วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภูมิใจ ‘ไทย’

หนึ่งปีที่ผ่านไป มีทั้งเรื่องดีและร้าย เพียงทิ้งเรื่องแย่ๆ ไว้แล้วย้อนกลับไปภาคภูมิใจน่าจะดี

ก่อนอื่นต้องกล่าวว่า “สวัสดีปีใหม่” คำโตๆ แด่ทุกท่าน เพราะในวันที่ศักราชใหม่เริ่มต้นแบบนี้บรรยากาศรอบตัวมีแต่ความสุข รอยยิ้ม และการเริ่มต้นใหม่

หลายคนยึดถือเอาวันปีใหม่เป็นจุดสตาร์ทที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อะไรที่ไม่ดีเมื่อปีก่อนก็ตั้งมั่นว่าจะทิ้งไว้กลางทางอย่างนั้น ส่วนอะไรดีๆ ก็จะเริ่มต้นนับตั้งแต่วันนี้

แต่ใช่ว่าวันวานจะต้องถูกหลงลืมไปหมด เพราะเมื่อปีที่แล้วก็มีเรื่องราวดีๆ ให้พวกเราชาวไทยได้ยิ้มแย้มแก้มปริกันหลายเรื่อง...

ปั่นที่ไทยดังไกลทั่วโลก

หลายปีมานี้จักรยานเป็นกระแสที่มาแรงมากที่สุดก็ว่าได้ แม้ประเทศไทยจะยังไม่นับว่าเป็นเมืองแห่งจักรยาน แต่เนื่องในโอกาสมหามงคลที่บรรจบครบรอบในปีนี้ทั้งเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเฉลิมพระชนมายุ 88 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ จึงเกิดกิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติถึงสองงานใหญ่ คือ Bike for Mom และ Bike for Dad

นับตั้งแต่ข่าวของกิจกรรม Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่ แพร่สะพัดออกไปตามสื่อต่างๆ วงการจักรยานก็คึกคักกว่าเก่าหลายเท่าตัว แม้แต่ประชาชนทั่วไปก็สนใจกิจกรรมนี้ จนกระทั่งธุรกิจเกี่ยวกับยานพาหนะสองล้อนี้บูมสุดๆ ตัวอย่างเช่น ยอดขายของร้านจิงไบซิเคิล อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ พุ่งพรวดเป็นประวัติการณ์ ธรรนูญ เมืองมา เคยให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่อำเภอสันกำแพง ประชาชนสนใจเข้ามาสอบถามราคาซื้อขายรถจักรยานจำนวนมากทำให้บรรยากาศภายในร้านคึกคักกว่าเดิม ส่งผลให้ยอดขายในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ซึ่งกลุ่มลูกค้าส่วนมากอยู่ในกลุ่มวัยทำงาน โดยเฉพาะบรรดาเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานราชการได้เข้ามาซื้อรถจักรยานเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมไปเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

สำหรับร้านจักรยานอื่นๆ ทั่วประเทศก็ได้อานิสงส์จากกิจกรรมปั่นเพื่อแม่นี้เช่นเดียวกัน จนกระทั่งยอดขายจักรยานโดยรวมเพิ่มขึ้นมากขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์

หลังจากนั้นไม่กี่เดือนกระแสจากวงในเริ่มหลุดออกมาว่าปลายปีจะมีกิจกรรมปั่นจักรยานครั้งใหญ่อีกรายการ แน่นอนว่าหลายคนเดาทางถูกว่าต้องเป็น Bike for Dad ปั่นเพื่อพ่อ ซึ่งก็ไม่พลิกโผ มิหนำซ้ำยังเป็นการกระตุ้นธุรกิจจักรยานอีกระลอกหลังจากคนโหมกระหน่ำซื้อจักรยานกันไปแล้วช่วงกลางปี ดังนั้นพ่อค้าแม่ขายจึงยิ้มกันอีกครั้ง

และไม่ใช่แค่คนขายจักรยานเท่านั้น ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศก็มีความสุขไปด้วย วัดได้จากจำนวนคนที่ออกมาปั่นจักรยานเต็มถนนในวันจัดงานทั้งสองงาน คือ 16 สิงหาคม และ 11 ธันวาคม 2558 และตัวเลขผู้ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมปั่นเพื่อแม่ทั่วประเทศ 254,863 คน และปั่นเพื่อพ่อทั่วประเทศ 607,909 คน ยืนยันได้ถึงความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีแด่แม่หลวงกับพ่อหลวงของไทย

มิหนำซ้ำกิจกรรมนี้ยังเป็นที่สนใจจากสำนักข่าวทั่วโลก เผยแพร่ความยิ่งใหญ่ของกิจกรรมมหามงคลนี้ไปสู่สายตาชาวโลก เพื่อบอกให้รู้ว่าคนไทยรักพระองค์ท่านทั้งสองมากแค่ไหน

ไทยแลนด์ ปู๊น...ปู๊น...!

“บอลไทยไปมวยโลก”

“บอลไทยไม่มีวันไปบอลโลก”

...ฯลฯ

คำกล่าวเชิงเหน็บแนมทำนองนี้เราชาวไทยได้ยินกันมานานแสนนาน แม้จะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ทีมช้างศึกไทยจะได้ไปบอลโลกนั้นคือเรื่องยากเย็น มีความเป็นไปได้เกือบเป็น ‘ศูนย์’

แต่การได้ไปเตะฟุตบอลโลกคือความใฝ่ฝันของนักฟุตบอลทั่วโลก เพราะนั่นคือรายการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่เชื่อไหมว่าทีมช้างศึกไทยที่หลายประเทศมองข้ามมานานหลายสิบปี ในยุคนี้คือยุคที่เราเดินเข้าใกล้ฟุตบอลโลกมากที่สุด แม้ยังไม่ถึงจุดนั้น แต่เค้าลางของความฝันที่จะเป็นจริงก็แจ่มชัดขึ้นทุกทีๆ

ไม่ใช่ว่าทีมชาติไทยยุคก่อนๆ จะไม่ดี แต่ยุคนี้อะไรต่อมิอะไรค่อนข้างจะลงตัวมากทีเดียว นับตั้งแต่จุดเปลี่ยนของทีมชาติไทยเริ่มขึ้น เมื่อ ซิโก้ - เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์เจ้าของลีลาดีใจตีลังกากลางอากาศ เข้ามารับไม้ต่อทำทีมชาติไทยในฐานะโค้ช

ราวปี พ.ศ. 2556 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่งตั้งให้ซิโก้เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ก่อนที่จะนำทีมชุดดังกล่าว ลงแข่งขันนัดกระชับมิตรกับทีมชาติจีน แล้วเอาชนะทีมชาติจีนได้อย่างเหลือเชื่อด้วยสกอร์ 5 ต่อ 1 ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากนั้นทีมชาติไทยภายใต้การคุมทีมของ ‘โค้ชโก้’ ก็ไปคว้าเหรียญทองการแข่งขันฟุตบอลชายกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 27 ที่ประเทศเมียนมา

นับแต่นั้นมานักเตะทีมชาติไทยก็ทำผลงานได้ค่อนข้างดีถึงดีมากมาตลอด และดูเหมือนว่าสูตรของความสำเร็จนี้จะไม่ได้มีแค่โค้ชโก้เพียงคนเดียว แต่นี่คือยุคทองของนักเตะไทย ที่มีทั้งฝีเท้า ลีลา หน้าตา และเสน่ห์ เรียกเรตติ้งจากแฟนบอลได้อย่างถล่มทลาย แม้แต่สาวๆ ที่ไม่เคยสนใจกีฬาชนิดนี้ถึงกับกลายเป็นแฟนบอลตัวจริงก็หลายคน

นอกจากผลงานที่ดีวันดีคืน บรรดานักเตะจึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษทั้งจากสื่อและแฟนบอล ผลักดันให้นักเตะช้างศึกเป็นดั่งเซเลบไปโดยปริยาย เช่น เมสซีเจ - ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักเตะตัวเล็กพริกขี้หนูผู้มีลีลาลากเลื้อยหลบคู่แข่งสุดตื่นตาตื่นใจ ฝีเท้าในระดับที่สื่อยกย่องให้เป็นเมสซีเมืองไทย และรูปร่างหน้าตากะทัดรัด น่ารัก แถมยียวนกวนประสาท ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ หรือกองกลางสุดหล่ออย่าง สารัช อยู่เย็น ก็เป็นอีกคนที่ไม่ได้มีดีแค่ฝีเท้า แต่รูปร่างหน้าตาก็ไปไกลถึงขั้นเป็นพระเอกมิวสิควิดีโอ หรือกัปตันอุ้ม - ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายมหัศจรรย์ก็คือกำลังหลักของทีมทั้งควบคุมและขับเคลื่อนทีม

เรียกได้ว่าทุกตำแหน่งในช้างศึกชุดนี้ เป็นทีมที่แฟนๆ ค่อนข้างหวังผลได้ ทั้งทีมวิ่งสุดใจ ทุ่มสุดตัว เซฟสุดมือ ไม่แน่ว่าอีกไม่นานเราจะได้เชียร์พวกเขาในรายการระดับโลกก็เป็นได้

ฮีโร่ ‘ชัช’ ชัด

คำว่า ‘ยิ้มสยาม’ หรือ ‘สยามเมืองยิ้ม’ อาจตีความได้ทั้งดีและไม่ค่อยดี ด้านหนึ่งอาจหมายถึงความโอบอ้อมอารีที่คนไทยมีอยู่ในหัวจิตหัวใจ แต่อีกด้านหนึ่งการยิ้มแห้งๆ ยิ้มเรื่อยเปื่อยเมื่อเจอชาวต่างชาติเพื่อกลบเกลื่อนที่สื่อสารกับเขาไม่รู้ก็อาจตีความได้ว่าเป็นยิ้มสยามที่ไร้ซึ่งความหมาย

แต่แล้วคลิปวิดีโอหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในโซเชียลมีเดีย เป็นการยืนยันว่าคนไทยใจดีไม่แพ้ใครในโลก

ในคลิปวิดีโอนั้นมีสองสามีภรรยานักท่องเที่ยวชาวนอร์เวย์กำลงังประสบเหตุจมโคลนขณะลงไปถ่ายภาพบริเวณริมเขื่อนปากแม่น้ำกระบี่ ถ.อุตรกิจ อ.เมือง จ.กระบี่ แล้วมีชายชาวกระบี่คนหนึ่งเข้ามาช่วยเหลือโดยนอนราบกับพื้นโคลนให้สองสามีภรรยาเหยียบหลังเพื่อพยุงตัวขึ้นจากโคลน คลิปวิดีโอดังกล่าวแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และที่มากกว่ายอดแชร์นั่นคือยอดไลค์ ทั้งที่เห็นตัวเลขและที่ชื่นชมกันปากต่อปาก

หลังจากนั้นชายจึงทราบตัวว่า ชัช อุบลจินดา อายุ 44 ปี ชาวจังหวัดกระบี่ คือวีรบุรุษในคลิปวิดีโอนั้น คุณงามความดีที่เขากระทำโด่งดังขึ้นขนาด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เรียกตัวเข้าพบ เพื่อพูดคุยและรับมอบเสื้อสามารถ

ตอนนั้นฮีโร่กระบี่คนนี้เคยเปิดเผยว่ารู้สึกดีใจและปลื้มใจอย่างมาก คนที่บ้านรวมถึงชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงก็มาร่วมแสดงความยินดีและภูมิใจกับตน ส่วนร่างกายที่มีอาการบาดเจ็บนั้นได้มีแพทย์มาตรวจเบื้องต้นแล้ว แต่ยังมีอาการปวดหลังอยู่ในจุดที่ถูกเหยียบ ซึ่งจะต้องเข้าตรวจร่างกายเอ็กซ์เรย์หลังจากที่กลับจากกรุงเทพแล้ว

“อยากให้ทุกคนร่วมกันทำความดี ทำความดีเถอะครับ ประเทศชาติเราจะดีขึ้น” ฮีโร่ชัชกล่าว

นอกจากในประเทศไทย บรรดาสื่อต่างประเทศและสื่อสังคมออนไลน์ต่างพากันรายงานข่าวเกี่ยวกับฮีโร่กระบี่

หลังจากที่เว็บไซต์เดลีเมลของหนังสือพิมพ์ชื่อดังในอังกฤษ รายงานข่าวนี้ไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็มีสื่อต่างชาติหลายสำนักนำไปเสนอต่อกันอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สปุทนิกของรัสเซีย สื่ออังกฤษชื่อดังอย่างบีบีซี เทเลกราฟ และเมโทร รวมถึงเว็บไซต์ยาฮู และสำนักข่าวฟ็อกซ์ นิวส์ของสหรัฐ

คงไม่ต้องบอกว่านี่คือความภาคภูมิใจของชาวไทย และเขาคือฮีโร่ ‘ชัช’ ชัด

ไม่สมบูรณ์ แต่คุณคือ ‘ที่สุด’

  แม้จะมีการเรียกร้องสิทธิผู้พิการมาหลายครั้งหลายหน ตั้งแต่เรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐานยันเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ดูเหมือนว่าสิทธิผู้พิการในบ้านเรา (รวมไปถึงอีกหลายประเทศทั่วโลก) จะยังอยู่ในจุดที่กระท่อนกระแท่น

...แม้แต่ในกรณีที่ผู้บกพร่องทางร่างกายจะอยู่ในฐานะตัวแทนของประเทศชาติก็ตามที...

ถามว่ามีใครรู้บ้างว่าปีนี้มีการแข่งขันกีฬาคนพิการ อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 8 ที่ประเทศสิงคโปร์ บางคนรู้ แต่หลายคนไม่รู้ ทั้งๆ ที่นักกีฬาและทีมงานมั่นใจว่าจะไปคว้าความเป็นเจ้าเหรียญทองมาให้ได้หลังจากเสียตำแหน่งให้อินโดนีเซียเมื่อ 2 ปีก่อนที่ประเทศเมียนมา ซึ่งนักกีฬาผู้พิการได้เก็บตัวฝึกซ้อมอย่างหนักแบบเต็มเวลานานถึง 4 เดือนเพื่อสร้างทีมที่แข็งแกร่งที่สุด

และในที่สุดเมื่อวันที่ 3-9 ธันวาคมที่ผ่านมา ทัพนักกีฬาไทยก็ไปสร้างผลงานสุดประทับใจ และได้เป็นเจ้าเหรียญทองสมดังตั้งใจ ด้วยผลงานเหรียญทอง 95 เหรียญ เหรียญเงิน 76 เหรียญ และเหรียญทองแดง 79 เหรียญ

แต่ความสำเร็จนั้นกลับเงียบเชียบ ไม่มีแม้กระทั่งข่าวคราว ไม่เหมือนตอนที่นักกีฬาปกติไปแข่งขันกีฬารายการอื่นๆ จนกระทั่ง ธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีชื่อดังได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า... “# ช่างเป็นความสำเร็จอันเงียบเชียบ เรียบราบ อย่างเลวร้าย เหตุเพราะคนไทยไม่ให้ความสนใจ หรือเพราะไม่มีสินค้าเจ้าใหญ่ให้การสนับสนุน เพียงเพราะพวกเขาเป็น “นักกีฬาคนพิการ” ที่ไม่อาจสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดังได้ ???”

ข้อความนี้ถูกส่งต่อกันอย่างล้นหลาม มีหลายคนตั้งคำถามถึงความเอาใจใส่ที่องค์กร หน่วยงาน และบริษัทห้างร้านต่างๆ มีต่อนักกีฬาเหล่านี้

กระทั่ง สกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ต้องออกมาบอกว่า กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีนโยบายสนับสนุนเงินรางวัลนักกีฬาอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้กำลังหารือเพื่อดำเนินการปรับระเบียบการอุดหนุนเงินรางวัลนักกีฬาคนพิการ โดยจะมีการเพิ่มการสนับสนุนในการแข่งขันรายการชิงแชมป์โลก และชิงแชมป์เอเชียด้วย แต่ต้องมีการกำหนดระเบียบ กฎเกณฑ์ จำนวนชาติที่เข้าร่วมแข่งขันให้ชัดเจนเหมือนเช่นการแข่งขันทุกรายการ ส่วนการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้รัฐบาลอุดหนุนเงินรางวัลเพิ่มเติมซึ่งจากเดิมกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ให้เหรียญทอง 50,000 บาท เหรียญเงิน 30,000 บาท เหรียญทองแดง 15,000 บาทอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 เปอร์เซนต์ทุกเหรียญเหมือนตอนที่ทัพนักกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 28 เคยได้รับ

ในความเงียบเชียบ เงียบงัน และสีทึมๆ เทาๆ ที่เกิดขึ้น ยังมีเสียงชื่นชมยินดีจากประชาชนชาวไทย แม้นักกีฬาผู้พิการจะไม่สมบูรณ์ทางร่างกาย แต่หัวใจและความมานะพยายามของทุกคน เอาชนะใจคนไทยที่นั่งลุ้นนั่งเชียร์พวกคุณอยู่เสมอ...พวกคุณคือความภาคภูมิใจของเราจริงๆ

ตุ๊กตุ๊ก ฟอร์ม ไทยแลนด์!

เรียกได้ว่าหักปากกาเซียนหลายสำนัก เพราะตั้งแต่รูปชุดประจำชาติไทยที่จะไปเฉิดฉายบนเวทีมิสยูนิเวอร์ส 2015 เผยโฉมมาก็เรียกเสียงจากผู้ชมได้มากโข ทั้งเสียงฮือฮาชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์หลุดกรอบเดิม แต่อีกด้านคือเสียงร้องยี้ เพราะชุดที่ว่านี้ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะไปได้ไกลจนถึงรอบลึกแน่นอน

ชุดประจำชาติที่ว่านี้คือ ‘ตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์’ ผลงานการออกแบบของ หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรพิบูลย์กุล นักวิชาการวัฒนธรรม วัย 35 ปี เป็นชุดที่ผลิตจากพลาสติกชุบโครเมียม และมีลูกเล่นคือกดปุ่มเพื่อให้มีไฟกะพริบได้

ในสังคมออนไลน์และเว็บบอร์ดต่างๆ มีคอมเม้นท์วิพากษ์จารณ์ชุดตุ๊กตุ๊กนี้อย่างเผ็ดร้อน บ้างก็ว่าชุดนี้ “แปลก แต่ไม่สวย เหมือนใส่ไปงานแฟนซี” บ้างก็ว่า “เอาจริงดิ มันน่าจะมีวิธีการพรีเซนท์ที่ไม่ใช่ยกตัวถังมาแบบนี้” บ้างก็ว่า “เหมือนเอารถตุ๊กๆ มาแปะไว้ข้างหลังเฉยๆ ไม่มีการ simplify รูปแบบ หรือแสดงออกถึงการผ่านกระบวนการคิดในเชิงงานออกแบบ ใครจะคิดยังไงก็แล้วแต่ ผมคิดยังงี้”

อีกด้านที่มองต่างมุม ก็มีความเห็นไปในทางชื่นชมทำนองว่า “ไม่อยากให้ใช้คำว่า ชุดประจำชาติเลย...เพราะคนไทยจะยึดติดแต่ขนบเดิม ช่วงก่อนกองประกวดจะใช้คำว่า ชุดเอกลักษณ์ของชาติ มันเลยทำให้มีลูกเล่นมากขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น สนุกมากขึ้น”

หรือ “ส่วนตัวเราเราว่า สวย และ แปลก เหมาะแล้วบนเวทีโลก ดู MU ปีหลังๆมา คือ ลายกนก ผ้าซิ่น ชฎา ฝรั่งมองข้ามจุดนั้นแล้วจริงๆ เพราะมันเดิมๆ แล้วปีนี้จัดที่ ลาสเวกัส เบาๆ ได้ที่ไหนล่ะ มีไฟใส่ไฟ มีเพชรใส่เพชร เอาให้อลังการไว้ก่อน”

เหมือนเสียงจะแตก ทำเอากองเชียร์ต้องตามลุ้นกันหนักว่าตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์จะไปได้ถึงฝั่งฝันหรือน้ำมันหมดแค่กลางทาง

กระทั่งวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา ปากกาเซียนที่ฟันธงว่าชุดนี้ไปไม่รอดก็หักดังเป๊าะ! เพราะ แนท - อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ตัวแทนจากประเทศไทย ได้สวมชุดตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ตะลุยกองประกวดสาวงามแห่งจักรวาลจนได้รางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยม

ไม่แน่ใจว่าเพราะทีมงานเก็งข้อสอบถูก หรือชุดนี้สวยเด่นมีสไตล์จริงๆ แต่เอาเป็นว่าชุดตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ก็เข้าวินเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สุดของคนไทยในปีนี้ไปเลย

...

  ปีที่ผ่านมามีเรื่องให้น่าภูมิใจและเรียกรอยยิ้มได้ ปีนี้หวังว่าเราชาวไทยจะร่วมกันสร้างความภาคภูมิใจกันใหม่ เอาให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ไชโย!