แม้อากาศปีนี้จะดูแปลกๆ เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวก็หนาวขึ้นอีก สุดท้ายกลับมาร้อนเท่าเดิม
แต่สำหรับคนรักการเดินทาง ไม่ว่าจะร้อน หนาว หรือฝนเทลงมาจนเปียกปอนเท่าไร ถ้าใจอยากจะไป อะไรก็ฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ และยิ่งเป็นการเดินทางที่มี “ศรัทธา” เป็นตัวตั้งด้วยแล้ว ทุกๆ ย่างก้าวย่อมดีเสมอ
เช่นเดียวกับการเดินทางใน โครงการตามรอยพิพัฒน์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา ซึ่งจัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ภายในแหล่งท่องเที่ยวโครงการหลวง ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้ว
วิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่นอกจากจะเป็นจังหวัดที่มีภูมิอากาศที่เหมาะสม มีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนที่มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ยากจน ขาดคุณภาพชีวิตที่ดี จึงได้มีการก่อตั้ง “โครงการหลวง” ขึ้นในปี พ.ศ. 2512 โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ
ปัจจุบัน มีโครงการหลวง โครงการในพระราชดำริในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 20 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งนอกจากจะมีบทบาทในการช่วยเหลือ ส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ แล้ว โครงการหลวงและโครงการในพระราชดำริยังมีบทบาทด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง โดยจะเห็นได้ว่ามีโครงการหลวงหลายแห่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ดังนั้นโครงการ “ตามรอยพิพัฒน์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา” จึงเป็นโครงการที่ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักโครงการหลวง และโครงการในพระราชดำริ ในมุมมองใหม่ ผ่านการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ ความประทับใจ ที่เกิดจากการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง
“ปีที่ผ่านมาเราเปิดโครงการนี้ที่อ่างขาง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างดี ต้องบอกว่า การท่องเที่ยวของประเทศเรามีความหลากหลายมาก และการท่องเที่ยวก็เป็นนโยบายที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ เราควรท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ ยิ่งในเชียงใหม่เอง ที่นี่มีแหล่งเรียนรู้จำนวนมาก และแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับคนไทยก็คือ โครงการหลวง และโครงการในพระราชดำริ
โครงการเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้มีชีวิตที่มั่นคง หลุดพ้นจากการปลูกพืชเสพติด ซึ่งเป็นยุคทำลายป่า จนกระทั่งกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในปัจจุบัน ซึ่งโครงการหลวงแต่ละแห่งจะมีการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ดอกไม้เมืองหนาว หรือมีการทำประมง เลี้ยงสัตว์ ซึ่งถือเป็นความอัศจรรย์ที่สามารถพัฒนาจากการบุกรุกป่ากลายมาเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์”
สำหรับโครงการนี้มีการทำคู่มือแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวไว้ด้วย 6 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางอ่างขาง-เชียงดาว-ห้วยลึก” (สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก เส้นทางที่ 2 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางจอมทอง-อินทนนท์-แม่แจ่ม” (สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง) เส้นทางที่ 3 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางแม่โถ-ห้วยต้ม” (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ)
เส้นทางที่ 4 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางแม่ริม-สะเมิง” (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย-สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์-สถานีเกษตรหลวงปางดะ-อุทยานหลวงราชพฤกษ์) เส้นทางที่ 5 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางวัดจันทร์-กัลยาณิวัฒนา” (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์-อำเภอกัลยาณิวัฒนา) และเส้นทางที่ 6 ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางห้วยฮ่องไคร้-ตีนตก” (โครงการศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง-โครงการพระราชดำริบ้านทุ่งจี้)
ด้าน สมชาย เขียวแดง หัวหน้าสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ กล่าวว่า สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยวตามโครงการตามรอยพิพัฒน์ฯ ซึ่งที่นี่เน้นการปลูกดอกไม้ โดยเฉพาะดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ และสภาพป่าโดยรอบสถานีเกษตรฯ ก็ยังอุดมสมบูรณ์
“สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์เป็นสถานที่เพื่อการเรียนรู้ ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย โดยเรามีที่พักและร้านอาหารให้บริการ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่มีการดำเนินงานมา เราได้เห็นผลแล้วว่า โครงการหลวง และโครงการในพระราชดำริ ก่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งกับธรรมชาติและการดำรงชีวิตของชาวบ้าน”
นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดการเดินทางและขอรับคู่มือเส้นทางการท่องเที่ยว “ตามรอยพิพัฒน์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา” ได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ โทรศัพท์ 0 5328 8604-5





