วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แอ่วดอย “ตามรอยพิพัฒน์”

แม้อากาศปีนี้จะดูแปลกๆ เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวก็หนาวขึ้นอีก สุดท้ายกลับมาร้อนเท่าเดิม

แต่สำหรับคนรักการเดินทาง ไม่ว่าจะร้อน หนาว หรือฝนเทลงมาจนเปียกปอนเท่าไร ถ้าใจอยากจะไป อะไรก็ฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ และยิ่งเป็นการเดินทางที่มี “ศรัทธา” เป็นตัวตั้งด้วยแล้ว ทุกๆ ย่างก้าวย่อมดีเสมอ


เช่นเดียวกับการเดินทางใน โครงการตามรอยพิพัฒน์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา ซึ่งจัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ภายในแหล่งท่องเที่ยวโครงการหลวง ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้ว


วิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่นอกจากจะเป็นจังหวัดที่มีภูมิอากาศที่เหมาะสม มีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนที่มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ยากจน ขาดคุณภาพชีวิตที่ดี จึงได้มีการก่อตั้ง “โครงการหลวง” ขึ้นในปี พ.ศ. 2512 โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ


ปัจจุบัน มีโครงการหลวง โครงการในพระราชดำริในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 20 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งนอกจากจะมีบทบาทในการช่วยเหลือ ส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ แล้ว โครงการหลวงและโครงการในพระราชดำริยังมีบทบาทด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง โดยจะเห็นได้ว่ามีโครงการหลวงหลายแห่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ดังนั้นโครงการ “ตามรอยพิพัฒน์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา” จึงเป็นโครงการที่ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักโครงการหลวง และโครงการในพระราชดำริ ในมุมมองใหม่ ผ่านการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ ความประทับใจ ที่เกิดจากการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง


“ปีที่ผ่านมาเราเปิดโครงการนี้ที่อ่างขาง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างดี ต้องบอกว่า การท่องเที่ยวของประเทศเรามีความหลากหลายมาก และการท่องเที่ยวก็เป็นนโยบายที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ เราควรท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ ยิ่งในเชียงใหม่เอง ที่นี่มีแหล่งเรียนรู้จำนวนมาก และแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับคนไทยก็คือ โครงการหลวง และโครงการในพระราชดำริ


โครงการเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้มีชีวิตที่มั่นคง หลุดพ้นจากการปลูกพืชเสพติด ซึ่งเป็นยุคทำลายป่า จนกระทั่งกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในปัจจุบัน ซึ่งโครงการหลวงแต่ละแห่งจะมีการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ดอกไม้เมืองหนาว หรือมีการทำประมง เลี้ยงสัตว์ ซึ่งถือเป็นความอัศจรรย์ที่สามารถพัฒนาจากการบุกรุกป่ากลายมาเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์”


สำหรับโครงการนี้มีการทำคู่มือแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวไว้ด้วย 6 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางอ่างขาง-เชียงดาว-ห้วยลึก” (สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก เส้นทางที่ 2 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางจอมทอง-อินทนนท์-แม่แจ่ม” (สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง) เส้นทางที่ 3 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางแม่โถ-ห้วยต้ม” (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ)


เส้นทางที่ 4 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางแม่ริม-สะเมิง” (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย-สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์-สถานีเกษตรหลวงปางดะ-อุทยานหลวงราชพฤกษ์) เส้นทางที่ 5 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางวัดจันทร์-กัลยาณิวัฒนา” (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์-อำเภอกัลยาณิวัฒนา) และเส้นทางที่ 6 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางห้วยฮ่องไคร้-ตีนตก” (โครงการศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง-โครงการพระราชดำริบ้านทุ่งจี้)


ด้าน สมชาย เขียวแดง หัวหน้าสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ กล่าวว่า สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยวตามโครงการตามรอยพิพัฒน์ฯ ซึ่งที่นี่เน้นการปลูกดอกไม้ โดยเฉพาะดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ และสภาพป่าโดยรอบสถานีเกษตรฯ ก็ยังอุดมสมบูรณ์


“สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์เป็นสถานที่เพื่อการเรียนรู้ ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย โดยเรามีที่พักและร้านอาหารให้บริการ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่มีการดำเนินงานมา เราได้เห็นผลแล้วว่า โครงการหลวง และโครงการในพระราชดำริ ก่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งกับธรรมชาติและการดำรงชีวิตของชาวบ้าน”


นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดการเดินทางและขอรับคู่มือเส้นทางการท่องเที่ยว “ตามรอยพิพัฒน์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา” ได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ โทรศัพท์ 0 5328 8604-5