เปิดใจบล็อกเกอร์ต้นเรื่อง ภูทับเบิก ภูชี้ดาว และทุ่งหญ้าหิมะ

เปิดใจบล็อกเกอร์ต้นเรื่อง ภูทับเบิก ภูชี้ดาว และทุ่งหญ้าหิมะ

ไร่กะหล่ำแห่งภูทับเบิก เปิดทางสู่ภูชี้ดาว ตะลุยทุ่งหญ้าหิมะ ...ทั้งหมดนี้ล้วนมี “พวกเขา” เหล่าบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญ!

แค่ข้ามคืนก็ดังได้ ไม่ใช่ประโยคเล่นๆ เมื่อเราอยู่ในยุคที่มีออนไลน์เป็นจุดหมุน โดยเฉพาะเคสล่าสุดที่แม้ “ต้นเรื่อง” เองยังมีอึ้ง เพราะเพียงแค่โพสต์รูปทุ่งดอกหญ้าแสนฟรุ้งฟริ้งลงบนเว็บไซต์ชื่อดัง แค่ข้ามคืนเท่านั้น จากทุ่งหญ้างาม ก็แปรสภาพสู่ความวุ่นวาย มากมายด้วยผู้คน และขยะ!

ขณะที่ชาวตะวันตกส่วนมาก เดินทางมาบ้านเราโดยหวังจะเที่ยวเพื่อซึมซับ เที่ยวเพื่อค้นหา หรือเที่ยวเพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คน แต่สำหรับคนไทยเรา จะมีใครกล้าปฏิเสธไหมว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังเที่ยวเพื่อแชะ.. เที่ยวเพื่อแชร์.. และเที่ยวแบบแห่ตามกันไป

เลยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากกระแสท่องเที่ยวแบบเห่อเป็นพักๆ บูมเป็นที่ๆ จะเกิดขึ้นให้เห็นจนชินตา ปัญหานักท่องเที่ยวแห่ไปกันจนล้น ภูมิทัศน์สวยๆ หมดเสน่ห์ ประตูเก่า-จักรยานแก่หายไปกลายเป็นฉากที่ถูกเซ็ตขึ้น วิถีชีวิตชุมชนถูกเบียดเบียน ร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังเริ่มผุดขึ้น

สถานการณ์เครียดขมึงเกิดกับเจ้าบ้าน ร้านอาหารรองรับนักท่องเที่ยวไม่ไหว สั่งแล้วรอนานเลยไม่พ้นบ่นลงเฟซ สารพัดดราม่าบังเกิด เพื่อเพียงให้สถานที่นั้นได้บรรจุอยู่ในลิสท์ ‘เคยไปแล้ว’ เพียงเท่านั้น!

..กะหล่ำปลีไม่ผิด

..ดาวบนฟ้าไม่ผิด

..หญ้าคาไม่ผิด

..แล้วที่ผิด คือ อะไร หรือ ใคร !?

 

ทุ่งหญ้าหิมะ

“ไม่เคยคิดว่าจะเป็นขนาดนี้ ยังงงอยู่เลย” โยธิน ธนสมิทธิ์ เอ่ยถึงความรู้สึกหลังจากมือใหม่หัดรีวิวอย่างเขาโพสต์กระทู้รีวิวแรกในชีวิตบนเว็บไซต์พันทิปในหัวข้อ "หายากมากกับทุ่งหญ้าหิมะ อยู่ที่ลาดพร้าว กทม.นี่เอง รีบไปถ่ายรูปแวะชมกันได้ครับ ถูกแชร์ และแห่กันตามรอยไปถ่ายรูปทุ่งหญ้าสุดฟรุ้งฟริ้งจนทำเอารถติดหนัก

กระทู้ดังกล่าว เลยกลายเป็น “บทเรียน” สำหรับเขาไปแล้วในการเขียนรีวิวสถานที่ท่องเที่ยว

“มันน่ากลัว นี่คือบทเรียนเลย ก็คงต้องมานั่งดูว่า จะทำยังไงดี เพราะเราไม่สามารถไปนั่งดูแลได้” เขาบอก

ก่อนจะเป็นกระทู้ฮิตติดดาว ทุ่งหญ้าแห่งนี้ คือ สถานที่ที่เขาผ่านเป็นประจำเวลาไปรับลูกที่โรงเรียน ซึ่งเขาก็โพสต์บอกเล่าให้เพื่อนในเฟซบุ๊คได้รู้ และเมื่อเพื่อนๆ ถามไถ่กันมากว่า อยู่ที่ไหน บวกกับยอดไลค์สองร้อยกว่าทั้งที่เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” เรื่องจึงกลายเป็นความต้องการที่จะแบ่งปันภาพสวยๆ ออกไปยังโลกกว้าง

เป็นทางผ่าน คนทั่วไปก็น่าจะเห็นอยู่แล้ว สิ่งที่ทำก็คือว่า เออ ใครอยู่ตรงนั้นก็ลองไปดูนะ โยธินบอกถึงความตั้งใจในการตั้งกระทู้ โดยไม่คิดเลยว่า พลังของการรีวิวจะทำให้วิวที่เขาชื่นชอบกลายสภาพไปอย่างรวดเร็ว

“จริงๆ มันเป็นเรื่องของการเรียนรู้อะไรบางอย่างร่วมกัน ในแง่ของการถูกทำลาย ส่วนนึงก็เสียใจนะ ผมรู้สึกว่า คนเราก็อย่างนี้แหละ พร้อมที่จะทำลายทุกอย่างได้อยู่แล้ว แต่ในจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ข้อดีก็มี คือ เอาเคสนี้มาสอนคนได้ สอนลูกเราได้ การที่แห่กันไปแล้วไม่ได้เคารพสถานที่ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ต้องดูแลช่วยกัน มันก็เกิดการทำลายอย่างรวดเร็วภายใน 3-4 วัน เมื่อเช้า (1 มี.ค.) ผมก็ไปเก็บขยะกันมากับลูก” โยธินบอก

ปกติแล้วโยธินจะชอบไปเที่ยวในที่ที่คนเข้าไปไม่ถึง มีบอกเล่าต่อบ้างในเฟซบุ๊คหรือแฟนเพจของลูกสาวบ้าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ “ผู้รับสาร” ของเขามีจำนวนมหาศาลขนาดนี้

"ส่วนตัวชอบอะไรที่มัน unseen อยู่แล้ว เมื่อก่อนไม่ได้บอกใคร รู้สึกว่า เราได้ไปเจออะไรแบบนั้นมันก็ดีเนอะ ก็ไม่ต้องมีใครมาเยอะแยะ เดี๋ยวใครมาก็เละ เพราะที่ผมไปส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งคนอยู่อาศัยธรรมดา บ้านอยู่กันยอดเขา ก็ไปดู ก็จะได้อะไรสวยๆ เยอะ” เขาบอก และเปิดใจว่า ถึงตอนนี้ไม่ได้อยากเก็บไว้คนเดียว อยาก “แบ่งปัน” มากกว่า เพราะแต่ละที่นั้นมีเรื่องราวที่คนอื่นๆ ควรรู้ด้วย

“ผมจะไปกระโดดน้ำเล่นในแม่น้ำน่าน เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาบอกว่า อย่าเล่นเลยครับ มียาเต็มไปหมดเลยในน้ำ มาจากยาฆ่าแมลง สารเคมี” เขายกตัวอย่างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เจอมาและอยากแบ่งปันให้คนอื่นรู้ อย่างตอนนี้ก็มีแผนจะเล่าเรื่องที่ที่คนไม่เคยไปเที่ยวอยู่ แต่จากเหตุการณ์ “ทุ่งหญ้าหิมะ” แตก ก็ทำให้เขาต้องทบทวนเรื่องการรีวิวใหม่

“ควรจะพูดถึงเรื่องของความสำคัญมากกว่าแค่ภาพสวย มากกว่าแค่ เฮ้ย ไปถ่ายกันดิ มันเจ๋งนะ เราอาจต้องมีความรู้สึกเพียงแค่ว่า ในสถานที่บางที่ความสวยงามมันซ่อนอยู่เสมอแหละ จะนำเสนอ ก็ต้องนำเสนอในมุมของมันอย่างลึกซึ้ง นี่คือความสวยงาม นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว เราในฐานะนักท่องเที่ยว หรือนักถ่ายภาพ ก็ควรที่จะต้องเข้าใจว่า คุณมาในฐานะเดียวกัน มีความสวยงามในใจเหมือนกัน”

โอกาสของกระแสจากโลกออนไลน์อาจจะเกิดได้ 50:50 คนอ่านที่ดีกับแย่ก็มีผสมกัน เขาจึงฝากไปถึงสมาชิกทั่วไปของเว็บบอร์ดที่นึกอยากจะตั้งกระทู้ท่องเที่ยวประเภท “บุกเบิก” ว่า “ถ้าจะให้เขาเที่ยวอย่างมีจิตสำนึกมากๆ อันนี้เราก็ไปบอกเขาไม่ได้ เพราะเราเป็นใครไม่รู้ เขาไม่เชื่อเราหรอก”

ฉะนั้นการกลั่นกรองจากตัวเองนั้นดีที่สุด

 

ภูชี้ดาว

ตั้ม-ชูเวช อินเทพ เจ้าของเพจ ‘TummengTravel / แบกเป้เท่ทั่วโลก’ บนเฟซบุ๊ค ที่มีจำนวนผู้ติดตามเกือบ 28,000 ราย ในฐานะผู้เปิดซิงแหล่งท่องเที่ยวที่เพิ่งเป็นดราม่าอย่าง ภูชี้ดาว ขอร่วมเปิดใจว่า อันที่จริงสิ่งที่บล็อกเกอร์ทำก็ไม่ได้ผิด หรือไม่ดีอะไร เพราะเราปฏิเสธการท่องเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ ไม่ได้ หรือจะห้ามไม่ให้เผยแพร่ก็คงไม่ได้เช่นกัน

“มันขึ้นอยู่กับมุมมองในการเผยแพร่มากกว่า เช่น ถ้าไปในสถานที่ที่ควรอนุรักษ์ธรรมชาติ ก็ต้องนำเสนอเนื้อหาและรูปภาพที่เป็นเชิงอนุรักษ์หน่อย จะไปกระโดดในเขตอุทยานแล้วเอารูปสวยๆ มาโพสต์คงไม่ใช่ ถ่ายพอร์ตเทรทกันเอง มันทำได้อยู่แล้ว แต่เวลาเอามารีวิวก็อาจไม่นำมาเสนอ เพราะวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มันไม่ใช่แค่ไปเพื่อถ่ายรูปสวยๆ” เขาเอ่ย

และบอกว่า ในบางทริป เขาก็เชิญชวนให้คนมาแล้วช่วยกันเก็บขยะติดไม้ติดมือกลับไปด้วย เพราะอย่างไรก็ต้องยอมรับว่า พลังเสียงในโลกออนไลน์ของพวกเขาไม่น้อยกว่าสื่อกระแสหลักเลย ฉะนั้นสิ่งที่ตามมาพร้อมๆ กับพลังเสียง ก็คือ ความรับผิดชอบ ที่เขาอดไม่ได้ที่จะต้องมีส่วนช่วยชุมชนในการตั้งรับกระแสการท่องเที่ยวที่อาจแห่มาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

“อย่างภูชี้ดาว ก็เกิดขึ้นจากที่เห็นว่า ภูชี้ฟ้า มันเริ่มรับไม่ไหวแล้ว ชาวบ้านเลยเสนอว่า มันยังมีที่นี่(ภูชี้ดาว) ด้วยนะ ผมก็เลยไปกับผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นไปดูกัน ก็เออเห็นว่า มันสวยจริงๆ น่าจะขายได้ ก็เลยเริ่มเอามาแนะนำ แต่ก็ทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชนไปพร้อมๆ กันด้วยว่า ถ้าจะโปรโมทก็ต้องให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นะ จะได้อยู่กันนานๆ” ตั้มเล่า

จากที่คิดว่า น่าจะต้องใช้เวลาสักสองปีถึงจะ ‘ติด’ แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า ผ่านมาแค่หนึ่งปี ภูชี้ดาว ก็ได้ทำหน้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจนเหนื่อย หนำซ้ำเมื่อมีดราม่ากับนักร้องคนหนึ่งกรณีมือบอนมาเขียนประกาศตัวบนหลักกิโลเมตรด้วยแล้ว ต้องยอมรับว่า แหล่งท่องเที่ยวอย่าง ‘ภูชี้ดาว’ มาแรงและเร็วกว่าที่ประเมินไปมาก

“ผมก็ได้คุยกับผู้นำชุมชนไปบ้างครับว่า เราจะช่วยกันหาทางดูแลภูชี้ดาวได้อย่างไร เบื้องต้นที่ตกลงกันไว้ก็น่าจะมีสามเรื่อง หนึ่ง คือ อาจจะมีการจำกัดจำนวนคนขึ้น เพราะข้างบนไม่ได้ใหญ่มาก ถ้าขึ้นไปอัดๆ กันก็อาจเกิดอันตรายได้ สอง คือ จะไม่ให้นักท่องเที่ยวขับรถขึ้นไปเอง ทั้งเพื่อดูแลการจราจร แล้วก็ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้ชุมชนด้วย ส่วนเรื่องที่สาม คือ จะไม่ให้เอาอาหารขึ้นไปทานข้างบน โดยอาจจะให้นักท่องเที่ยวติดน้ำขึ้นไปได้คนละหนึ่งขวด แล้วก็จะไม่มีการอนุญาตให้ขายของข้างบนด้วย เพราะเราเห็นแล้วว่า ภูชี้ฟ้าต้องเจอกับอะไรบ้าง ก็อยากจะป้องกันไว้ก่อน” เขาเอ่ย

เมื่อไม่สามารถห้ามไม่ให้คนโพสต์หรือแชร์รูปสวยๆ บนโซเชียลได้ แต่คนที่เป็นสื่อสาธารณะ ทั้งบล็อกเกอร์ หรือคนดังที่มีคนติดตามบนโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ก็ควรที่จะถือโอกาสนี้ ให้ข้อมูลที่เหมาะสมประกอบการรีวิว

“เราก็มีการพูดคุยในกลุ่มบล็อกเกอร์ที่รู้จักกันว่า การรีวิวครั้งต่อไปคงจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น”

 

ภูทับเบิก

เอ่ยชื่อ วัชรี ศุภลักษณ์ หลายคนอาจทำหน้างง แต่ถ้าบอกว่า นี่คือ มาเรีย ณ ไกลบ้านบล็อกเกอร์แถวหน้าของเว็บไซต์พันทิป หลายคนคงร้องอ๋อ และเธอคนนี้นี่เอง ที่เป็นหนึ่งในบล็อกเกอร์ที่ส่งให้ ภูทับเบิกกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดลมบนอย่างวันนี้

วัชรีเล่าย้อนไปถึงสาเหตุที่ชื่นชอบในภูทับเบิกจนต้องไปซ้ำหลายครั้งหลายคราตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมาว่า หลักๆ คือ การได้สัมผัสอากาศหนาวทั้งๆ ที่ห่างจากกรุงเทพฯ แค่ราวๆ 5-6 ชั่วโมงหากเดินทางด้วยรถยนต์

“เป็นคนชอบอากาศหนาว ก็เลยชอบมาที่นี่ แต่ทุกๆ ครั้งที่มา ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงตลอด ไร่กะหล่ำจากที่เคยเป็นผืนใหญ่มาก ก็เริ่มเป็นกระหย่อมๆ เริ่มมีรีสอร์ทเข้ามาแทน แล้วสีลูกกวาด(ของรีสอร์ท)นั่นคืออะไร.. ครั้งล่าสุดเพิ่งไปเมื่อเดือนที่แล้ว ตัดสินใจไม่ค้าง แต่เลือกไปนอนที่ภูหินร่องกล้าแทน ตอนนี้ภูทับเบิกกลายเป็นแค่ทางผ่านไปแล้ว” เธอเปิดใจ

พร้อมๆ กับยอมรับว่า ที่เป็นแบบนี้ ก็หนีไม่พ้นพลังออนไลน์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวสูงมากในปัจจุบัน

“การท่องเที่ยวมันก็เป็นเหมือนดาบสองคม ขณะที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้ มันก็ทำลายชุมชนได้เช่นกัน อย่างภูทับเบิก ก็อาจจะแค่เริ่มต้นเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว เพราะถ้าผู้สูงอายุมา จะให้นอนเต็นท์ก็คงไม่เหมาะ ก็เลยเริ่มมีรีสอร์ทที่พักเกิดขึ้น แต่ก็น่าจะต้องถูกจัดระเบียบมากกว่านี้ บางที่โก่งราคาแบบรับไม่ได้ จ่ายพันแปดเข้าไปไม่มีอะไร มีแค่เตียงนอนผ้าปูลายดอกไม้ ก็รู้สึกว่าไม่โอเค ซึ่งเรื่องนี้ ชุมชนเขาก็เริ่มหันมาพูดคุยกันเพื่อหาทางออก เพราะการท่องเที่ยวไปมันก็ทำให้มีความเจริญ แต่ชุมชนก็ต้องเข้มแข็งด้วย และที่สำคัญ เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง นักท่องเที่ยวเองก็ชอบคิดว่า เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลสถานที่นั้นๆ เวลาเราไปบางที่ มีเจ้าหน้าที่แค่สามคน แล้วเขาจะมีปัญญาจัดการทุกอย่างได้เหรอ ฉะนั้นมันต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ” วัชรีเอ่ย

ก่อนจะยกตัวอย่างง่ายๆ คือ เรื่อง “ขยะ” เพียงแค่ติดกลับไปด้วย แค่ครึ่งหนึ่งก็ยังดี ถือว่า ช่วยเจ้าหน้าที่ได้มากแล้ว เป็นต้น

“เราเป็นแค่นักเดินทาง ที่ชอบถ่ายรูป แล้วเราก็มีเพื่อนอยู่บนออนไลน์เยอะ เวลาไปไหนก็เอามาเล่าให้เพื่อนฟัง วันดีคืนดี เขาก็เอามงกุฎ สายสะพายมาคล้อง บอกว่า เราเป็นบล็อกเกอร์ ซึ่งจริงๆ เราก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว มีอะไรดี ก็เอามาบอกต่อ แต่บล็อกเกอร์เดี๋ยวนี้มันเป็นง่าย ใครๆ ก็อยากเป็น เห็นแต่ภาพสวยๆ ว่า ได้กินฟรี พักฟรี เที่ยวฟรี แต่จริงๆ มันไม่ใช่แบบนั้น ที่สำคัญ คือ เราต้องพูดความจริง เห็นมาเท่าไหน ก็บอกไปแบบนั้น”

แม้จะยืนยันว่า ทำเหมือนเดิม เป็นแบบเดิม แต่ก็อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่า วันนี้คนเสพสื่อออนไลน์มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสื่อท่องเที่ยวที่จะให้รอกว่าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารจะวางแผงก็ไม่ทันใจแล้ว คนจึงตามข่าวสารท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เมื่อบวกกับแรงส่งจากจำนวนบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาก จึงยิ่งทำให้ กระแสการ ‘แห่’ ตามรอยภาพสวยๆ เกิดขึ้นเช่นในปัจจุบัน

“อย่างตัวเราเอง เห็นใครแชร์ภาพสวยๆ มายังอยากไปเลย ฉะนั้นมันไม่แปลกหรอกถ้าจะมีคนตามไปเยอะ เพราะมันมีพลังมากๆ แล้วก็ทำให้สถานที่นั้นๆ ดังได้แค่ช่วงข้ามคืนจริงๆ ”

“เรื่องเที่ยวเรื่องกิน เป็นรสนิยมส่วนตัว ต่างคนต่างจริต แต่คนไทยชอบแห่กันไป ซึ่งบล็อกเกอร์ก็มีหน้าที่เล่าความจริง ไม่ใช่อวยไส้แตก อะไรดีก็ว่าดี ส่วนที่เหลือเขาก็ต้องทำใจว่า อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ อย่างเรา ไปอ่างขางบ่อยมาก แต่ไม่เคยเจอที่ ‘ปัง’ เลย ทุกอย่างมันต่างกรรม ต่างวาระ เราก็แค่ตั้งใจว่า จะต้องไปซ้ำจนกว่าจะได้เจอที่เจ๋งจริงๆ”

แต่สิ่งหนึ่งที่นักตามพึงระลึกไว้ นั่นคือ ภาพสวยๆ ไม่ใช่แค่เพราะแอพฯ หากยังต้องเป็น นาทีที่ ‘ฟ้าประทาน’ ฉะนั้นภาพสวยๆ ที่เห็น เมื่อไปเจอจริงๆ ก็อาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้

เพราะฉะนั้น ที่ท่องไว้เสมอ คือ อย่าคาดหวัง และมองให้ขาดว่า เราเดินทางเพื่ออะไร...