‘ดนตรี’ เชื่อมมิตรภาพ ‘ไทย-กัมพูชา’

‘ดนตรี’ เชื่อมมิตรภาพ ‘ไทย-กัมพูชา’

เสียงเพลงมีพลังดึงดูดและหลอมรวมผู้คนให้เกิดความเข้าอกเข้าใจ และมีความใกล้ชิดกันได้อย่างน่าอัศจรรย์

เสียงเพลงที่มีท่วงทำนองคุ้นหู ทั้งจากไทย กัมพูชา และบทเพลงสากลดังกังวานอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองที่กำหนดไว้ ทั้งการซักซ้อมคิวการแสดงต่างๆ การปรับแต่งระบบเสียง ระบบแสง และระบบภาพเคลื่อนไหวบนจอด้านหลังเวที ที่รวบรวมภาพถ่าย , ฟุตเทจทั้งเก่าและใหม่ของพนมเปญ โดยฝีมือของ Jean-David Caillouet ซึ่งดูตระการตากว่าที่คาดหมาย

“นี่เป็นครั้งแรกที่วงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ได้ออกมาแสดงดนตรีต่างแดนเป็นครั้งแรก” ดร.อโนทัย นิติพน รองอธิการบดีสถาบันกัลยาณิวัฒนา ซึ่งผละจากงานคุมคิวการซ้อมชั่วคราว แวะมาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพลัง ระคนตื่นเต้นยินดี

“นับเป็นโอกาสดีที่คราวนี้เรามีนักดนตรีเยาวชนจากทางกัมพูชาร่วมบรรเลงด้วย ทำให้เยาวชนทั้งสองประเทศได้เรียนรู้ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน ทั้งในแง่ดนตรีและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เยาวชนได้สัมผัสดนตรีที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดอยู่แค่ดนตรีแบบใดแบบหนึ่ง อีกทั้งการออกมานอกประเทศ ยังทำให้เราได้รู้จักเพื่อนบ้านดีขึ้น เรียนรู้ที่จะทำงานด้วยกัน รู้จักให้อภัยกัน เป็นการมุ่งสู่มิตรภาพมากกว่าความเป็นเลิศทางดนตรี”

กว่าจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์

งานกาลาดินเนอร์ และการแสดงคอนเสิร์ตวงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ร่วมกับเยาวชนดนตรีกัมพูชา ครั้งนี้ จัดขึ้น ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมโซฟิเทล พนมเปญ โภคีธรา เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลกัมพูชา ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2559 เนื่องในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – กัมพูชา

นอกจากงานกาลาดินเนอร์และคอนเสิร์ต ซึ่งจัดขึ้นในวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ณ โรงแรม โซฟิเทล พนมเปญ โภคีธรา แล้ว ยังมีอีกหนึ่งคอนเสิร์ตสำหรับประชาชนทั่วไป จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 ที่โรงละคร จตุมุข (Chaktomuk Conference Hall) กลางกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อย เพราะคอนเสิร์ตได้รับความสนใจจากประชาชนชาวกัมพูชาอย่างล้นหลาม

เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เปิดเผยว่า กิจกรรมเหล่านี้มีขึ้น “... เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ทรงงานอย่างต่อเนื่องยาวนานในการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา โดยทั้งสองประเทศได้มีโครงการพัฒนาร่วมกันมากมายที่นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในถิ่นทุรกันดารในราชอาณาจักรกัมพูชา นอกจากนี้ยังเป็นการเทิดพระเกียรติในพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี และพระอุปถัมภ์ที่ทรงสนับสนุนศิลปะดนตรีเสมอมา”

ด้าน รองศาสตราจารย์นราพร จันทร์โอชา ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา กล่าวว่า “คอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติครั้งนี้ เป็นความร่วมมือร่วมใจอันน่าชื่นชมของภาครัฐและเอกชนจากทั้งสองประเทศ นำเสนอศักยภาพด้านดนตรีของเยาวชนไทย – กัมพูชา อันประกอบด้วยนักดนตรีเยาวชนไทยจากวงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา นักศึกษาของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และนักดนตรีเยาวชนจาก Royal University of Fine Arts of Cambodia รวมทั้งสิ้นจำนวน 57 คน และนักไวโอลินเดี่ยว อาจารย์สิทธิชัย เพ็งเจริญ รวมถึงศิลปินนักร้องรวม 4 คนภายใต้การควบคุมวงของ วาทยกร อาจารย์คมสัน ดิลกคุณานันท์”

สำหรับบทเพลงที่คัดสรรมาบรรเลงในคอนเสิร์ต แบ่งออกเป็น 3 ชุดแนวคิดด้วยกัน ได้แก่ แนวคิด ‘Celebration’ คือการเฉลิมฉลอง , แนวคิด ‘Love’ ความรัก และ แนวคิด ‘Harmony of Two Kingdoms’ หรือ สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน โดยได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช และบทเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ มาบรรเลง ตลอดจนบทเพลงร่วมสมัยอื่นๆ อันเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนชาวไทยและกัมพูชา อาทิ เพลง ‘รักข้ามขอบฟ้า’ เพลง ‘จำปาพระตะบอง’ และเพลง ‘บัวขาว’ ซึ่งบทเพลงเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมดนตรีที่ไร้เขตแดน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพของประชาชนชาวไทยและกัมพูชาในการอยู่ร่วมกัน ในเสียงของดนตรี และบทเพลงของภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

 

ดนตรีไร้พรมแดนขวางกั้น

เป็นที่ทราบกันว่า ไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดำเนินมาครบรอบ 65 ปี แต่โดยความเป็นจริง ไทยและกัมพูชามีสายสัมพันธ์ร่วมกันยาวนานมาตลอดช่วงเวลาประวัติศาสตร์ มีความใกล้ชิดและแน่นแฟ้น ทั้งในเรื่องของภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงดนตรี ดังรายชื่อเพลงที่คัดสรรมาแสดงในงานคอนเสิร์ต สามารถตอกย้ำถึงความจริงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

“โปรแกรมแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก Celebration เริ่มต้นตั้งแต่บทเพลง ‘โหมโรงเทิดสิรินธร’ ซึ่งครูมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ แต่งขึ้นเนื่องในโอกาสพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ครบ 3 รอบ เรานำเพลงนี้มาเล่นอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการบรรเลงด้วยวงออร์เคสตรา” ดร.อโนทัย ขยายความรายละเอียดของเพลงให้ฟัง

ตามด้วย "Le soir où je t’ai rencontrée" บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก และเป็นเพลงที่หลายๆ คนรู้จักจากภาพยนตร์ที่ท่านทรงกำกับ และ ‘รัก’ บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงประพันธ์คำร้อง

“จากนั้น จะมีบทเพลง Sound of Siam ที่นักศึกษาของสถาบันฯ ได้เรียบเรียงขึ้นใหม่ จากบทเพลงท้องถิ่นของไทย ไล่จากภาคเหนือ อีสาน จรดภาคใต้ เพื่อแสดงให้เห็นกลิ่นสีของความเป็นเพลงไทยพื้นบ้าน”

องก์ที่สอง ภายใต้ธีม Love สะท้อนถึงความรักของไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นด้วยเพลง ‘Phnom Penh’ บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ โดยมีเนื้อหาพูดถึงความสวยงามของกรุงพนมเปญ จากนั้นเป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช คือ ‘ในดวงใจนิรันดร์’ และ ‘ยามเย็น’

“ในธีมเกี่ยวกับความรัก ยังมีเพลง ‘Hymme a l'amour’ ของเอดิธ เพียฟ ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการแต่งเพลงในสมัยนั้น แล้วยังมีเพลง ‘คิดถึง’ ของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ซึ่งความจริงแล้ว เป็นเพลงดังของไทยที่นำทำนองมาจากเพลง ‘Zigeunerweisen’ หรือ ‘Gypsy Air’ ของ Pablo de Sarasate (นักแต่งเพลงชาวสแปนิช) เพลงนี้นำเสนอให้เห็นอิทธิพลของดนตรีตะวันตก ว่าแพร่หลายเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไร รวมถึงบทบาทของวงดนตรีออร์เคสตรา ตามด้วยการบรรเลงเพลงต้นฉบับของ ซาราซาเต โดยมีอาจารย์สิทธิชัย เพ็งเจริญ มาโซโลไวโอลิน”

องก์ที่สาม คือ Harmony of 2 Kingdoms เป็นการรวมบทเพลงที่ทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาต่างรู้จักกันดี เริ่มจาก ‘Beauté de Kep’ บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ซึ่งพูดถึงความสวยงามของสีหนุวิลล์ เมืองชายทะเล ที่สะท้อนภาพคู่รักในบรรยากาศของความรัก ส่วน ‘Champa Battambang’ หรือ ‘จำปาพระตะบอง’ เป็นเพลงที่คนไทยรู้จัก ทำนองสวยงาม ซึ่งเดิมถ่ายทอดโดย สิน สีสามุต นักร้องชื่อดังของกัมพูชา

“ตามด้วย ‘บัวขาว’ ที่ไม่ได้ร้องกันเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่โด่งดังในภาคพื้นเอเชีย เพลงนี้มีเนื้อร้องกัมพูชาด้วย แต่คราวนี้นำเสนอในเวอร์ชั่นบรรเลง จากนั้นยังมีเพลง ‘รักข้ามขอบฟ้า’ หรือ ‘Sne Chlong Veha’ (เสน่ห์ฉลองเวหา) ที่รู้จักกันในหมู่ชาวกัมพูชา และเราอดไม่ได้ที่จะนำเพลง ‘ขอใจเธอแลกเบอร์เธอ’ เป็นเพลงใหม่ที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายรู้จัก มาเรียบเรียงให้เห็นว่า วงออร์เคสตราสามารถทำให้เกิดสีสันของความสนุกสนานได้เช่นเดียวกัน”

คอนเสิร์ตปิดท้ายด้วย ‘Neighbours’ นำเสนอความหมายดีๆ ของความร่วมมือร่วมใจของประเทศเพื่อนบ้าน ประพันธ์ขึ้นใหม่ โดยฝีมือของ จักรกฤษณ์ ศรีวลี อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

 

ดนตรีเป็นภาษากลางของโลก

  รองอธิการบดี สถาบันกัลยาณิวัฒนา ให้คำอธิบายว่า เหตุผลหลักที่ใช้ดนตรีคลาสสิก หรือวงดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตรา มาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในครั้งนี้ เป็นเพราะดนตรีคลาสสิกเป็นภาษากลางของโลก เช่นเดียวกันกับภาษากลางของภูมิภาคนี้ด้วย จึงน่าจะนำเสนอให้เกิดสีสันและความหลากหลายได้เป็นอย่างดี ดังการบรรเลงดนตรีร่วมกันของนักดนตรีเยาวชนทั้งไทยและกัมพูชา

หนึ่งในไฮไลท์ของคอนเสิร์ต คือบทเพลง Sound of Siam เป็นฝีมือการเรียบเรียงของ พงศ์ธร เตชะบุญอัคโข นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันกัลยานิวัฒนา ซึ่งในครั้งนี้เดินทางมาร่วมเล่นเพอร์คัสชั่นให้แก่วงด้วย

“ปกติผมเล่นกีตาร์คลาสสิก แต่ในอนาคตผมใฝ่ฝันจะเป็นคอมโพสเซอร์ ทำงานแต่งสกอร์ประกอบภาพยนตร์ ในเพลงSound of Siam นี้ ผมต้องการบ่งบอกสัญลักษณ์ของแต่ละภาค จึงหยิบเอาเพลงประจำภาค อย่าง ‘ล่องแม่ปิง’ ‘ตารีกิปัส’ ‘เพลงเกี่ยวข้าว’ และ ‘นกไซบินข้ามทุ่ง’ มาเชื่อมร้อยเข้าไว้ด้วยกัน”

ด้าน เตียงมอม โสเทวี นักร้องสาวชาวกัมพูชาวัย 25 ปี นักศึกษาชั้นปี 4 จาก Royal University of Fine Arts of Cambodia เล่าว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้เตรียมเพลงมานำเสนอ 5 เพลงด้วยกัน โดยจะมีเพลงหนึ่งร้องคู่กับนักร้องชายชาวไทย โดยสลับกันร้องเนื้อภาษาไทยและภาษาขแมร์ นั่นคือ ‘เสน่ห์ฉลองเวหา’ ซึ่งเป็นเพลงที่รู้จักกันดีในกัมพูชา

“มีประสบการณ์ร้องเพลงมา 7-8 ปีแล้วค่ะ เคยได้ไปแสดงที่ประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ปัจจุบัน ดิฉันยังเรียนร้องเพลงในแนวทางดนตรีคลาสสิกตะวันตก อยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงพนมเปญ สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างมากที่มีโอกาสได้ร้องเพลงถวายเบื้องพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ”

อดีตแชมป์การแข่งขันร้องเพลงโอเปร่า ประเทศไทย เมื่อปี 2002 อย่าง มานิต ธุวะเศรษฐกุล นักร้องจากกรมศิลปากร ซึ่งได้ร้องเพลงคู่กับนักร้องสาวชาวกัมพูชา บอกว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้ได้ให้ประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ ทำให้พบว่า ดนตรีสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์และมิตรภาพได้เป็นอย่างดี

“ผมเติบโตมากับการร้องเพลงดนตรีคลาสสิก พวกโอเปร่าทั้งหลาย แต่โดยส่วนตัวยังชอบดนตรีแจ๊ส และเรียนรู้การร้องเพลงรูปแบบอื่นๆ เช่น ลูกกรุง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทำให้ได้พบว่ายังมีบทเพลงกัมพูชาที่น่าสนใจ ที่มีอะไรคล้ายๆ เมืองไทยอยู่มากมาย แต่เราไม่เคยรู้มาก่อน”

สำหรับ ‘รักข้ามขอบฟ้า’ นั้น ประพันธ์โดย สง่า อารัมภีร และ กวี สัตตโกวิท เพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน เมื่อปี ค.ศ.1971 โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นการร่วมทุนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมี ส.อาสนจินดา เป็นผู้กำกับ โดยนักร้องฝั่งกัมพูชาที่ฝากเสียงร้องไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ สิน สีสามุต และ ดี เสวต (ดาราหนังจากเรื่องงูเก็งกอง) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงยุคทองของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และอุตสาหกรรมเพลงของกัมพูชา ที่มาพร้อมๆ กับไทย

ทว่า ความรุ่งเรืองเหล่านี้ กลับต้องมาสิ้นสุดลงด้วยสงครามกลางเมือง และการทำลายล้างของเขมรแดง (Khmer Rouge) ระหว่างปี ค.ศ.1975-79 โดย สิน สีสามุต นักร้องคนสำคัญประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันกับเหล่าปัญญาชนในยุคนั้น คือการถูกเขมรแดงทารุณกรรมจนต้องเสียชีวิตลงในที่สุด ขณะที่ ดี เสวต สามารถลี้ภัยไปต่างประเทศ และมีโอกาสคืนกลับบ้านเกิดอีกครั้ง เมื่อเหตุการณ์สงบลงในปี ค.ศ.1993

 

สานต่อวัฒนธรรมอาเซียน

เย็นวันนั้น ก่อนงานกาลาดินเนอร์และคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติจะเริ่มขึ้น วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางมาถึงห้องรับรองของโรงแรมโซฟิเทล พนมเปญ โภคีธรา พร้อมด้วยอดีตนางเอกคนดังของกัมพูชา ดี เสวต (Dy Saveth) โดยได้ให้สัมภาษณ์ถึงกำหนดการจัดงาน มหกรรมวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Cultural Expo 2016) ที่จะผนวกเข้ากับงานใต้ร่มพระบารมี 234 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ในระหว่างวันที่ 20 – 24 เมษายน ณ บริเวณท้องสนามหลวง โรงละครแห่งชาติ และหอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน

“เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในความเหมือน ความต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของประชาชนในประเทศอาเซียน อันจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนไทยเกิดความตระหนักและยอมรับความหลากหลายของวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งนำไปสู่ประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนที่เป็นมิตรและมีทัศนคติที่ดีต่อกัน”

ในอนาคต วัฒนธรรมอาเซียนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของผู้คนในภูมิภาคนี้ อย่างน้อยๆ ด้วยเสียงดนตรีที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการหลอมรวมใจมาแล้ว เหมือนดังที่เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร กล่าวไว้สั้นๆ หลังเสร็จสิ้นจากงานคอนเสิร์ต ณ โรงละครจตุมุข ใจกลางกรุงพนมเปญ ว่า

ดนตรีเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน สร้างความรักความเข้าใจระหว่างกัน สำหรับไทย-กัมพูชา ผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความกลมเกลียวแน่นแฟ้น มากกว่าครั้งไหนๆ ของประวัติศาสตร์