วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"กฤษดา รัตนอำนวยชัย" ทางวิบากสู่เจ้าสัวน้อย

คนที่หลงทางแล้วเจอทางออกนั้นมีมาก แต่คนหลงทางที่เจอทั้งทางออกและทางแห่งความสำเร็จด้วยนั้นมีน้อย (ถึงน้อยที่สุด)

...เด็กหนุ่มคนนี้คือคนหลงทางคนนั้น

 

ความสำเร็จอาจเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล บางคนพื้นฐานชีวิตดีชนิดที่หนทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่บางคนแค่เริ่มต้นก็ล้มลุกคลุกคลานมิหนำซ้ำระหว่างทางยังเจอขวากหนามและมีหุบเหวให้ร่วงลงไปหากพลาดพลั้ง

ชีวิตของ กฤษดา รัตนอำนวยชัย เด็กหนุ่มวัย 26 ปี ที่ตอนนี้เขาคือกรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ไบค์ จำกัด ผู้นำเข้าจักรยานแบรนด์ไฮโซ อาทิ CIPOLLINI, ORBEA และอุปกรณ์จักรยานระดับพรีเมียมอีกหลายแบรนด์ แม้อายุกับสัดส่วนธุรกิจนั้นจะย้อนแย้งกันพอตัว แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือเส้นทางที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินมาเป็นแถวหน้าของธุรกิจนี้ได้ คำว่า ‘เหลวไหล’ ‘เหลวแหลก’ คงน้อยไปหากต้องนิยามวิถีชีวิตของเขา

เขาเกิดในครอบครัวร้านจักรยานริมถนนแสนธรรมดา คราบน้ำมัน ฝุ่นดิน เขาเห็นมันจนชินตา และไม่มีทีท่าว่าเขาจะรักรถสองล้อถีบได้เลย ซึ่งพอมองมาที่ปัจจุบันบริษัทที่เขากับพี่ชายร่วมกันก่อตั้งมา อยู่ในจุดที่สูงอย่างที่หลายคนอาจไม่รู้ว่ากว่าจะเดินมาถึงยอดเขาสูงเสียดฟ้านี้ได้ โหดและหินขนาดไหน

วันแรกที่บริษัทนี้เกิดขึ้น?

วันแรกที่บริษัทเกิดขึ้น มันเริ่มมาจาก ผมบอกพี่ชายว่า เฮ้ย! เราไปไต้หวันกันดีกว่าเพราะว่า เหมือนเรามาสุดทางของการเป็นร้านจักรยาน เพราะในอีก 2 ปีข้างหน้าธุรกิจจักรยานจะเปลี่ยนไปในจุดที่เรามายืนอยู่ตรงนี้ วันนั้นเราคิดและล้ำหน้ากว่าคนอื่นในเรื่องของการขายแบบออนไลน์ แต่ในอีก 2 ปีข้างหน้าการขายแบบออนไลน์จะเปลี่ยนไป คือ ทุกคนมีสิทธิ์ขายออนไลน์หมด ต้องบอกก่อนว่าการเริ่มต้นในการขายออนไลน์เนี่ยมาจากพี่ชายผม ซึ่งพี่ชายผมเป็นคนคิดการขายออนไลน์ แต่ผมเองเป็นคนช่วยลงมือในการทำ อัพเว็บ อัพโหลด เนื้อหาอะไรพวกนี้ครับ

แล้วเรามาถึงจุดหนึ่งก็คุยกันว่าการขายออนไลน์อย่างเดียวมันไม่เพียงพอ เพราะเรารับจากเขามาขาย มองถึงว่าเรื่องการเป็นผู้นำเข้า ถ้าจะนำเข้าจะนำเข้าอย่างไร เราก็เลยตัดสินใจไปกันเพื่อไปนำเข้ามา การนำเข้าครั้งนั้นทำให้เราได้สินค้าใหม่ๆ เราพยายามไปหาของที่ดี แต่ในประเทศนี้ไม่มี เราไม่ต้องการไปหาของที่ดีแต่มีอยู่แล้ว แล้วก็ไปแย่งกับเขาเพื่อขาย เราไปหาสิ่งใหม่เลยแล้วเราก็ได้มันกลับมา อันนี้คือจุดเริ่มต้นของการเปิดบริษัท

บริษัทเปิดมานานแค่ไหนแล้ว

ตอนนี้ย่างเข้าปีที่ 4 แล้วครับ

ช่วงนั้นที่บอกว่ามันสุด คือการสุดของจักรยานมันเป็นอย่างไร

คือ เรารู้แล้วว่าเรามาจนสุด เพราะว่ายอดขายเรามันสูง สูงจนผู้นำเข้าหลายๆ เจ้าเห็นว่าเราเป็นเบอร์หนึ่ง ถามว่ามันไปไกลกว่านี้ได้ไหม มันไปไกลได้แต่ว่าเรารู้สึกว่าการไปต่อมันมีความเสี่ยงแล้วก็มีความเหมือนคนอื่น จนไม่มีอะไรแตกต่างแล้ว เราเป็นบริษัทใหม่บริษัทวัยรุ่น หรือว่าบริษัทใหม่ที่อยากจะมีองค์กรที่แตกต่าง ความแตกต่างคือการเลือก ถามว่าทุกวันนี้ทำไมเราถึงเลือกมาจุดนี้ ผมว่าเราเป็นบริษัทเดียวเลยนะในประเทศเนี่ยที่เลือกที่จะเดินทางสาย Hi-end หรือพรีเมี่ยม เพราะว่าบริษัทอื่นๆ เขาก็มีแหละ แต่ก็จะมีพวกจักรยานแบรนด์ถูกๆ มาในองค์กรก็ขยับขยายไป แต่จุดยืนเราไม่ใช่เลยเรายืนชัดเจนเลยว่าเราไม่สนใจแบรนด์ระดับเริ่มต้น ระดับกลาง แต่อิมเมจแบรนด์ของบริษัทคือพรีเมี่ยมแบรนด์เท่านั้น พรีเมี่ยมจริงๆ คือทุกแบรนด์ต้องมีประวัติมาจากยุโรป อเมริกา ก็เลยทำให้จุดยืนของเราชัดเจนจนวันหนึ่งเราได้แบรนด์ Cipollini ซึ่งเป็นแบรนด์ซูเปอร์ลักชูลี่ที่สุดในโลกแล้ว

เริ่มสนใจจักรยานได้อย่างไร

ความสนใจจักรยานทีแรกน้อยมาก แรกเริ่มผมกับพี่ชายไม่เคยสนใจจักรยานเลย ทั้งผมทั้งพี่ชายพอกันคือไม่รักจักรยาน จริงๆ แล้วพี่ชายเป็นคนเริ่มต้น พ่อผมบังคับให้เขามาทำนั่นแหละ ผมก็ยังเด็กอยู่ก็ไม่ชอบเท่าไร เมื่อก่อนร้านจักรยานน่ะพูดตามตรงในความคิดผมคือมันเป็นงานต่ำต้อย คือซ่อมจักรยาน ทำจักรยาน เลอะเทอะ จนบางครั้งผมเคยรู้สึกว่าอายที่บ้านทำร้านจักรยานเลย

แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงมาทำ เพราะพี่ผมต้องทำ พ่อบังคับให้เขาทำ ส่วนผมก็เล่นเลยเถิดไม่มีเงินจะใช้พ่อก็ไม่ให้เงินถ้าไม่ทำงาน ก็เลยต้องเข้ามาช่วย พี่เขาก็มีงานประจำอยู่แล้วคือเป็นโปรแกรมเมอร์ พอผมช่วยไปช่วยมาจากที่เราหาเงินไม่ได้เราก็กลายเป็นหาเงินได้ ก็เลยทำไป อย่างน้อยก็มีเงินใช้ ผมหาเงินครั้งแรกได้จากการที่เติมลมจักรยาน พ่อให้กระปุกมาอันหนึ่ง แล้วต่อไปนี้ถ้าเติมลมจักรยานพ่อจะให้เงินเราเลย เพราะว่าเติมลมจักรยานเส้นหนึ่งได้หนึ่งบาท

ก่อนหน้านั้นผมไม่ทำงานเลย คือไม่เรียนหนังสือ ติดเที่ยว ติดเกมส์ มีอยู่วันหนึ่งที่ผมไม่มีเงิน พ่อก็ไม่ให้เงินแล้ว เราไม่มีทางเลือกก็เลยเดินกลับบ้านด้วยถุงหนึ่งใบ แต่ว่าซื้อขนมปังใส่ถุงเอาไว้กิน แล้วผมก็ทิ้งถุงนั้นลงถังขยะไป ขณะที่กลับบ้านทั้งที่ไม่มีเงินก็รู้สึกหิวเลยจะกินขนมปังชิ้นนั้น แต่ดันทิ้งไปแล้วก็เลยต้องล้วงขึ้นมากิน ทำให้คิดได้ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แม้กระทั่งขนมปังเราก็ต้องคุ้ยหาในถังขยะมากิน ทั้งที่แต่ก่อนพ่อแม่ให้เงินผมจนผมอยู่ได้สบาย ผมก็เลยรู้สึกว่าทำไมเรามาถึงจุดนี้วะ จุดที่พี่ชายเกลียด น้องสาวไม่นับถือ

หลังจากวันนั้นผมกลับบ้าน แล้วตื่นขึ้นมาพร้อมกับคิดว่าต้องช่วยพ่อ

ตอนที่คิดได้อายุเท่าไร

ตอนนั้นอายุ 15 ปี

ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่นเหลวไหลมาก?

เหลวไหลมากๆ ตอนกลางคืนไม่รู้หายไปไหนจากเตียง แล้วก็ขโมยเงินพ่อ ผมจะเป็นประมาณพวกแบบสุดขีด แบบครบทุกอย่างที่ว่าวัยรุ่นต้องลองผมทำมาหมด

เป็นเพราะตอนนั้นได้เงินมาง่าย?

ใช่ เพราะว่าพ่อแม่ให้เงินผมมาง่าย ผมว่ามันใช่เลยนะ เราไม่เห็นค่าของเงิน

เกิดแรงกดดันไหม เพราะคุณถือว่าด้อยสุดในบรรดาพี่น้อง

กดดันมาก พ่อแม่ผมเป็นพ่อแม่ที่ฟิกซ์มากอยู่กับกฎกับเกณฑ์ ต้องเรียนเก่ง ต้องอยู่กับกฎเกณฑ์ พ่อผมพูดตลอดว่าคุณต้องทำงาน คุณต้องทำงาน ถ้าไม่ทำงานคุณจะเอาเงินที่ไหน วันที่พี่ผมออกไปทำงานเพราะว่าไม่ชอบธุรกิจของพ่อ พี่ผมก็หาเงินได้เยอะมาก เดือนหนึ่งได้หกเจ็ดหมื่นก็มี เคยคุยกันว่าถ้าเราไปเปิดบริษัทกันพี่ผมต้องได้เงินน้อยเลย เพราะว่ามันเป็นบริษัทที่เพิ่งเปิด คือมีแต่ขาดทุน ทุกอย่างจะเป็นเงินลงทุนในการสร้างองค์กรทั้งหมด

แต่พี่ผมก็ตัดสินใจออกมาในวันที่เรายังไม่มีอะไรเลย ผมมีสิ่งหนึ่งก็คือความกล้าที่จะลงมือทำ ส่วนพี่ผมมีความสามารถที่ผมไม่มี แต่ผมมีในสิ่งที่พี่ผมไม่มีเช่นกัน คือผมกำลังจะบอกว่าองค์กรนี้ไม่ได้เกิดจากผมคนเดียว ผมเหมือนเป็นคนออกหน้าเหมือนเป็นกองหน้า แต่ให้ผมไปอยู่กองหลังหรือกองกลางก็ทำไม่ได้ แต่ผมคือกองหน้า มันไม่ได้เกิดมาจากผมคนเดียว คือ ผมไม่มีพี่ผมก็มาถึงตรงนี้ไม่ได้ ผมเป็นคนพูดมากมั้งก็เลยเป็นกองหน้า (ฮา)

บริษัทนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีเงินทุน?

ไม่มี

แล้วทำได้อย่างไร จนเติบโตได้ขนาดนี้

เงินทุนมันเกิดขึ้นมาจากพ่อผม พ่อเป็นคนสร้างขึ้นมาให้ คือเขาให้โอกาสเราแค่ครั้งเดียว ให้ยืมเงิน ให้เอาไปลองทำ ครอบครัวผมเป็นครอบครัวใหญ่ ไม่ใช่มีเพียงแค่พ่อแม่ คือญาติพี่น้องค่อนข้างรักกัน แล้วพ่อแม่ถ้าขาดเงินจริงๆ ก็มีครอบครัวเนี่ยแหละที่คอยสนับสนุนให้เงินไปต่อยอดได้

พื้นฐานของครอบครัวค่อนข้างดี?

จะบอกว่าอย่างนั้นก็ไม่ใช่ ถามว่าถ้าเราไปยืมญาติพี่น้องทุกครั้งไม่มีทางเป็นไปได้หรอก การยืมทุกครั้งต้องเสียดอกเบี้ยไม่ใช่ได้มาฟรีๆ แต่เรียกมันว่าเป็นความอดทนของครอบครัวดีกว่า เพราะว่าครอบครัวผมกว่าจะทำมาถึงตรงนี้พ่อแม่ผมหามาได้ก็ใช้ไปทำธุรกิจอย่างเดียว คือไม่มีการไปเที่ยวเมืองนอก ไม่มีการใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย

บริษัทนี้เกิดมาจากความสามัคคีของครอบครัว มันมีอะไรที่เหนือกว่าเงิน ผมไม่รู้ว่าทุกบริษัทหรือเปล่านะ แต่บริษัทผมก็เหมือนกับบริษัทคนอื่นก็คือผมมีปัญหาเรื่องการหมุนเงินเป็นธรรมดา เพราะเราใช้เม็ดเงินในการหมุนเงิน แล้วเม็ดเงินจำนวนนั้นล้วนเป็นน้ำพักน้ำแรงทั้งหมดที่เราทำมาซี่งจมไปกับทุน การที่เราจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องใช้เวลาเกือบสิบปี

วันนี้ทำธุรกิจได้ดีแต่เราไม่ได้เอาเงินไปกินอาหาร 5-6 พัน เราก็ยังกินข้าว 30 บาท ถ้าจะบอกว่าเป็นครอบครัวที่มีต้นทุนดีผมบอกว่าไม่ใช่เลย บ้านผมเป็นครอบครัวที่พื้นฐานและธรรมดา เอางี้ดีกว่าคุณเคยเห็นร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ข้างถนนหรือเปล่า เมื่อเจ็ดปีที่แล้วพ่อผมถอดเสื้อแล้วซ่อมมอเตอร์ไซค์แบบตัวเลอะๆ แล้วผมเป็นเด็กถือเหล็กช่วยพ่องัดยางมอเตอร์ไซค์ คุณว่าต้นทุนผมดีหรือเปล่า ผมไม่ได้มีต้นทุนอะไรดีเลยแต่มันเป็นเรื่องของความสามัคคีของครอบครัว ผมกล้าบอกเลยว่าครอบครัวของเรามีความสามัคคีมาก ทั้งพ่อทั้งแม่น้องพี่ชายทุกคนยอมแลก เพื่อให้ครอบครัวไปได้

ด้วยความที่มีครอบครัวดี คุณเคยฉุกคิดไหมว่าตอนนั้นทำไมคุณถึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

เมื่อก่อนยังไม่เข้าใจ เราเหมือนเด็กทั่วไปคือหาความสุขไปวันๆ ก็คืออะไรที่เราเรียกว่าอยู่แล้วสบายใจ ทำแล้วสบายใจ ใช้ชีวิตอย่างสบายใจอันนั้นคือความสุข การอยู่กับเพื่อนพูดคุยกับเพื่อนอันนั้นคือความสุข แต่ผมมาลองมองแล้วว่าถ้าวันหนึ่งผมไม่มีเงินเพื่อนจะเลี้ยงผมได้กี่วัน คงไม่กี่วันไม่กี่มื้อเพราะสุดท้ายเขาก็จะมองว่าทำไมเราทำตัวไม่มีประโยชน์ เพื่อนผมหลายคนรวยนะ มีรถมีมือถือใช้แพงๆ ผมก็เคยคิดนะว่าทำไมพ่อแม่ผมไม่ให้ผมอย่างนั้นบ้าง อยากจะได้อยากจะมีอย่างเขาบ้าง แต่สุดท้ายผมดีใจนะที่เขาเลี้ยงผมมาแบบนี้ เพราะว่าเขาสอนให้ผมรู้จักว่าการพึ่งตัวเองมันเป็นปัจจัยหลักของการใช้ชีวิต เพราะว่าวันหนึ่งเราก็ต้องมีชีวิต มีคู่ครอง

คงเหมือนกับพ่อผมสอนไว้ว่า การที่เราพึ่งตัวเองก็เหมือนกับการที่ศาสนาพุทธเราสอนว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อันนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด ถามว่าผมหวังพึ่งคนอื่นไหม ทุกวันนี้สิ่งแรกที่ผมเจอปัญหา ผมถูกฝึกมาเมื่อเจอปัญหาผมจะไม่คิดถึงคนอื่น ผมจะถามตัวเองว่าผมมีอะไรบ้าง ผมมีเครื่องมือกี่ชิ้น ผมต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน ผมถามตัวเองไม่เคยคิดว่าทุกครั้งที่เจอปัญหาแล้วผมจะต้องโทรไปหาคนนู้นเพื่อให้คนนู้นช่วย ผมจะไม่คิดอย่างนั้น เพราะผมรู้สึกว่าทุกปัญหาเราต้องแก้ด้วยตัวเรา ถ้าเราจะเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคงในการใช้ชีวิต เรายังต้องอยู่สี่สิบถึงห้าสิบปี จนวันนั้นเราจะต้องหาอีกกี่คนช่วย แล้วเราจะต้องติดหนี้อีกกี่คนที่เราจะสร้างหนี้ใหม่

เป็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสุดขั้ว จากเด็กเหลวไหลกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร

สำหรับเด็กทุกคน ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญนะ เพราะหลายคนบอกกับผมนะว่าโชคดีที่คิดได้ แต่ว่าบางทีผมอาจจะไม่โชคดีนะถ้าวันนั้นพ่อผมยังคิดว่าให้เงินเพื่อให้ผมไปหาความสุข หาความสบาย แล้วบอกว่าหาเงินเพื่อให้ลูกสบายนะ สำหรับผมว่าไม่ใช่ การที่คุณหาเงินมาแล้วเอาไปให้ลูกคุณใช้นั่นแหละคือการที่คุณกำลังทำร้ายลูก เพราะเขาจะไม่มีวันเรียนรู้อะไรจากการที่คุณทำงานเหนื่อยและหาเงินไปเลี้ยงดูเขาให้ดี แต่พ่อผมกำลังบอกกับผมว่าผมเลี้ยงคุณนะในวันที่คุณไม่มีมือที่แข็งแรงพอที่จะหยิบจับอะไร ในวันที่คุณยังเดินไม่ได้ผมเลี้ยงคุณเพราะคุณยังไม่มีวุฒิภาวะ แต่ในวันที่เราโตแล้ว ขาเราพร้อมเดิน มือเราพร้อมที่จะหยิบจับสิ่งต่างๆ เราจะต้องไม่อยู่เฉย พ่อแม่เลี้ยงผมมาอย่างนั้น ทำให้มันเกิดจุดเปลี่ยนอย่างที่ผมบอก มันเกิดจากครอบครัว ผมมีครอบครัวที่ดีมากและครอบครัวผมไม่ใช่ครอบครัวที่รวยมหาศาล ผมมีญาติพี่น้องที่ดี ผมว่าผมโชคดีตรงนี้ที่เค้าสอนผมมาอย่างถูกวิธี

ผมไปเจอคู่ค้าต่างชาติ เขาคุยกับผมว่าคนไทยอายุยี่สิบยังอยู่กับครอบครัวอีกเหรอ ถ้าเป็นบ้านเขานี่แสดงว่ายูขี้เกียจ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต่างชาติถึงล้ำหน้า ผมว่าเราคนไทยเลี้ยงลูกแบบชั่วฟ้าดินสลายเลย จนมาวันนี้ถึงจุดนั้นแหละที่ผมยิ่งกลับไปคิดใหญ่เลยว่าต่างชาติทำไมเขาถึงคิดรถยนต์ที่ล้ำออกมาได้

ผมเชื่อนะถ้าพ่อผมสร้างองค์กรนี้เอาไว้ให้ผมหมดทุกอย่าง แล้ววันหนึ่งท่านจากไป ผมเชื่อว่าผมแบกรับความสำเร็จไม่ไหว สุดท้ายองค์กรนี้ก็จะล่มสลายไป ผมไม่ได้พูดว่าความสำเร็จมันเกิดจากความร่ำรวยมั่งคั่ง แต่การประสบความสำเร็จคือการบาลานซ์ชีวิต คือทำงานดูแลเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคุณต้องสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ผมทำธุรกิจที่ใหญ่โตเพื่อให้องค์กรหนึ่งเลี้ยงคนได้เป็นร้อยเป็นพันคน เพื่อให้พวกเขามีงานทำ มีเงิน เกิดการกระจายความสำเร็จให้แก่ทุกคน องค์กรไม่ได้ร่ำรวยมหาศาลแต่องค์กรได้สร้างอะไรหลายๆ ด้านเพื่อให้เกิดธุรกิจอย่างยั่งยืน ผมอยากเป็นองค์กรแบบนั้น ความสุขของผมไม่ใช่มีเงินเป็นพันล้าน

ผมไม่เชื่อว่าเงินจะทำให้ผมมีความสุข แต่ถามว่าทำไมเราถึงต้องทำเพราะเราจำเป็นจะต้องเลี้ยงดูชีวิตเรา ผมทำในสิ่งที่ผมรัก ในวันที่ผมสร้างบริษัทเนี่ยผมต้องการให้พนักงานในบริษัทช่วยกันคิดช่วยกันทำ ไม่ใช่มาสร้างกฎเกณฑ์ว่าคุณต้องทำงานแบบนี้ คุณจะต้องเดินกราฟที่ผมสร้างให้แค่นั้นจบ ทุกคนไม่มีสิทธิ์คิด ไม่ ผมอยากได้องค์กรที่ทุกคนมีสิทธิ์คิดเท่าเทียมกัน

ทุกวันนี้องค์กรนี้เป็นอย่างที่คิดไหม

เป็นครับ ทุกวันนี้องค์กรก็เป็นอย่างที่เราคิดนะ ไม่ได้ยึดติดอยู่กับมัน ให้ทุกคนทำงานได้ ถึงผิดเราก็ค่อยพูดค่อยจา ค่อยปรับพัฒนาให้ทุกคนก้าวไปอีกขั้นหนึ่งในการทำงานได้ ทุกคนมีสิทธิ์ผิด ผิดแล้วต้องรู้จักแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น

จากวันนั้นที่ไม่รักจักรยานเลย แต่ทุกวันนี้เรียกว่ารักจักรยานได้หรือยัง

ใช่ครับ ต้องบอกเลยว่าที่พี่ชายผมไม่รักจักรยานเลยคือหนึ่งเขาไม่ชอบความเป็นช่าง ด้วยความที่เขาเป็นสายคอมพิวเตอร์ เขาก็จะมีความเป็นตัวของตัวเองซึ่งเขาไม่ชอบงานช่าง แต่ที่บ้านคืองานช่างเป็นหลักพี่เลยไม่ชอบ ตัวผมเองก็ไม่ชอบนะแต่ถามว่าทำไมชอบเพราะว่าต้องทำ พอทำก็เริ่มชอบ ทำไปเรื่อยๆ จนปีสองปีผมรู้ว่าผมหลงรักมันไปแล้วโดยที่ผมไม่รู้ตัว หลังจากนั้นที่ผมรู้ว่าผมรักมันผมแลกมันด้วยวิญญาณ ผมทำมันด้วยทั้งหมดที่ผมมี ผมแลกมันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผม ตอนนั้นผมบ้างานมาก กลายเป็นพี่ผมต้องมารักกับผมด้วย เพราะก็พากันชวนกันไปปั่นจักรยาน ผมไปพี่ก็ไปกับผมด้วยจนมันซึมซับ พอมีความรักในการทำงานคุณเชื่อมั้ยว่ามันสามารถทำในสิ่งที่เกินกว่าคาดคิดได้ ผมบอกหลายๆ คนเลยนะว่าอย่าทำอะไรที่มันประจำไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้เป้าหมาย แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ทำปุ๊บแล้วไม่รักเลยไม่ทำ ต้องลองทำก่อนแล้วทำให้สุด

อย่างนี้เรียกได้ว่าคุณเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหรือยัง

ความสำเร็จเหรอ ผมว่าความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับการที่เรามีความสุขหรือเปล่า ผมว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ที่เราประสบความสำเร็จคือหนึ่งเราได้แบรนด์อย่าง Cipollini ผมกล้าบอกเลยว่าคนไทยจะต้องรู้จัก เพราะมันเป็นแบรนด์ที่ลักชูลี่ที่สุด มันเป็นแบรนด์เดียวในโลกเลยที่กล้าเอาเพชรเอาทองแพลตตินั่มมาติดอยู่ที่คาร์บอนไฟเบอร์ และคาร์บอนไฟเบอร์ชิ้นนั้นทุกอย่างมันเป็นงานศิลปะหมด แล้วผมมีความสุขกับมันในทุกวันที่ทำงาน ผมสามารถเดินผ่านมันแล้วเห็นว่าเราไม่ได้แค่ขายจักรยานที่แค่ผลิตออกมาให้เป็นจักรยาน แต่เราขายผลงานชิ้นหนึ่งที่คนอิตาลีสร้างมันขึ้นมาให้เป็นเฟรมต่อเฟรม ที่เขาสร้างมาด้วยความรัก ให้กับช่างสีซึ่งช่างสีทุกคนเป็นศิลปินที่รักในงานที่เขาทำ ผมไปเห็นว่าเขาทำสีอย่างไร ทุกคนไม่ได้มีหน้าบึ้งทุกคนทำด้วยความรัก เปิดเพลง คุยกัน ผลงานทุกชิ้นคือเป็นศิลปะที่เขารักจริงๆ ที่ส่งให้กับคนรักจักรยาน

อย่างนี้ไม่มีวันไหนที่เราทุกข์ในสิ่งที่เราทำ

เป็นธรรมดาความทุกข์มันมากับความสุขเสมอ แต่ถามว่ามันจะบริหารจัดการยังไงมากกว่า ความทุกข์มันมาพร้อมกับความสุขนั้นแหละมันเป็นของคู่กันมันไม่เคยไปไหน ทุกข์มันเกิดมาจากอะไร ก็เกิดมาจากความต้องการที่เราอยากให้เป็นแบบนั้นแต่มันไม่เป็น ผมแก้ปัญหาด้วยการที่เลิกต้องการให้มันเป็นอย่างที่ผมต้องการแล้วลงมือทำมันด้วยมือของผมให้ดีที่สุด ผมเลิกคาดหวังให้เป็นอย่างนี้อย่างนี้นะ ปัญหามันจะมากี่ร้อยพันผมก็เลือกที่จะสู้กับปัญหา หลังจากที่แก้ปัญหาไปมันก็เหมือนกับฟ้าหลังฝนมันจะงดงาม ถ้าเราปล่อยมันไปมันไม่ต่างกับระเบิดเวลาที่ชะลอว่าเมื่อไรจะระเบิด

ตอนนี้ยังเรียนไม่จบ และอาจจะไม่เรียนแล้ว ทางครอบครัวว่าอย่างไรบ้าง?

พ่อแม่ไม่เห็นด้วย ญาติพี่น้องไม่เห็นด้วยยิ่งกว่าแม่อีก บังคับให้กลับไปเรียน ผมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าผมเรียนไม่ได้ ไม่สามารถทำได้ คือไม่มีใครหรอกที่จะมีความสามารถรอบด้าน ผมเลือกแค่สิ่งเดียวที่ผมมีเพราะผมรู้ว่าผมมีอะไร และผมทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่ผมมี ผมจะไม่เดินทางที่ผมรู้ว่าผมด้อย ผมเลือกที่จะเป็นหัวสิงห์ในสิ่งที่ผมเป็นได้ ผมไม่เลือกที่จะเป็นหางหมูในที่ที่คนอื่นบอกว่าใช่ ผมไม่เป็น

ตอนนี้มีอะไรที่ยังไม่ทำแล้วอยากจะทำ

เยอะครับ ก็หลายอย่าง เช่นที่คิดๆ เอาไว้คืออยากจะไปหลายอย่างนะ ไปท่องเที่ยวไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในการดำรงชีวิตว่าคนเขาคิดยังไง เพราะผมเชื่อนะว่าความยั่งยืนของการทำธุรกิจคือถ้าคุณรู้ว่าคนเขาคิดอะไรต้องการอะไร คุณทำให้ดีกว่านั้นให้เขาสะดวกสบายกว่าสิ่งที่เขามี เขายอมจ่ายให้คุณทุกบาททุกสตางค์ แต่คุณต้องรู้นะว่าเขาต้องการอะไร ถ้าทุกคนบอกว่าอยากได้โทรศัพท์เครื่องใหม่สักเครื่องให้มันล้ำ เหมือนกับไอโฟนที่มันล้ำขึ้นมา ทุกคนตอบโจทย์ทุกคนต้องใช้ ผมอยากไปเรียนรู้ว่าชีวิตของคนมันเป็นอย่างไรทำให้คนสะดวกสบายขึ้น 

ผมว่าทุกอย่างมันเป็นธุรกิจขึ้นมาได้หมดขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งใจจะทำมันจริงๆ ไหม ทุกอย่างมันเป็นธุรกิจหมดถ้าเราตั้งใจที่จะทำมันจริงๆ คุณก็จะเป็นในสิ่งที่คุณเป็น อย่าไปทำตามใคร มีคนบอกกับผมว่าไปทำอันนี้ดี พอผมได้ยินคำนี้ผมเลิกสนใจคำพูดคนนั้นทันทีเลย เพราะว่าในเมื่อเขารู้ว่ามันดี แปลว่าทุกคนก็รู้หมดแล้วว่ามันดี ให้ทุกคนไปทำดีกว่า ผมว่าผมทำในสิ่งที่คนคิดว่ามันไม่ดีแล้วทำให้มันดีดีกว่า ก็เหมือนกับแต่ละคนที่บอกกับพ่อผมว่าทำไมไม่ไปขายมอเตอร์ไซค์ เท่ดี รวยกว่า แต่พ่อผมไม่สนใจ เพราะว่าเราสองคนรู้ว่าเรากำลังจะไปไหนกัน รถไฟขบวนนี้เราจะไปไหนกัน วันนั้นไม่มีใครเชื่อเราหรอก 

อย่างบางทีญาติพี่น้องเห็นผมทำงานตัวเลอะๆ ก็บอกผมว่าทำไมไม่ไปเรียนหนังสือจะได้ไปทำงานออฟฟิศแต่งตัวดีๆ ไม่เลอะเทอะ มีรถขับ เพื่อนผมเป็นเซลล์ขายตรง ตอนนั้นผมเป็นเด็กปะยางอยู่ก็มาบอกผมมาขายสิ ชีวิตดีเงินเป็นหมื่นแต่งตัวเท่เลย ผมก็เออออกับเขา ผมก็ไม่พูดอะไร ผมรู้ในใจนะว่าผมกำลังจะไปไหน แล้วผมกำลังจะเดินทางไปแล้วมันจะเป็นยังไงในอีกครึ่งปีหรือหนึ่งปี ผมวาดฝันไว้เรียบร้อยแล้วว่าตอนนั้นอยากจะประสบความสำเร็จมาก อยากเป็นร้านจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยากเป็นผู้นำเข้าที่มีแบรนด์ Hi-end ที่สุดในโลกอยู่ในมือเรา 

วันนั้นผมมีเป้าหมายแล้วแต่ผมไม่กล้าบอกให้ใครฟัง ไม่รู้จะบอกเขาแล้วเขาจะเชื่อเหรอว่าเราจะทำได้ คงไม่มีใครเชื่อ คงไม่มีใครคิดว่าคุณจะทำได้ คงแต่จะมีคนคิดว่าเพ้อฝัน ก็ไม่เป็นไรฝันก็ฝันแต่เราลงมือทำดีกว่า อย่ามัวนั่งพูดกันเลย คือถ้าเราพูดกันไปสิ่งนั้นมันไม่เกิดขึ้นมาหรอก มันก็ได้แค่ฝันแค่ขี้โม้ให้เพื่อนฟัง

มองภาพของตัวเองขององค์กรนี้ในอนาคตอย่างไร

อนาคตองค์กรเราก็ยังจะยึดมั่นกับการหาแบรนด์ระดับพรีเมี่ยมทั้งหมดในโลกนี้ให้มาเป็นพันธมิตรกับเรา คือต้องบอกว่าทุกแบรนด์ที่เราทำคือเราเซ็นสัญญากันระยะยาว แล้วก็เป็นระยะยาวที่ผูกขาดว่าเราเป็นเอกซ์คลูชีฟดิสบิวเตอร์คือพูดง่ายๆ ว่าเราเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยทุกแบรนด์ ถ้าแบรนด์ไหนให้สิทธิ์ขาดนี้กับเราไม่ได้เราไม่ทำ เรามีจุดยืนที่ชัดเจนเลย พรีเมี่ยมแบรนด์ทั้งโลกต้องมาอยู่ในองค์กรเรา แล้วตอนนี้ก็ทุกแบรนด์อยู่ในมือเราที่ Hi-end ที่สุดในโลก 

และในอนาคตอีกสองปีผมเชื่อมั่นว่าเซ็นทรัลไบค์จะเป็นระบบที่สามารถขับเคลื่อนไปด้วยตัวเองได้ อาจจะไม่จำเป็นที่ผมจะต้องมาเป็นผู้บริหาร อาจจะเป็นผู้บริหารอื่นใหม่มาดูแล และในอีกห้าปีเราตั้งเป้าว่าจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

เป้าหมายไม่ใหญ่เกินไป?

มันก็เป็นเป้าหมายที่อาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นจริง เราล้วนแล้วแต่ต้องกล้าที่จะทำมัน ผมรู้แต่ว่าผมต้องทำมัน

...

แม้เขาจะไม่ชี้ชัดว่าเป้าหมายในอนาคตนั้นใหญ่เกินไปหรือเปล่า แต่ความกล้า บ้าบิ่น และทุ่มสุดตัวอย่างคนหนุ่มไฟแรง ทำให้วันนี้กฤษดา กลายเป็นเศรษฐีน้อยแห่งวงการจักรยานบ้านเราไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย