงใจให้คนทำงานในพื้นที่ห่างไกล มีทรัพยากรให้เขาบริหารพอควร หรือกลไกการตัดสินใจในการบริหารพื้นที่พิเศษแบบนี้ หลักการง่ายๆ ดูที่งบประมาณอยู่กับใคร สองอำนาจบังคับบัญชาเรามีมากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้เป็นเรื่องของพลังใจล้วนๆ ผมคิดว่าแม่แจ่มมีพลังมีคนที่พร้อมทำงานเคียงข้างกัน แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มองว่าไม่น่าเป็นไปได้ เป็นแค่ฝันเล็กๆ ที่ไม่น่าจะเป็นจริง

ถ้าไม่ทำอะไรเลย คนที่นี่อยู่กันมาเป็นร้อยปีก็ยังอยู่แบบนี้และอาจจะอยู่ต่อไป แต่พอเริ่มลงมือทำก็เริ่มมีแสงสว่าง การทำงานหนักของหลายคนผมก็รู้ มูลนิธิหลากหลายก็ทุ่มเทดี จริงๆ แล้วผมก็ได้แนวคิดจากเขา ผมอาจจะเป็นข้าราชการคนนึงที่ไม่ได้ดูถูกความคิดเขา และร่วมกันผลักดันให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

-ให้เวลากี่ปีในการประเมินความเป็นไปได้ของแนวทางการแก้ปัญหาที่ริเริ่มไว้

เรื่องไฟป่าหมอกควันเป็นปัญหามาสิบปีละ หลายคนบอกว่าไม่น่าแก้ได้แต่ปีนี้เราทำให้เห็น เริ่มมีกรอบแนวคิด ผมเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงมีนาคมก็แค่ 7-8 เดือน ผมฟังหลายส่วนแล้วเอามารวมกัน เรื่องแนวคิดเริ่มมาตั้งนานแล้วแต่ไม่มีใครมารวมพลังและขับเคลื่อนไปด้วยกัน ผมมองว่าไม่นานเพียงแต่ฝ่ายนโยบายต้องตัดสินใจ สามปีห้าปีเปลี่ยนเลย ส่วนในพื้นที่เราจะไม่รอ เราสร้างกติกาสังคมของเราเอง สร้างคุณธรรมในใจเองโดยไม่รอรัฐ เรากำลังทำแผนผังชุมชนกันเอง สำหรับพื้นที่ตรงนี้สามปีห้าปีเราสามารถประเมินผลได้ถ้ามันสำเร็จก็จบ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ทำต่อ ขยายไปจนกว่าทรัพยากรของประเทศนี้จะเกิด ผมว่าไม่นาน ตอนนี้ขึ้นกรอบไว้หมดเหลือเพียงแค่เคาะก็จบเลย เราเอาป่าคืน 78,000 ไร่ ตอนนี้ก็เจรจาขอคืนเรื่อยๆ บางหมู่บ้านเราไปขอ เรากางแผนที่ให้เขาดูว่าหมู่บ้านคุณเป็นแบบนี้ พื้นที่สีแดงคือคุณเกินแล้ว ขอพื้นที่คืนได้ไหม เราก็เจรจา แต่ว่ามันทำกันในระดับท้องที่ท้องถิ่นยังไม่มีการรับรองจากรัฐ

ท้ายสุดคือรัฐที่มีอำนาจการตัดสินใจแจกแจงจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้มีความสมดุล จะจัดอย่างไรให้มันสมดุลระหว่างสิทธิของคนต้นน้ำ ของคนเมือง ของคนทั้งประเทศนี้ ท่านต้องรักษาให้ได้ แต่ว่าจะไม่เอาสิทธิของคนต้นน้ำเลย จะเอาแต่ป่าอย่างเดียวแต่ไม่ดูคนที่เขาอยู่หกหมื่นคนมันก็เป็นปัญหาซ้ำซาก

-ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงวิกฤติของสถานการณ์หมอกควันไฟป่าแล้ว นายอำเภอต้องพร้อมขนาดไหน

ก็คือตลอด 24 ชั่วโมงแหละครับ แต่ก็พอดีๆ เราทำเต็มที่ ช่วงนี้ก็มีทั้งเรื่องการแกล้งกัน แล้วก็เรื่องที่มาจากความหิวโหย ซึ่งผมดูแล้วว่าเป็นเรื่องแกล้งกันซะเยอะ แว่วๆ ว่ามาจากเรื่องการเมือง ไฟที่ขึ้นที่แม่แจ่มเนี่ย มันเป็นอย่างนี้ฮะ คนที่นี่อย่างที่ผมบอกมีทั้งดีและไม่ดี คนไม่ดี ขาดคุณธรรม จิตใจต่ำ อย่างการเลือกตั้งเนี่ย เวลาแพ้แล้วไม่ยอมแพ้ ช่วงไฟป่าหมอกควันเป็นช่วงที่เขาจะเอาคืน แก้แค้นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านคนไหนที่ชนะการเลือกตั้ง กลุ่มที่แพ้ก็จะแกล้งกัน เพราะถ้า Hotspot ขึ้น พ่อหลวงต้องโดนนายอำเภอดุ เพราะถือว่าท่านผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่

เดี๋ยวนี้การสื่อสารมันก็ทำให้เราทันสถานการณ์มากขึ้น คำว่า Alert ก็เกิดจากตรงนี้แหละ ผมก็กลายเป็นคนที่แบบ...ปวดคอ เพราะเราต้องนั่งดูไลน์ตลอดเวลา โดยเฉพาะไลน์หมอกควันไฟป่าเนี่ย ของแม่แจ่มจะมีเครือข่าย เรารู้ความเคลื่อนไหวตลอด ตอนนี้ไฟเกิดที่นั่นที่นี่ก็จะมีคนรายงานเข้ามา ก็ต้องตามแก้ปัญหากันไป

พื้นที่ในแม่แจ่มเราแบ่งเป็น 3 โซน โซนที่มีเอกสารสิทธิ์ท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ นายกเทศมนตรี นายกอบต.ดูแล แต่พื้นที่ป่าไม้ ซึ่งมีของอุทยานฯดอยอินทนนท์ อุทยานฯออบหลวง แล้วก็อุทยานฯแม่โถ อันนี้คือความรับผิดชอบของหัวหน้าอุทยาน แต่ถ้าเกิดไฟแล้วท่านไม่ไหวท่านบอกผม ผมจะให้หน่วยข้างเคียงเข้าไปช่วยกัน ผมจะเป็นคนดูภาพรวมในเชิง Area Based แต่เราต้องยอมรับในความเป็นจริงว่า ยังมีพื้นที่ที่คนเข้าไปอยู่ในป่าอีก 450,000 ไร่ ถ้าเราไม่เอาความจริงมาคุย มันจะจัดการไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นพื้นที่ตรงนี้ต้องมีคนรับผิดชอบเหมือนกัน คนรับผิดชอบคือผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ซึ่งเขาจะต้องมีกรรมการหมู่บ้านช่วยกันเฝ้าระวังป้องกัน ก่อนเกิดไฟคุณต้องป้องกัน เฝ้าระวัง ประชาสัมพันธ์ตักเตือนช่วยกัน แต่ถ้าเกิดไฟแล้วคุณต้องเข้าไปดับเป็นชุดแรก 25 คน ดับไม่ไหว คุณโทรบอกนายก อบต. นายกฯต้องเข้าไปสมทบ เมื่อไม่ไหวอีก โทรบอกผม ผมจะบอกทีมป่าไม้ให้เข้าไปช่วย ทีมป่าไม้ไม่ไหวอีก ผมก็จะเอาชุดของอำเภอ ซึ่งมีอยู่เพียงแค่ 10 คน มีเวร 24 ชม. เข้าไปช่วย ไม่ไหวอีกต้องเรียกจังหวัดแล้ว มันมีกลไกของมันอยู่

ปีนี้เป็นปีที่เรามีระบบขึ้น เพราะเราเรียนรู้มาหลายปี การจัดการพื้นที่แบบนี้จะเกิดขึ้นในช่วงรับมือ 60 วัน ก่อนหน้านั้นเรามีการบริหารจัดการมาเยอะแยะ ซึ่งผมมองว่าถ้าวิ่งไล่ดับไฟแบบนี้ ไม่ต้องทำอะไร เครียดครับ ผมเนี่ยหัวหงอกไปเยอะ คือมันตลกอ่ะ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ 

นายอำเภอคือตัวแทนรัฐบาลนะครับ ตัวแทนที่อยู่ในพื้นที่จะต้องรู้ข้อมูล แต่ว่าข้อมูลนี้ต้องมานั่งเก็บใหม่ไปค้นไปหาทุกครั้ง มันน่าจะมีกลไกล มีสักช่องหนึ่งสำหรับผู้บริหารที่เป็นนายอำเภอ มาถึงก็ไปเคาะดูว่านี่คือข้อมูลพื้นฐานของอำเภอนี้ มันมีอย่างนี้ ขาดเหลือเท่านี้ ต้องการเท่าไหร่ ไอ้ส่วนที่ขาดก็คือแผนที่เราต้องวางไว้ ประเทศเรามีเงินอยู่เท่านี้ ก็ประเมินได้ว่าปีนึงเราสร้างได้ประมาณเท่าไหร่ มันจะครบตามที่ต้องการก็คืออีก 5 ปี 10 ปี นี่คือแผน แต่ว่ามันไม่มี มีก็กระจัดกระจาย ไม่มีเอกภาพ

จริงๆ ข้อมูลพื้นฐานของแต่ละอำเภอ นายอำเภอมารับตำแหน่งเคาะดูนี่ต้องรู้แล้ว หรือประชาชนคนหนึ่ง หรือนักธุรกิจอยากจะมาลงทุน เขาเคาะดูต้องได้ข้อมูลตัวเดียวกันเนี่ยแหละ คือมันแชร์กันได้ต้องสร้างดาต้าเบส แต่ตอนนี้มันไม่มี แล้วมันจะพัฒนาไปยังไง ก็พัฒนาแบบขอไปทีไปเรื่อยๆ

-สุดท้ายอะไรคือความภูมิใจของนายอำเภอไกลปืนเที่ยงคะ

มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว เราโชคดีที่มีอาชีพนี้ รับราชการในหน้าที่นี้ ได้ทำงานในตำแหน่งตรงนี้ เหน็ดเหนื่อยพอควร แต่ก็มีความสุข ผมบอกครอบครัวบ่อยครั้งว่า จริงๆ อาชีพผมมันเหมือนทำบุญ ไม่ต้องไปบวชก็ได้ ถ้าตั้งใจทำงานจริงๆ ได้บุญได้กุศล การกระทำในแต่ละเรื่องแต่ละอย่างถ้าคิดว่าเราเป็นตัวแทนของรัฐบาล ทำงานในฐานะนักพัฒนาอยู่ในอำเภอๆ หนึ่ง เราจะทำอะไรให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คิดแค่นี้ ทุกวันนี้ก็เลยเหมือนว่า มันทำให้เรามีความสุข แล้วก็บอกให้เขาอดทน ท้ายสุดก็จะไปอยู่ร่วมกันกับครอบครัว แล้วผมก็จะพัก ตอนนี้ยังเหลืออายุราชการอยู่ 10 กว่าปี ยังทำอะไรให้กับประเทศนี้ได้ก็จะพยายามทำให้มากที่สุด