คู่ไหน ไม่ปลอม !?

คู่ไหน ไม่ปลอม !?

รองเท้าสวยๆ ใครๆ ก็อยากได้ แต่เมื่อเสียเงินทั้งที ดันได้ของปลอม เป็นใครก็ต้องเจ็บใจ แล้วทำอย่างไรจึงจะอยู่รอดจากกลโกงของเหล่าพ่อค้าใจคด

นาทีนี้คงเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วถึงกระแสความนิยมในรองเท้า ‘สนีคเกอร์’ ที่ยังคงแรงไม่ตก เติบโตต่อเนื่องมาราวๆ 4 - 5 ปี จากเดิมที่เคยอยู่ในกลุ่มแวดวงคนรักการใส่รองเท้าผ้าใบ เมื่อเทรนด์แฟชั่นเบนเข็มมาสู่แนว ‘สตรีท สไตล์’ หลายคนจึงเริ่มมองหาผ้าใบคู่ใจสักคู่กับเขาบ้าง

ยิ่งในระยะหลัง แบรนด์รองเท้าแทบทุกค่ายต่างหันมาทำตลาดโดยใช้คนดังร่วมด้วย ทั้งผ่านการดีไซน์รองเท้ารุ่นพิเศษในแบบที่เรียกกันว่า Collaboration แถมคูณด้วยพลังการตลาดผ่านหลากหลายช่องทาง เลยยิ่งทำให้ตลาดที่เคยอยู่เฉพาะกลุ่ม ขยายออกสู่วงกว้างในระดับแมสมากขึ้น

หากนับเฉพาะบ้านเรา พอจะจำกันได้ไหม ครั้งหนึ่งเราเคยตามล่าหารองเท้า Onitsuka Tiger รุ่นเดียวกับที่ อูม่า เธอร์แมน ใส่ในภาพยนตร์ Kill Bill (2003) แล้วเราก็ได้เห็นใครต่อใครใส่รองเท้ายี่ห้อ New Balance กันให้แซ่ดเพราะยามส่อง IG ดารา เป็นต้องเห็นตัวแม่เขาใส่กัน

และการที่อยู่ดีๆ รองเท้าคอนเวิร์ส Chuck Taylor All Star รุ่นคลาสสิคซึ่งมีชื่อเต็มๆ ว่า Converse All Star Chuck Taylor Optical White กลับมาฮิตติดลมบนเมื่อกลางปีที่แล้วก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต เลือกมาใส่ในงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้งานแต่งแห่งปีของเธอเอง

แถมเมื่อต้นปีมานี้ จำกันได้ไหม กับเหตุอลหม่านแย่งกันซื้อรองเท้า Adidas NMD R1 ชนิดห้างแทบแตก จนต้องเลื่อนการขายออกไปเพื่อกำหนดกติกาใหม่ ส่งผลให้ราคารองเท้ารุ่นดังกล่าวถีบตัวสูงขึ้นจาก ณ หน้าร้านที่ 6,900 บาทสู่การซื้อต่อที่ 1-2 หมื่นบาทเพียงแค่ข้ามวัน

ร่วมยืนยันถึงแนวโน้มของกระแสสนีคเกอร์ที่ยังโตไม่หยุดอีกคนโดย ศิราภรณ์ วัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด ผู้บริหารงานร้านซูเปอร์สปอร์ต ที่บอกว่า ยอดขายรองเท้าสนีคเกอร์ ซึ่งสำหรับซูเปอร์สปอร์ตจัดให้อยู่ในกลุ่ม ‘แคชชวล’ ในปี 2558 มียอดขายโตขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า

เธอบอกว่า ยิ่งในส่วนของงานเซลส์ที่ทางบริษัทฯ เดินสายจัดทั่วประเทศนั้น หากนับทุกงานที่มีรองเท้าร่วมวางขายอยู่ด้วย ซึ่งมีอยู่ราวๆ เดือนละ 3-4 งานนั้น รวมทั้งปี 2558 บริษัทฯ สามารถขายรองเท้ากลุ่มแคชชวลจากงานเซลส์อีเวนท์ได้กว่า 8 หมื่นคู่!

เมื่ออยู่ในขาขึ้น ผู้ค้าสนีคเกอร์จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งจำพวกขออนุญาตเป็น Official Retailer อย่างถูกต้อง และรายย่อยที่หิ้วจากเมืองนอกมาขายผ่านเน็ตซึ่งผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

ในยามรองเท้าตกรุ่น จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องเอามาจัดขายลดราคา ยิ่งในห้วงเวลาเศรษฐกิจเช่นนี้ ที่ไม่ว่าจะเดินห้างไหน เป็นต้องได้เจองานขายของลดราคา เลยยิ่งช่วยหนุนให้การซื้อขายรองเท้าสนีคเกอร์ลดราคากลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นได้ทั่วไป

กลายเป็นโอกาสให้พ่อค้าใจคด ที่ตีเนียนมาเช่าพื้นที่กลางห้างดังหลายๆ ห้างเพื่อจัดงานลดราคารองเท้าแบรนด์ดังที่หลายคนชื่นชอบ ให้ซื้อง่าย จ่ายคล่อง แต่ได้ของปลอมกลับบ้านอย่างไม่รู้ตัว

 

ของปลอมขึ้นห้าง

กระทู้ “NIKE ปลอมระบาดหนัก ! ระวังกันด้วยนะครับ” ได้ถูกโพสต์ขึ้นบนเว็บพันทิปโดยผู้ใช้ชื่อ stinky เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เพื่อแจ้งเตือนการขายของปลอมอย่างโจ๋งครึ่มโดยอ้างว่า เป็นงานเซลส์โดย Factory Outlet และกระหน่ำแขวนป้ายแบรนด์หน้าตาเฉย ณ ห้างแห่งหนึ่ง ทำเอาคนในโลกโซเชียลช่วยกันไปรีพอร์ตบนเฟซบุ๊คของห้างดังกล่าวจนรีบดำเนินการให้ผู้เช่าออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน ก็มีการแจ้งไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้มีการไปตรวจสอบด้วย ทว่าเมื่อทางกรมฯ ไปถึง ผู้ค้ารายดังกล่าวย้ายออกไปแล้ว จึงไม่พบความผิด

แม้เรื่องของปลอมจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในบ้านเรา แต่ต้องยอมรับว่า การเอาของปลอมขึ้นมาขายอย่างเชิดๆ บนห้างนั้น ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ เพราะปกติก็จะขายกันถ้าไม่บนเน็ต ก็ตามตลาดนัด ครั้งนี้ คนจึงค่อนข้างตื่นตัว และสับสนว่า แล้วตกลงจะเชื่ออะไรได้ !?

และห้างฯ ที่เจ้าของกระทู้เอ่ยถึงนั้น ก็ไม่ได้เป็นเพียงห้างเดียวที่ตกเป็นเหยื่อ เพราะตอนหลังเริ่มมีการรายงานเบาะแสว่า เคยเจอที่นั่น ที่นี่.. รวมแล้วเกือบสิบแห่งที่มีการเช่าพื้นที่ขายรองเท้าปลอมเช่นนี้

  บ๊อบบี้ ผู้ดูแลกลุ่ม ชมรม กูรู รวมตัว ต่อต้านสินค้าปลอม บนเฟซบุ๊ค และในฐานะ สนีคเกอร์เฮด (Sneakerhead - คนที่คลั่งไคล้รองเท้าสนีคเกอร์) เล่าถึงพฤติกรรมของร้านขายรองเท้าปลอมว่า โดยมากจะใช้วิธีขอเช่าพื้นที่ส่วนแสดงสินค้าของทางห้างที่เป็นลานใหญ่ๆ แล้วจัดโปรโมชั่นยิ่งใหญ่ให้กับสินค้าในเวลา 3-4 วัน แล้วก็จะหมุนวนไปจัดที่ห้างอื่นต่อ อาจจะมีกระบะรองเท้าที่ลดราคาให้ถูกมากๆ ไว้เพื่อเรียกคนเข้ามา ซึ่งแน่นอนว่า เข้ามาแล้วก็ต้องแวะไปดูรุ่นที่แพงกว่าภายในร้าน

"วิธีก็คือเขาจะเอาป้ายที่ติดยี่ห้อนั้นๆ Nike New Balance ที่ทำเอง ตัดสติ๊กเกอร์ ติดฟิวเจอร์บอร์ด แล้วก็เขียนว่า Sales, Final Sales, End of Season Sales อะไรก็ตาม ซึ่งคนที่เขาไปซื้อเขาจะเข้าใจว่า เป็นของของห้างเอามาเซลส์ เขาก็จะเชื่อใจในระดับนึงว่า เขากำลังซื้อของแท้ในราคาที่มันลด ได้ซื้อไนกี้คู่ละแค่พันกว่าบาท ตรงนี้ก็มีบางห้างบางส่วนคัดกรอง แต่บางห้างก็ไม่ได้คัดกรอง เพราะเขาไม่ได้มีความรู้เรื่องสินค้าตัวนั้นๆ มากพอ” บ๊อบบี้เล่า

อนุพงศ์ คุตติกุล เจ้าของร้าน คาร์นิวาล (Carnival) ร้านขายรองเท้าสนีคเกอร์ชื่อดัง ร่วมขยายความในทางเดียวกันว่า ร้านที่ขายของปลอมส่วนใหญ่จะไม่ได้ขายเป็นหลักแหล่ง โดยมักจะไปเช่าพื้นที่ตามห้าง และจะมาในลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนท์นั้นๆ แต่ไม่ใช่เหมาลานทั้งลาน

“ถ้าเจอจำพวกที่มาขายแบบเป็นบูธเล็กๆ มาจัดในลานกิจกรรม เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของอีเวนท์ ขอให้คิดไว้ก่อนว่าปลอม เพราะถ้าแบรนด์เขามาเซลส์เอง หรือร้านใหญ่ๆ เอามาขาย เขาไม่แอบทำในพื้นที่เล็กๆ บูธเล็กๆ หรอกครับ ต้องใหญ่แน่นอน” อนุพงศ์ย้ำ

สำหรับประเด็นเรื่องพื้นที่ให้เช่านั้น ผู้ประกอบการธุรกิจศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งอธิบายว่า โดยปกติแล้วพื้นที่ส่วนลานกิจกรรมของห้างแทบทุกค่ายจะให้ออร์แกไนซอร์เป็นผู้เช่า โดยต้องเสนอรายชื่อสินค้าและร้านให้ทางห้างดูก่อนว่า ขายได้หรือไม่ หรือเข้ากับธีมงานที่จัดหรือเปล่า โดยใช้เวลาเป็นเดือนในการจองพื้นที่ ซึ่งตามกฎ จะไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายมาวางขายอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ หากมีการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จริง ทางห้างก็ยากที่จะทราบ เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อมีผู้แจ้งเข้ามา ทางห้างก็พร้อมที่จะตรวจสอบ และหากพบว่า ผิดจริงก็จะให้ผู้ค้ารายนั้นออกจากพื้นที่

"บางทีออร์แกไนเซอร์ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า สินค้าที่เอามาลงมันเป็นแบบนี้ เขาก็ไปเอาผู้ประกอบการมาลงอีกทีนึง” เขาอธิบาย จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา หากมีปัญหาเกิดขึ้นกับร้านใด ทางห้างก็จะแก้ปัญหาโดยเอาร้านนั้นออกจากพื้นที่ทันทีที่ทราบ

“ก็ต้องดูรายละเอียดให้มาก ถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องตรวจสอบให้มากขึ้น พยายามจะทำทุกอย่างให้ทุกคนสบายใจ ให้ถูกต้องทุกอย่าง” เขากล่าว

 

ตาดี(ก็เสีย)ได้

สำหรับผู้ที่ได้เจองานเซลส์ทั้งหลาย ถึงจะอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ที่เห็นนั้น ขายของจริง หรือ ของปลอม แต่สำหรับลูกค้าทั่วไปแล้ว คงยากที่จะแยกออก เพราะถึงจะพอมีหลักอยู่บ้างในการเช็คสินค้า

"ของปลอมมันมีหลายเกรด มีตั้งแต่เอจนห้าเอ และเกรดมิเรอร์” บ๊อบบี้ อธิบาย และบอกว่า ส่วนใหญ่รองเท้าปลอมที่วางขายในห้างเกือบทุกยี่ห้อจะอยู่ในเกรดมิเรอร์ (Mirror) ขึ้นไป ซึ่งส่งตรงมาจากประเทศเวียดนามหรือจีนตามแต่ฐานการผลิตของยี่ห้อนั้น

“ของที่ทำมาคล้ายๆ คือไม่เหมือนแต่คล้ายๆ เอามาเปรียบกันปุ๊บ จะมองทีเดียวรู้เลยว่า อ๋อ อันนี้ก๊อปปี้ นี่คือขั้นที่หนึ่ง ต่อมาคือเกรดเอ สามเอถึงห้าเอ ก็เหมือนมากๆ แล้ว อาจจะบิดเบี้ยวไปซ้ายไปขวา ต้องสังเกตดีๆ ในส่วนของรุ่นที่สูงขึ้นมา อย่างเช่น เกรดมิเรอร์ ตามความหมายเลย เหมือนส่องกระจก ต้องมามองที่ดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ว่า เส้นใยตัวนี้มันถักแบบแปดทาง อันนี้คือหกทาง คนละแบบ"

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ของปลอมก็มีหลายเกรด ถ้าไปเจอเกรดมิเรอร์ (Miror) ระดับเทพ ชนิดที่กูรูก็กูรูเถอะ ความส่องผิดก็เกิดขึ้นได้ เพราะกระทั่งคนที่มีประสบการณ์ศึกษา เดินดูสินค้าเหล่านี้มากว่า 10 ปีอย่างเขา ยังยอมรับว่า ที่แยกไม่ออกก็มี

..บางครั้งที่กระทั่งลากกูรูหลายๆ คนมารวมหัวกันดู ก็ยังไม่กล้าฟันธงเหมือนกัน!

สำหรับใครที่คิดว่า แน่ คิดว่า ตัวเองมีสูตรเด็ด เคล็ดลับการจับผิดของปลอมนั้น อนุพงศ์ เจ้าของร้านคาร์นิวาล ฝากคำเตือนมาด้วยความหวังดีว่า ลืมไปได้เลยหากคิดจะยึดเอาจุดสังเกตที่แชร์ๆ กันต่อมาในเน็ตมาไว้เช็คสินค้าว่า จริง หรือ ปลอม

“การจะดูของปลอม มันไม่มีจุดตายตัวว่าต้องดูตรงนั้น ตรงนี้ เพราะถ้าเรารู้ โรงงานก็ต้องรู้ มันต้องอาศัยประสบการณ์ ดูบ่อยๆ จับบ่อยๆ ก็จะรู้ว่า มันไม่น่าจะใช่ แต่สำหรับคนทั่วไปที่เป็นหน้าใหม่ ก็ขอให้เข้าร้านที่เชื่อถือได้จะดีกว่าครับ” เขาแนะ

 

ปลอดภัยไว้ก่อน

ที่สำคัญ คือ หากสนใจรองเท้ารุ่นที่มีราคา ก็ควรจะทำการบ้านมาด้วยระดับหนึ่ง เช่น รองเท้ารุ่นนั้นผลิตกี่สี กี่แบบ เพราะบางครั้งตกม้าตายตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานเช่นนี้ เช่น รองเท้าบางรุ่นผลิตมาสีดำเพียงสีเดียว แถมจำนวนยังจำกัด แต่มาเจอวางขายเต็มเชลฟ์ มีครบสี ครบไซส์ แถมยังลดราคาด้วย เห็นแล้วก็ดีใจรีบคว้ามาจ่ายเงิน.. อันนี้ถือว่า เฟล หนัก เพราะของไม่ใช่ถูกๆ หาข้อมูลกันสักนิดคงไม่เสียเวลาเท่าไร

“ถ้าเรามีเวลามากพอจริงๆ ในการพิจารณา มันจะผิดข้อสังเกตที่ทำให้เรารู้ได้บางอย่าง เช่น ขอดูกล่อง แล้วกล่องมันไม่มีชื่อผู้จัดจำหน่าย แล้วก็ลองจับดูปุ๊บแล้วมันผิดจากที่เราเคยเห็น หรือเราอาจจะมีเวลาพิจารณา แล้วเราสามารถหาข้อมูลในเน็ตประกอบ เช่นว่า รุ่นนี้ต้อง Made in อะไร” บ๊อบบี้แนะนำเสริม

ที่สำคัญต้องดูที่ป้ายก่อนเลยว่า เป็นสินค้าของห้างนั้นๆ หรือไม่ หรือออกบิลโดยใคร ถ้าเป็นบิลธรรมดา ไม่มีหัว ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า อาจจะไม่ใช่ของจริง

ทั้งนี้การสกรีนร้านค้าของห้างคือขั้นตอนสำคัญ แต่ปัจจุบันก็ไม่อาจทำได้ทั่วถึง เพราะขาดข้อมูล ซึ่งตรงนี้บ๊อบบี้เห็นว่า ปัญหายังอยู่ที่จำนวนของตัวแทนจำหน่ายที่ถูกลิขสิทธิ์ที่มีจำนวนมาก

“ห้างทุกห้างต้องขอดูใบอนุญาตจำหน่ายสินค้า อย่างกรณีเป็นลิขสิทธิ์ก็คือ เป็นตัวแทนจริงหรือไม่ ต้องมีใบตัวแทน ถ้าเป็นเอาท์เล็ทเขาจะมีใบแปะที่เคานท์เตอร์เลยว่าเป็นสินค้าภายใต้การผลิตของอะไร มันตรวจสอบได้”

หรือจะเดินตามแนวทางที่ สมบูรณ์ เฉยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ไว้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะการซื้อตามกระแสโดยไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ค้าของปลอมสามารถคว้าเงินจากกระเป๋าเราได้

โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่า รองเท้ารุ่นนี้รุ่นนั้นดัง ก็อยากใส่บ้าง แต่ราคาแพง เลยยังซื้อไม่ไหว พอเห็นเขาเอามาลดราคา ก็อดใจไม่ไหวรีบคว้ามาครอง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลนั้น ผอ.สมบูรณ์ ฝากมาบอกว่า ของแบรนด์ไทยคุณภาพดี ราคาเบาๆ ก็มีให้เลือกมากมาย

“เพราะมัวแต่คิดว่า จะใส่แบรนด์นอก แล้วพอเจอลดราคาก็ไม่ได้ดูว่า เชื่อถือได้ไหม เห็นลดราคาก็ซื้อเลย ก็เลยตกเป็นเหยื่อของปลอมไป เพราะจริงๆ ลูกค้าที่ซื้อรองเท้ากลุ่มนี้ เขาจะหาข้อมูลมาแล้วอย่างดี ถ้าจะซื้อก็ควรหาข้อมูลด้วย เพราะของไม่ใช่ถูกๆ”

แทนที่จะเสียค่าโง่ไปกับของปลอม สู้มาซื้ออุดหนุนรองเท้าของคนไทย แต่ได้ของแท้ ยังจะน่าภาคภูมิใจเสียกว่า!

#######

10 เหตุผลที่คนเราซื้อสนีคเกอร์

*ซื้อเพราะ รัก เป็นอารมณ์ส่วนตัว เช่น เป็นรองเท้าคู่แรกที่เราซื้อด้วยเงินตัวเอง หรือเป็นคู่เก่งที่เราใส่ในงานสำคัญ

*ซื้อเพราะ ความพิเศษ เช่น ผลิตจำนวนน้อย

*ซื้อเพราะ ประวัติศาสตร์ ถ้าสนีคเกอร์คู่ไหนที่เป็นตำนานของวงการ มีหรือจะไม่พลาดเก็บไว้ในครอบครอง

*ซื้อเพราะ ความสบาย ยิ่งอายุมากเท่าไร เราก็จะมองหาความสบายในการสวมใส่

*ซื้อเพราะ ราคาน่ารัก แม้ไม่ปิ๊ง แต่ราคาพอน่ารัก เราก็ยอมจ่ายได้สบายมาก

*ซื้อเพราะ สี ลองสีไหนต้องตาเราแล้ว ก็อยากจะเป็นเจ้าของได้ไม่ยากเลย

*ซื้อเพราะ แบรนด์ ก็คนมันเลือกแล้ว.. ที่จะรักแบรนด์นั้น

*ซื้อเพราะ โฆษณา (ชวนเชื่อ) ลองได้เห็นในโซเชียลบ่อยๆ เชื่อเถอะว่า หลายคนคิดอยากจะมีกับเขาบ้าง

*ซื้อเพราะ สะสม หลายคนซื้อรองเท้าที่ตัวเองไม่ได้ชอบ เพราะว่าเป็นนักสะสมตัวยง

*ซื้อเพราะ ความชอบ.. นั่นคือเหตุผลที่สำคัญที่สุด!

ที่มา : เว็บไซต์ www.kicksonfire.com