วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้อนรับปีใหม่กับ “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 36”

ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามสำหรับการจัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 35 ประจำปี 2558”

ซึ่งแม้จะเป็นครั้งแรกของการจัดงานภายในสวนลุมพินี แต่ถือว่าจัดได้ดีและโดนใจนักเดินทางอย่างยิ่ง จนเป็นที่มาของการจัดงานภายในพื้นที่เดิมอีกครั้งในปี 2559


โดยในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กำหนดจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี 2559 ครั้งที่ 36 หรือ THAILAND TOURISM FESTIVAL : TTF 2016 ระหว่างวันที่ 13 – 17 มกราคม 2559 ตั้งแต่เวลา 12.00 – 22.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร


รูปแบบการจัดงาน ประกอบด้วย 4 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1 พื้นที่จัดกิจกรรมนิทรรศการในส่วนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มี 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 นิทรรศการการท่องเที่ยวไทย ส่วนที่ 2 โซน 12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัส (24 เมือง) และส่วนที่ 3 โซน “เขาเล่าว่า” (24 เรื่อง 24 เมือง)


โซนที่ 2 โซนการสร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ใน 5 ภูมิภาคท่องเที่ยว ได้แก่ ภาคเหนือ ภายใต้ Theme “เหนือฝันล้านแรงบันดาลใจ” (Inspiration) ตอน ผ้าเมืองเหนือ…เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร โดยมี Landmark คือ พระตำหนักดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีส่วนกิจกรรมการแสดงที่เป็น Hi-Light คือ การแสดงละครฟ้อนตำนานผ้าเจ้าดารารัศมี มีการจัด Hall of Frame และนิทรรศการ รวมถึงนวัตกรรมผ้าเมืองเหนือ และของดีชุมชนเมืองเหนือ เน้นสินค้าที่เป็นผ้าเมืองเหนือที่มีชื่อเสียงของแต่ละท้องถิ่น ส่วนสุดท้ายคือกาดดังเมืองเหนือ ที่จะนำอาหารในตลาดที่มีชื่อเสียงในภาคเหนือมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นตลาดย้อนยุคนครชุม จ.กำแพงเพชร หรือกาดริมยม 2437 จ.สุโขทัย


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้ Theme “แซบนัว” Landmark ของภาคอีสานคือ พระธาตุพนม และปราสาทรวงข้าว จัดแสดงเป็นส่วนๆ ส่วนที่ 1 “คุ้มข้าวหอมอีสาน” มาจากแนวคิดว่าอีสานเป็นดินแดนผลิตข้าวที่มีความหลากหลายสายพันธุ์ มีวิถีชีวิตความผูกพัน และมีศิลปวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวเป็นอันมาก ส่วนที่ 2 “ศรัทธาธรรม” ส่วนที่ 3 “หมู่บ้านชาวนา” มีแปลงนาสาธิตข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ ส่วนที่ 4 “ตลาดนายฮ้อย” เน้นข้าวหอมอีสาน ผลิตภัณฑ์จากข้าวอีสาน มีเกวียนอีสานนายฮ้อยจริงๆ ส่วนที่ 5 “ลานอีสานแซ่บๆ” ส่วนที่ 6 “นวดแซ่บๆ” และ ส่วนที่ 7 “แซ่บอีสาน” ซึ่งเป็นกองอำนวยการ โดยมีนิทรรศการภาพถ่ายอีสาน


ภาคกลาง ภายใต้ Theme “สุขกลางใจใกล้แค่เอื้อม” สำหรับ Landmark คือ บ้านเรือนไทยขนาดมาตรฐาน (คุ้มขุนแผน) กิจกรรมหลักเป็นการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคกลาง เช่น ละครใน เรื่อง “อิเหนา”,ละครนออก เรื่อง “สังข์ทอง” ตอน “หาปลา มณฑาลงกระท่อม” ฯลฯ ส่วนกิจกรรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคภาคกลาง เช่น สาธิตการปั้นหัวโขน, พานพุ่ม, เครื่องบูชา (จากดินปั้น), สาธิตการปั้นตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ, ลำไยบ้านไข่มุก (เครื่องประดับ), สาธิตดอกไม้ประดิษฐ์, สาธิตการทำขนมไทย, แกะสลักผลไม้, ร้อยมาลัย, สาธิตเครื่องปั้นดินเผา จาก บ้านดินมดแดง ฯลฯ


ภาคใต้ ภายใต้ Theme “ปักษ์ใต้…ปักหมุดหยุดเวลา” ภาคใต้มี Landmark หลายแห่ง คือ 1.ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จ.ปัตตานี 2.วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร จ.สุราษฎร์ธานี 3.วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช และ4.เสาชิงช้า จ.นครศรีธรรมราช มีกิจกรรมสาธิต 25 กิจกรรม อาทิ การทำกรงนก จ.สงขลา, แกะหนังตะลุง จ.นครศรีธรรมราช, เรือกอและ จ.ปัตตานี, แกะสลักหัวกริช จ.ยะลา, กรอบรูปใบไม้สีทอง จ.นราธิวาส นอกจากนี้ยังมีถนนคนเดิน โดยมีสถาปัตยกรรมของตึกชิโนโปรตุกีสเป็นพื้นที่ของร้านต่างๆ ส่วนการแสดง Theme วิพิธศิลป์สองสมุทรสุดแดนใต้ เป็นการรวบรวมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายมาไว้ที่นี่


สุดท้ายคือ ภาคตะวันออก ภายใต้ Theme “สีสันตะวันออก” โดยจะมีการจำลองบรรยากาศทะเลมาไว้ภายในงาน โดยเวทีหลักจะจำลองจากเรือยอชท์ และท่าเทียบเรือยอชท์ เพื่อสื่อให้เห็นถึงเส้นทางท่องเที่ยวทางทะเลของภาคตะวันออก ที่มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดศักยภาพ (High end) โดยมีส่วนของกิจกรรมและการแสดง เช่น การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยซึ่งสื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในภาคตะวันออก การแสดงศิลปะพื้นบ้าน และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง พร้อมฟังการเสวนาที่น่าสนใจ กิจกรรมสาธิตต่างๆ และชอปปิงของดีและชิมอาหารรสเด็ดมากมาย


โซนที่ 3 โซนพื้นที่กิจกรรมของดีจากชุมชน 50 เขตของกรุงเทพมหานคร และ โซนที่ 4 โซนเวทีใหญ่ จัดกิจกรรมพิธีเปิด จัดการแสดงอย่างต่อเนื่องทุกวัน และมีกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมชมงาน


นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ TAT Call Center 1672 หรือ โทรศัพท์ 0 2250 5500