'เด็ก' เป็นเรื่องของทุกธุรกิจ

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาและเป็นแนวโน้มใหม่ เมื่อ ‘หลักปฏิบัติทางธุรกิจ’ กับ ‘หลักการสิทธิเด็ก’ ดำเนินไปด้วยกันได้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน
หากเราพูดประโยคที่ว่า “เด็กเป็นเรื่องของทุกธุรกิจ” ในเมืองไทยเมื่อสักสิบปีที่แล้ว อาจมีหลายคนหัวเราะ เพราะนอกจากธุรกิจหรือสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กโดยตรงอย่างผ้าอ้อม นม ของเล่น หรือขนมแล้ว ธุรกิจประเภทอื่นๆ ก็ดูจะไม่ค่อยเห็นความเกี่ยวข้องกันสักเท่าไร
แต่เมื่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสิทธิด้านต่างๆ ของเด็กได้รับการเผยแพร่อย่างจริงจังมากขึ้นในระยะหลัง ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ก็ทำให้ธุรกิจภาคเอกชนต่างๆ หันมามองและตระหนักถึงความสำคัญ และผลกระทบที่เชื่อมโยงระหว่างธุรกิจของตนเองกับเด็กๆ มากขึ้น
เพราะเด็กวันนึ้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า
หลายบริษัทที่ไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับเด็กโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ บริษัทด้านโทรคมนาคม หรือแม้แต่บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ แต่ก็เริ่มหันมาทำโครงการหรือจับมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อทำ CSR เกี่ยวกับเรื่องเด็ก เพราะเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะตามมาในอนาคตมากกว่าแค่ผลกำไรขาดทุนในปัจจุบัน หลายบริษัทมองในแง่ของการตอบแทนประโยชน์คืนสู่สังคม เป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน CSR และอีกหลายแห่งมองการณ์ไกลในแง่ธุรกิจว่านี่เป็นช่องทางที่จะสร้าง Brand Loyalty การสร้างฐานกลุ่มลูกค้าในอนาคต ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างสรรค์สังคมในระยะยาว เรียกว่า win-win กันทั้งสองฝ่าย
เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ภาคธุรกิจกว่า 30 องค์กรก็ได้มาร่วมกันประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับเด็ก ภายใต้หลักการสิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ หรือ Children’s Rights and Business Principles หรือ CRBP ในงาน“ความยั่งยืนในมิติเด็ก: ธุรกิจเพื่อวันหน้า (Children Sustainability Forum: Business for the Future)” ซึ่งจัดโดยสถาบันไทยพัฒน์ และองค์การยูนิเซฟ ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คลองเตย งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของเมืองไทยในการสนับสนุนเรื่องสิทธิและการพัฒนาเด็กไทยในอนาคตอย่างยั่งยืนโดยภาคธุรกิจ
แม้สิทธิเด็กจะได้รับการยอมรับมายาวนานแล้วก็ตาม แต่ยังมีเด็กอีกมากมายทั่วโลก ที่ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม และถูกทอดทิ้ง ทาง องค์การยูนิเซฟ ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) และองค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) จึงได้ร่วมกันพัฒนา CRBP ซึ่งมีหลักการใหญ่ 10 ข้อ เพื่อรณรงค์ให้องค์กรธุรกิจร่วมกันปฏิบัติตาม โดยเน้นแนวทางการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับเด็ก และวิธีการที่องค์กรธุรกิจจะสามารถนำสิทธิเด็กไปกำหนดไว้ในนโยบายและจรรยาบรรณทางธุรกิจได้
หลักการสิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ หรือ CRBP เป็นหลักการที่พัฒนาขึ้นโดยองค์การยูนิเซฟข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) และองค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) ซึ่งเสนอให้ภาคธุรกิจเคารพและสนับสนุนสิทธิเด็กในแง่มุมต่างๆ อย่างยั่งยืน โดยเน้นการผนวกเรื่องสิทธิเด็กเข้าไว้ในนโยบายการดำเนินงานบรรษัทภิบาลและ กลยุทธ์องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยกระบวนงานหลักทางธุรกิจ (Core Business) แทนการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมรายครั้ง หรือโครงการพัฒนาที่แยกต่างหากจากการดำเนินธุรกิจปกติ
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า นี่เป็นความร่วมมือครั้งแรกในภูมิภาค หลังจากที่CRBP ได้ถูกประกาศใช้ในปี พ.ศ.2555 จุดหมายของโครงการ มุ่งเน้นการยกระดับกิจกรรม CSR ของบริษัท จากเดิมที่มักเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมรายครั้ง มาเป็นการผนวกเรื่องสิทธิเด็กเข้าไว้ในนโยบายการดำเนินงานบรรษัทภิบาลและกลยุทธ์องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยกระบวนงานหลักทางธุรกิจ (Core Business) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาความยั่งยืนทั้งกับตัวเด็กและกิจการไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นบทบาทที่สถาบันไทยพัฒน์ได้ให้ความสำคัญและทำงานร่วมกับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง
อานันท์ ปันยารชุน ทูตสันถวไมตรีองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย แสดงความคิดเห็นว่า เด็กเป็นรากฐานของอนาคต ดังนั้น การดูแลสุขภาพ ให้การศึกษา และดูแลความปลอดภัยของพวกเขาให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ จึงเป็นเรื่องสำคัญ การลงทุนของบริษัทกับเด็กๆ อย่างยั่งยืน คือ การทำธุรกิจโดยไม่ทำลายโอกาสของพวกเขา หากเมื่อใดที่พนักงานหญิงถูกกีดกันเพราะการตั้งครรภ์ หรือไม่มีมุมนมแม่ให้เก็บน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูก หรือมีเด็กถูกส่งไปใช้แรงงานแทนการไปโรงเรียน หรือปัญหาเรื่องใกล้ตัวเช่น ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก หรือเด็กรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าเพราะการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง เมื่อใดที่เด็กได้รับอันตรายจากสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ นั่นไม่ใช่แค่โอกาสของเด็กที่ถูกทำลาย แต่ยังหมายถึงอนาคตของประเทศด้วย
เขากล่าวว่า ทุกองค์กรสามารถมีส่วนในการดูแลเด็ก ผ่านทางความรับผิดชอบต่อสังคมในกระบวนการธุรกิจของตน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาความยั่งยืนทั้งกับตัวเด็กและกิจการไปพร้อมกัน “องค์กรของท่านยังมีโอกาสมอบสิ่งต่างๆ ให้เด็กได้มากขึ้น โดยคำนึงถึงเด็กเมื่อทำนโยบายและกระบวนการขององค์กร เข้าใจผลกระทบที่พวกเขามีต่อเด็กๆ ตลอดจนจัดให้มีกลไกที่ช่วยไม่ให้เกิดผลกระทบในแง่ลบ และทำให้เกิดผลกระทบแง่บวกอย่างสูงสุด”
หลายองค์กรอาจอยู่ในระยะเริ่มต้นที่จะปรับเปลี่ยนมาทำ CSR เกี่ยวกับเด็ก ในขณะที่อีกหลายแห่งอาจจะยังไม่มีไอเดียว่าองค์กรจะทำได้อย่างไร ต้องใช้เงินลงทุนหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างอะไรให้วุ่นวายหรือไม่ แต่ในความเป็นจริง ภาคธุรกิจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรจากเดิม เพียงมองหาว่าองค์กรของคุณสามารถปรับเปลี่ยนหรือต่อยอดอะไรได้บ้างจากสิ่งที่มีอยู่
มุมนมแม่ ...เพื่อจุดเริ่มต้นที่ดีของลูก
ตัวอย่างหนึ่งของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตแม่และลูก โดยบริษัทไทยซัมมิท ฮาร์เนส จำกัด (มหาชน) ในชลบุรี ซึ่งจัดสรรมุมนมแม่ไว้ในพนักงานในโรงงาน นับเป็นการสนับสนุนคุณภาพชีวิตเด็กตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งธุรกิจหลักของไทยซัมมิทฯ เป็นการผลิตชุดสายไฟเพื่อป้อนโรงงานรถยนต์ มีพนักงานประมาณ 3,000 คน และ 2 ใน 3 เป็นพนักงานหญิง ซึ่งการตั้งครรภ์และลาคลอดบุตรเป็นเรื่องปกติ
พีระพงษ์ สุนทรวิภาต ผู้จัดการทั่วไป (สำนักพัฒนาองค์กร) ของไทยซัมมิทฮาร์เนส กล่าวว่า ทางบริษัทสนใจเรื่องการจัดตั้งมุมนมแม่ขึ้นในบริษัท เพราะพนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ละเดือนจะมีคนตั้งครรภ์ประมาณ 50-60 คน จึงได้คิดดำเนินโครงการนี้ขึ้น และได้ติดต่อยังศูนย์นมแม่ฯ เพื่อให้มาช่วยจัดการเรื่องมุมนมแม่ที่นี่ และเปิดให้ใช้บริการมาตั้งแต่ปี 54 โดยได้จัดหาอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ไว้คอยให้ความรู้ ให้คำปรึกษาต่างๆ ด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ไทยซัมมิทฮาร์เนส ยังมีการทำและประกาศเป็นนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนและพนักงานในทุกระดับเข้าใจและปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างการทำงาน พีระพงษ์เสริมว่า “เราทำมุมนมแม่และส่งเสริมเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะเราอยากให้แม่ได้ใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น บางคนส่งนมกลับบ้านที่ต่างจังหวัด แม้จะไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ แต่ความรักความห่วงใยมันก็ส่งผ่านไปทางน้ำนมนั้นได้ มันไม่ใช่ว่าเราดูแลแค่พนักงาน แต่มันเหมือนเราดูแลไปถึงลูกๆ ถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย ในแง่การบริหารงานพนักงานก็มีความสุขและรู้สึกผูกพันกับบริษัท ทุกคนก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานและผลผลิตที่ได้มันก็ออกมาดีมีคุณภาพตาม” เขาเสริมอีกว่า อัตราการลาออกของพนักงานที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นเลข 2 หลัก แต่ที่นี่อยู่แค่หลักเดียว หรือบางทีเป็นจุดทศนิยมด้วยซ้ำ เมื่อเอาใจเขามาใส่ใจเรา พนักงานมีความสุข รู้สึกผูกพัน ก็ไม่อยากออก การผลิตงานก็ไม่กระตุก ซึ่งก็เป็นผลดีกับบริษัท
พ.ญ. ยุพยง แห่งเชาวนิช เลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลว่า ณ ตอนนี้มีโรงงานและสถานประกอบการทั่วประเทศกว่าพันแห่ง ที่ส่งเสริมให้มีมุมนมแม่ในบริษัท แต่เมื่อเทียบกับจำนวนสถานประกอบการทั่วประเทศที่มีหลักแสน ก็ยังถือว่าน้อยมาก อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเพียงหลักพัน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เจ้าของธุรกิจเริ่มเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งปัจจุบันก็บริษัทติดต่อเข้ามาเพื่อให้ไปช่วยจัดการหรือให้ความรู้เพิ่มมากขึ้น
“การจัดมุมนมแม่ในที่ทำงานไม่ได้ยุ่งยากเลย แค่จัดห้องหรือมุมที่สงบเป็นส่วนตัว สะอาด เหมาะกับให้คุณแม่มานั่งเก็บน้ำนมก็พอแล้ว เรื่องอุปกรณ์ต่างๆ แต่ละคนอาจจะจัดเตรียมจัดหามาเองได้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือนโยบายที่ชัดเจนของสถานประกอบการ เพราะเขาต้องใช้เวลาในการทำงานออกมา เพื่อให้จัดเก็บน้ำนมได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่เข้าใจก็จะทำให้มีปัญหาได้ การมีนโยบายรองรับจึงเป็นเรื่องจำเป็น” พ.ญ. ยุพยงกล่าว
The Good Space : พื้นที่เด็กเล็กในไซต์ก่อสร้าง
แม้แต่ธุรกิจด้านก่อสร้าง หรือธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ดูจะห่างไกลจากเด็กและเยาวชน แต่ก็สามารถดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมเพื่อพนักงานขององค์กรได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะเป็นการจ้างงานชั่วคราว ทั้งยังสามารถขยายผลถึงชุมชนใกล้เคียงได้ เช่น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินโครงการ “The Good Space” ซึ่งจัดสรรสถานที่และทำเป็นพื้นที่สำหรับเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของคนงานก่อสร้าง เพื่อพวกเขาจะได้มีที่เล่นและเรียนรู้อย่างปลอดภัยระหว่างที่พ่อแม่ไปทำงาน
อภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กิจกรรมเพื่อสังคมของแสนสิริ เป็นการดำเนินงานภายใต้แนวคิด Social Change ซึ่งคือความรับผิดชอบต่อสังคมที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือ ส่งเสริม พัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน โดยแสนสิริได้จับมือกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจก่อสร้าง และเอ็นจีโอ เพื่อช่วยสร้างโอกาสที่ดีให้กับเด็กทุกคน
แสนสิริเล็งเห็นว่ายังมีเด็กในประเทศไทยอีกมากมาย ที่ไม่ได้รับโอกาสเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในไซต์ก่อสร้าง จึงได้มีแนวคิดจัดทำ “พี้นที่สำหรับเด็ก เพลิน รู้ เรียน เล่น (Child-Friendly Space)" ภายใต้โครงการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในสถานที่ก่อสร้าง หรือ The Good Space ร่วมกับยูนิเซฟ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 และเมื่อต้นปี 2558 ก็ได้เริ่มเปิดโครงการอย่างเต็มรูปแบบที่โครงการ ดีคอนโด ซายน์ เชียงใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่และ Kids Home องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กในไซต์ก่อสร้างมานาน มาช่วยในการบริหารจัดการ ซึ่งตั้งใจจะเอาต้นแบบจากไซต์ที่เชียงใหม่ นำไปต่อยอดโครงการไปยังพื้นที่อื่นๆ ภายใต้โครงการของแสนสิริ
ครอบครัวในไซต์งานก่อสร้างส่วนใหญ่จะมาจากกัมพูชา เมียนมาร์ และลาว ซึ่งจำนวนไม่น้อยที่มีลูกเล็กๆ มาด้วย ปัญหาสำคัญของเด็กกลุ่มนี้ นอกจากจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่ออันตรายแล้ว ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ อภิชาติกล่าวว่า “เราจึงจัดพื้นที่ว่างใกล้โครงการก่อสร้าง ให้เป็นแหล่งมอบความรู้และเสริมทักษะให้แก่เด็กที่ขาดโอกาส ให้เด็กในไซต์ก่อสร้างไม่ว่าจะสัญชาติใด มีสิทธิ์ได้ใช้ ได้ทำกิจกรรมที่จัดให้ เขาสามารถมาเล่นและเรียนได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยระหว่างที่พ่อแม่ไม่อยู่ และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะคุ้มครองเด็กจากการใช้แรงงานเด็กอีกด้วย”
ไม่เพียงเท่านั้น แสนสิริยังแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนการยุติการใช้แรงงานเด็กทุกรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556 ทางบริษัทได้ประกาศนโยบายไม่ใช้แรงงานเด็กในสถานก่อสร้าง และหากพบว่ามีคู่ค้าที่ละเมิดในเรื่องดังกล่าว ก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาว่าจ้าง ที่ผ่านมาพันธมิตรในการก่อสร้างทุกรายร่วมลงนามในบันทึกแนบท้ายสัญญาการก่อสร้าง ซึ่งครอบคลุมไปยังทุกจังหวัดที่แสนสิริขยายโครงการออกไปด้วย
สร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันสื่ออินเทอร์เน็ต
บริษัทด้านการสื่อสารอย่างดีแทค ได้ร่วมเป็นภาคีกับยูนิเซฟและจัดทำโครงการเกี่ยวกับเด็กในรูปแบบที่สอดคล้องกับการดำเนินกิจการและความชำนาญขององค์กร โดยในช่วงเริ่มต้น เป็นการจัดบริการที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน อย่างการส่ง SMS เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร ให้กับคุณพ่อคุณแม่สามารถลงทะเบียนรับข่าวสารได้ฟรี และตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ทางดีแทคได้ขยายโครงการให้เข้าถึงกลุ่มเด็กโดยตรง ชื่อว่า “Safe Internet” หวังสร้างภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันอินเทอร์เน็ตให้เด็กกลุ่มเสี่ยง อายุระหว่าง 13-15 ปี
อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คแซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด กล่าวว่า ที่นี่มีความมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนให้ความสำคัญเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน
อรอุมา บอกว่า จากการศึกษาของกลุ่มประเทศแถบตะวันตก พบว่า ประเทศที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูง จะตื่นตัวและตระหนักเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งปัจจุบันประเด็นนี้ มีกว่า 100 ประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ จนเกิดเป็นภาคีความร่วมมือกันขึ้น หนึ่งในประเด็นสังคมที่เราสนใจก็คือ เรื่อง Cyber Bully หรือการข่มขู่ทางอินเตอร์เน็ต จากการศึกษาเรื่อง “Cyber Bullying Statistics” ในเว็บไซต์ www.bullyingStatistics.org พบว่า ในหลายประเทศ มีปัญหาการข่มขู่ ล้อเลียน และส่อเสียด บนโลกออนไลน์เกิดขึ้น โดยพบมากที่สุดในเด็กอายุประมาณ 13-15 ปี ซึ่ง 3 ใน 4 ของเด็กมักจะล้อเลียน ข่มขู่ หรือส่อเสียดเพื่อนด้วยการโพสคำเรียกชื่อ ข้อความ และรูปภาพที่ไม่เหมาะสม และ 2 ใน 3 ของเด็กเหล่านั้น เห็นว่าการโพสข้อความที่ไม่เหมาะสมหรือการสวมรอยเป็นบุคคลอื่นเป็นเรื่องปกติ รวมถึงไม่ตระหนักและไม่รู้สึกผิดในการกระทำของตนและผลที่จะเกิดขึ้นตามมา นอกจากนั้น ยังพบว่าเด็กๆ กล้าที่จะพูดคุยและนัดพบกับคนแปลกหน้ามากขึ้น และ 1 ใน 4 เคยนัดพบกับที่รู้จักกับผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงสูง
“ในประเทศไทยเอง มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15-24 ปี ใช้อินเทอร์เน็ตสูงสุด ถึง 69.7% และกลุ่มอายุ 6-14 ปี ราว 58.2% ซึ่งทั้งสองกลุ่มหลักคือเยาวชนและเด็ก เมื่อมีการเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ตสูง หากไม่มีความรู้ ความเข้าใจและคุณลักษณะนิสัยที่ดีเป็นภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็จะมีความเสี่ยงต่อภัยที่มาจากใช้อินเทอร์เน็ตได้สูงเช่นกัน
“เราจึงได้คิดแคมเปญ dtac Digikidz ภายใต้โครงการ Safe Internet อินเทอร์เน็ตปลอดภัย โดยการเข้าไปให้ความรู้และจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับเด็กมัธยมตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อต้องการปลูกฝัง สร้างจิตสำนึก และปกป้องตัวเองจากภัยต่างๆ ที่มาจากการใช้อินเทอร์เน็ตได้ โดยเริ่มจากเด็กวัย 10-14 ปีก่อน เพราะเชื่อว่าหากปลูกฝังและสร้างภูมิคุ้มกันได้ตั้งแต่วัยเริ่มต้น ก็จะสามารถพัฒนาให้เป็นพลเมืองดิจิตอลที่มีคุณภาพได้ในอนาคต”
อรอุมา เสริมว่า ในปีนี้ได้จัดกิจกรรมไปแล้วกว่า 60 โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ รวมถึง ขยายฐานกลุ่มเป้าหมาย ไปยังกลุ่มเด็กนักเรียนที่อายุมากขึ้น โดยจะเน้นให้ความรู้ที่เข้มข้นขึ้น อาทิ เรื่อง พรบ. คอมพิวเตอร์ กฎหมายลิขสิทธิ์ หรือการต่อต้านสื่อลามกอนาจาร นอกจากนี้ ดีแทคกำลังจัดทำหนังสือคู่มือสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของลูกหลาน และเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาหรือช่วยป้องกันภัยให้กับลูกหลาน จะได้ช่วยกันสอดส่องดูแลให้มากขึ้น รวมทั้งมีแนวคิดที่จะนำแอปพลิเคชันด้าน Parental Control มาใช้ ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องมือด้านเทคโนโลยีที่ให้ผู้ปกครองได้สามารถติดตามความเคลื่อนไหวการใช้เทคโนโลยีของบุตรหลานได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
เหล่านี้คือตัวอย่างบางส่วนของผู้คนและองค์กรที่มองการณ์ไกล และทำในสิ่งที่ไม่ได้เกินขอบเขตของการทำธุรกิจของตน แต่พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อให้สามารถดำเนินการสิ่งเหล่านี้ร่วมกันไปได้ อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ดังเช่นที่ อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ โคฟี อันนัน เคยกล่าวไว้ว่า “เราไม่ได้ขอให้บริษัททำสิ่งที่ต่างไปจากการทำธุรกิจปกติ แต่เรากำลังขอให้บริษัททำธุรกิจเช่นปกตินั้นด้วยวิธีการที่แตกต่างจากเดิม”
.............................
สำหรับองค์กรธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับเด็ก หรือต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://childfriendly.biz




