ต่อลมหายใจ 'บ้านบาตร'

ทุกวันนี้รูปแบบการท่องเที่ยวบ้านเรามีให้เลือกหลากหลายเมนู

นอกเหนือจากการไปล่องเรือออกทะเล ขึ้นเขาชมหมอก หรือการเที่ยวตามประเพณีนิยมต่างๆ แล้ว ยังมีท่องเที่ยวทางเลือกอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการเข้าไปสัมผัสกับชุมชนเพื่อเรียนรู้เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น หรือ "การท่องเที่ยว


ชุมชน" เป็นการเปิดมุมมองใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของนักท่องเที่ยว


กรุงเทพมหานคร ในฐานะเมืองหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีชุมชนเก่าแก่มากมายที่ตั้งรกรากมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ชุมชนเหล่านี้เต็มไปด้วยร่องรอยและเรื่องราวในอดีต เริ่มตั้งแต่ชื่อชุมชน หลายแห่งบ่งบอกถึงอาชีพของผู้คนในสมัยก่อน เช่นที่ชุมชน “บ้านบาตร”


เพียงแค่ชื่อก็ทราบทันทีว่าพวกเขาทำอาชีพอะไร และแม้ว่าปัจจุบันจะมีการปรับตัวจากการทำบาตรเป็นอาชีพหลักมาเป็นการเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่เสน่ห์ของชุมชนเก่าแห่งนี้ก็ยังไม่จางหายไป


บ้านบาตร ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกเมรุปูน ซอยบ้านบาตร ถนนบำรุงเมืองและถนนบริพัตร แขวงสำราญราษฎร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ 37 งาน ที่ดินเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สภาพทั่วไปเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวและสองชั้น รวมถึงบ้าน
ปูนตามแบบสมัยใหม่ปลูกอยู่ติดกัน ทางเดินภายในชุมชนเป็นคอนกรีตตลอดทาง


แม้ชุมชนบ้านบาตรในวันนี้จะเหลือการทำบาตรเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้น แต่เสียงจากการตีบาตรด้วยมือก็ยังคงดังก้องไปทั่วชุมชนตราบที่ยังมีผู้สืบทอดต่อ ซึ่งโจทย์ใหญ่ของพวกเขาในวันนี้คือทำอย่างไรที่จะส่งต่อภูมิปัญญาการทำบาตรไปถึงผู้คนที่สนใจเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ให้
สูญหาย และคำตอบที่ได้ก็คือ ใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวผสานวิถีชีวิตการทำบาตรกับคนต่างถิ่นไว้ด้วยกัน


ด้วยเหตุนี้จึงเกิด‘จิตอาสาชุมชนบ้านบาตร’ขึ้น "เราเป็นตัวแทนชุมชนคอยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ใครต้องการข้อมูลเราก็พยายามช่วยเหลือ หรือนักท่องเที่ยวอยากลองทำบาตรเราก็ให้ลองทำจริงๆ เมื่อเข้ามาแล้วอยากให้มีความสุข อยากให้กลับไปแล้วกลับมาเยือนชุมชนเราอีก
เกิดความประทับใจ" สรินยา สุทดิศ สายเลือดชาวบ้านบาตร กล่าว


การท่องเที่ยวชุมชนต้องเป็นการเข้ามาศึกษาอย่างท่องแท้ ชุมชนอยู่ได้ด้วยตนเองมีวิถีแบบธรรมชาติ ต้องไม่ใช่ภาพแบบสวนสนุกที่มีกฎระเบียบ ชาวบ้านต้องมีชีวิตตามแบบฉบับของตนเอง ชุมชนบ้านบาตรจึงไม่คิดที่จะสร้างกฎเกณฑ์ใดๆ ผู้ประกอบการควรเรียนรู้ทุกอย่างของชุมชน มี
ขอบเขตในการพานักท่องเที่ยวเข้ามา


กฤษณา แสงไชย คุณป้าชาวบ้านบาตรที่เติบโตมาในชุมชน ประกอบอาชีพทำบาตรด้วยมือต่อจากบิดา เล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปว่า เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาจึงโดนบาตรปั๊มที่ทำจากเครื่องจักรซึ่งราคาถูกกว่าแย่งลูกค้าไป ทำให้จำนวนชาวบ้านที่ทำบาตรลดลงอย่าง
น่าใจหาย ครั้นพอมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเข้ามา ส่วนใหญ่ก็มาเอาต้นทุนของชุมชนไปหาประโยชน์โดยไม่คิดที่จะช่วยส่งเสริม


“เราไม่ต้องการผู้ประกอบการที่เอาเปรียบ เอาความเป็นอยู่วิถีชีวิตของพวกเรามาเป็นจุดขาย หากผู้ประกอบการพานักท่องเที่ยวเข้ามา อยากให้ช่วยส่งเสริมชุมชนด้วย ช่วยซื้อสินค้าของเราเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ใช่เข้ามาหาผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว”


ดังนั้นผู้ประกอบการต้องช่วยกันรณรงค์ในเรื่องเหล่านี้ ศานนท์ หวังสร้างบุญ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชนรุ่นใหม่ มองว่า "เมื่อก่อนจะเป็นนักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนหาผลประโยชน์ในแบบนักธุรกิจ ทัวร์จักรยาน ทัวร์ที่หาผลประโยชน์จากต้นทุนทางสังคม อย่างเช่นบ้านบาตร เขาเล็ง
เห็นลักษณะการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ก่อนคนไทย เป็นการใช้ต้นทุนของชุมชนแปรเป็นกำไร ซึ่งสักวันหนึ่งต้นทุนเหล่านี้ก็หมดไปหากไม่ทดแทน

ในฐานะผู้ประกอบที่ใช้การท่องเที่ยวชุมชนเป็นจุดขาย เขายึดหลักการดำเนินธุรกิจแบบเกื้อกูล เป็นการศึกษาสิ่งที่อยู่รอบตัวว่ามีอะไร สามารถช่วยเหลือชุมชนได้อย่างไร เพื่อให้ธุรกิจของตนเติบโตไปพร้อมๆ กับชุมชน "เราต้องหาวิธีทำให้สินค้าของชุมชนขายได้ด้วยตนเอง การท่อง
เที่ยวเป็นการเสริมให้ขายดียิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งแรงในการเผยแพร่ออกไป" กฤษณา กล่าวด้วยความมุ่งมั่น


โดยทั่วไปโปรแกรมท่องเที่ยวมักถูกวางรูปแบบไว้ตายตัวตามที่ลูกค้าต้องการ แต่ผู้ประกอบการควรมองมุมกลับว่าอยากเห็นนักท่องเที่ยวแบบไหน อยากจะมอบอะไรแล้วสร้างเมนูนั้นให้เขา สร้างตัวเลือกที่ดีงามไม่เอาเปรียบชุมชน และควรช่วยกันรักษาต้นทุนเอาไว้ เพื่อตอบแทนชุมชนที่ให้ต้นทุนที่ดีและช่วยให้ต้นทุนนี้ยังคงสืบเนื่องต่อไปได้เรื่อยๆ


ด้านตัวนักท่องเที่ยวเองเมื่อเข้าไปในชุมชนควรให้ความเคารพสถานที่ ไม่ทำลาย หรือก่อความวุ่นวายรบกวนการใช้ชีวิตของชาวบ้าน ไม่ใช่เพียงแค่เข้าไปแวะผ่านว่าชุมชนนี้มีอะไร แต่ต้องเข้าไปคลุกคลีจนเกิดการเรียนรู้สูงสุด กลับออกไปนำสิ่งที่พบเจอเผยแพร่ หรือแนะนำชุมชนในส่วนที่บกพร่องเพื่อให้มีการจัดการที่ดีขึ้น เกิดการสื่อสารโต้ตอบกันระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชน ครั้งต่อไปกลุ่มใหม่ที่มาเยือนจะได้ประทับใจยิ่งขึ้น


ชุมชนบ้านบาตรนับเป็นอีกตัวอย่างของการท่องเที่ยวชุมชนที่มีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและเทรนด์การเที่ยวรูปแบบใหม่ หากมองด้วยตาชุมชนบ้านบาตรนี้ถูกเคลือบไว้ด้วยวัฒนธรรมอันดีงาม แต่แท้จริงแล้ววิถีชีวิตดั้งเดิมนี้กำลังจะเลือนหายไป ทั้งจากการลดลงของคนทำบาตรและการเข้ามาอย่างฉาบฉวยของนักท่องเที่ยว คนรุ่นใหม่จึงเป็นพลังสำคัญในการต่อลมหายใจภูมิปัญญาที่มีมาแต่ครั้งอดีตให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง


“เราอยากเผยแพร่เกี่ยวกับการทำบาตร อยากให้บาตรอยู่ต่อไป ถึงแม้อาจจะเลือนรางแต่ไม่อยากให้สูญสิ้นไปจากแผ่นดินนี้” สรินยา กล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวัง