ชวนส่งท้ายปี 2558 ด้วยการทบทวนกันเสียหน่อยว่า 365 วันที่ผ่านมา เรามีประเด็นดังเรื่องใดในสังคมออนไลน์บ้าง
ในวันที่โซเชียลกลายเป็นพื้นที่ที่ใครต่อใครสามารถเข้าถึง พื้นที่สาธารณะบนหน้าจอได้กลายเป็นทั้ง “แหล่ง ” และ “แรง” ขับของปรากฏการณ์สังคม เรื่องไหนฮิต ประเด็นไหนดัง ไม่ต้องรอให้สถาบันไหนมาวัด เพราะเดี๋ยวนี้เรามี # แฮชแท็ก พอๆ กับความเลยเถิดจนบ่อยครั้งกลายเป็น #ดรามา ที่กู่ไม่กลับ
ถ้าอย่างนั้น ปีที่ผ่านมา เราผ่านอะไรกันมาบ้าง
นักล้อเลียน คือ เกรียนไทย
ก่อนไทยจะส่ง แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ไปเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สที่ลาสเวกัสช่วงปลายปีที่ผ่านมา จำได้ไหมเมื่อกลางปี “เกรียนไทย” เคยส่งตัวเองไปไกลถึงนาซ่า
วินาทีประวัติศาสตร์ที่ยานอวกาศ “นิว ฮอไรซอน” (New Horizons) บินผ่านดาวเคราะห์แคระ “พลูโต” เป็นครั้งแรก ถูกขัดจังหวะด้วย “เกรียนไทย” ที่ไปป่วนแชทระหว่างถ่ายทอดสดผ่านช่อง นาซา ทีวี บนเว็บไซต์ยูทูบ หลายข้อความเป็นคำหยาบ และเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนคน(ที่ไม่เกรียน) ต้องช่วยกัน #SorryforThailand เป็นการใหญ่
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น เกรียนไทยก็เคยฝากผลงานไว้แล้วที่แฟนเพจของศิลปินเวียดนาม “ตวน ฮุง” ที่เคยออกมาประกาศออกสื่อว่า หากฟุตบอลทีมชาติเวียดนามแพ้หรือเสมอไทยในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2015 นัดสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม เขาจะยอมโกนหัว เกรียนไทยจึงทวงสัญญาจัดให้ชุดใหญ่ด้วยภาพล้อเลียนจำนวนมาก สุดท้ายน้องร้องหนุ่มเวียดนามก็ทำทรงสกินเฮดให้เห็น แต่ก็ยังไม่สมใจแฟนบอลไทยเท่าไรนัก
ฝีมือของเกรียนคีย์บอร์ดมีให้เห็นเรื่อยๆ ผ่านโลกออนไลน์ โดยมี # (แฮชแท็ก) เป็นอาวุธ นับว่าปี 2558 คือปียอดฮิตของการติดแฮชแท็กก็ว่าได้ แม้จะมีการใส่ไว้ในแคปชั่นตามอินสตาแกรมมาก่อนสักพักแล้ว แต่ก็ไม่ได้จัดหมวดหมู่จนมี “คำฮิต” ที่ใช้กันทั่วไปในทุกๆ เรื่อง และทุกโซเชียล
ไม่ว่าจะเป็น #อร่อยนะรู้ยัง #กูจะไม่ยอมเห็นรูปนี้คนเดียว #ร้องไห้หนักมาก #โสดแล้วพาล #ทวิตดีคนรีน้อย #ควายล้วนๆ ไม่มีวัวผสม #เราคือเพื่อนกัน หลายๆ อันมีที่มา และถูกดัดแปลงกันไปเรื่อยตามประสา
อย่าง #เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง เกิดขึ้นเมื่อกลางปี เจ้าของวลีคือ โจอี้ บอย ซึ่งที่จริงแล้วมาจาก “เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง... จุดที่เราไม่รักกันแล้ว” ซึ่งเขาได้เอ่ยขึ้นในทีเซอร์เพลงของ POTATO แต่กระแทกใจคนฟังจนกลายเป็นแฮชแท็กดังและดัดแปลงกันไปตามท้องเรื่อง
หรือ #ห้ามป่วยห้ามพักห้ามรัก... มาจากชื่อหนังของค่าย GTH ที่โปรโมตจนโดนใจชาวเน็ต และกลายเป็นคำเล่นกันทุกสาขาอาชีพ
#จบข่าว เกิดขึ้นใกล้ๆ กันกับเพจชื่อเดียวกัน เพราะต้องการบอกเนื้อเน้นๆ มากกว่าน้ำในแบบที่หลายๆ เว็บไซต์หรือหลายโพสต์ล่อให้คลิก หรือ “Click bait” เพื่อเพิ่มยอดวิว ไลค์ หรือ แชร์
นอกจาก #โอ้วแม่สาวน้อย ยังมี #หูกระจงควรปลูกให้ห่างจากตัวบ้าน อีกหนึ่งวลียอดฮิตจาก เดี่ยว 11 ของโน้ส อุดม แต้พานิช และจำกันได้มั้ยกับกระแสรูปตัดต่อล้อเลียน (meem) ที่ไหลบ่ามาพร้อมๆ กับน้องน้ำที่ท่วมกรุงเทพฯ เพราะระบายไม่ทัน งานนี้คนที่รับศึกหนักก็หนีไม่พ้นพ่อเมืองอย่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่โดนล้อหนักหน่อย
และที่ฮิตไม่แพ้กันเห็นจะหนีไม่พ้น #นายกเป็นคนตลก ที่หลายๆ คนชักจะเห็นตรงกันเพราะแต่ละทีที่นายกฯ ออกมาพูด เป็นต้องมีการยิงมุกใส่แบบไม่รู้ว่าตั้งใจหรือเปล่า อย่างเช่นที่บอกว่า “ใครเบื่อรายการคืนความสุขให้เปลี่ยนช่อง” ก็แล้วจะให้ดูช่องไหน ในเมื่อฉายทุกช่องอย่างพร้อมเพรียงกัน
ไม่เพียงแค่นี้ เพราะเป็นถึงนายกฯ จะมีแฮชแท็กอันเดียวคงน้อยไป เลยไม่น่าแปลกใจถ้าใครโพสท์รูปนายกฯ เวลาทำหน้าละมุน มักจะต้องติดแฮชแท็ก #ยิ้มอ่อน ให้ด้วยเสมอ
อ้อ อย่าลืมแฮชแท็กดังอย่าง #Strong ของตัวแม่อย่าง ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม จากรายการ The Face Thailand ซีซั่น 2 ที่อ่านออกเสียงธรรมดาไม่ได้นะ ต้องอ่านว่า.. สตรอวงงงงง!
เที่ยวไหน ให้ดึง “สติ”
ไทยอาจจะตำหนิคนจีนเรื่องมารยาทในการท่องเที่ยว แต่ไทยก็ใช่ว่าจะน้อยหน้า เมื่อพฤติกรรมแย่ๆ ทั้งหลายเห็นได้ง่ายทางโลกออนไลน์ และเรื่อง #ดรามา ก็เช่นกัน
เดือนกันยายนที่ผ่านมา เรื่องราวของ 2 หนุ่มที่ไปเที่ยวภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ แบบไม่พกเงินสักบาทถูกบอกเล่าผ่านเว็บบอร์ดดังโดยเจ้าของทริปเอง เมื่อชาวเน็ตเห็นปุ๊บก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ถึงความไม่เหมาะสมว่า ทำไมต้องโบกรถฟรี กินฟรี พักฟรี แต่ก็มีอีกแรงที่ช่วยให้กำลังใจทำนองว่า ได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวไปอีกแบบ และทำให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทย แต่ชาวโลกสวยก็สู้โลกแห่งความจริง และแรงด่าไม่ไหว เจ้าของกระทู้ก็ได้ออกมาขอโทษว่า โดยเจตนาแล้วไม่ได้ต้องการหลวกลวงใครและผิดเองที่ไม่คิดให้รอบคอบ แม้จะจบกันไปด้วยคำขอโทษแล้ว แต่ก็คงลบตำแหน่ง “นักท่องเที่ยวสายปลิง” ที่ชาวเน็ตมอบให้ไม่ได้
นอกจากไทยเที่ยวไทย ไทยยังเที่ยวไปทั่วโลก เมื่อคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น เรื่องดรามาก็มีให้เห็นถี่ๆ เริ่มจากเมื่อต้นปีที่เกิดจากสมาชิกเว็บบอร์ดดังที่มา "แชร์ประสบการณ์ แอบขึ้นรถไฟ Yufuin No Mori" ของครอบครัวว่า สามารถขึ้นรถไฟไปได้ด้วยวิธีการ หนึ่ง สอง สาม (แต่ไม่ได้ซื้อตั๋ว) แล้วก็ถูกสมาชิกจวกกลับเรื่องการทำผิดกฎระเบียบของรถไฟญี่ปุ่นที่ใช้บริการโดยไม่ได้จองก่อนจนลามกลายเป็นดรามาไปถึงแฟนหเพจของเจ้าของกระทู้ ถกเถียง (และแถ) กันหลายวัน ในที่สุดเจ้าของกระทู้ต้องโพสต์ขอโทษพร้อมขอบคุณคอมเมนต์ที่เตือนสติ และขอลบกระทู้เอง เพราะไม่อยากให้ใครทำตาม
ช่วงกลางปี หนีไม่พ้นดรามาใหญ่สนั่นโลกออนไลน์ เมื่อหนุ่มสาว “แก๊งฮอร์โมนส์” ไปเที่ยวแดนปลาดิบ แล้วโพสต์รูปลงอินสตาแกรมตามสไตล์คนเล่นโซเชียล แต่เมื่อคลิปเต้นแบบสุดเหวี่ยงบนรถไฟฟ้าใต้ดินของนักแสดงชายคนหนึ่งออกสู่สายตาชาวโซเชียล คอมเมนต์ในเชิงตำหนิก็เริ่มขึ้นและขยายวงกว้างจนใครๆ (โดยเฉพาะวัยว้าวุ่น) ก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความเห็น
และดรามาก็ไม่จบง่ายๆ แก๊งนี้ยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมอีกเมื่อพฤติกรรมถูกฟ้องด้วยภาพในโซเชียลที่มีคนจับกิ่งและดอกซากุระเพื่อถ่ายรูป ทั้งๆ ที่กฎของการท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นมีอยู่ว่า เป็นมารยาทของการเที่ยวที่จะไม่เด็ด หรือจับดอกซากุระ และจากกระแสที่ถูกพูดถึง นักแสดงสาวที่ไปด้วยกันก็ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลทำนองว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะจริงจังหรือเปล่า จนทำให้ #ดึงสติกันหน่อยน่า เป็นแฮชแท็กที่คนพูดถึงมากที่สุดถึง 1.5 แสนครั้งในวันเดียวบนทวิตเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงเสียดสี
เหตุการณ์นี้ถูกสื่อญี่ปุ่นตีข่าวจนกลายเป็นปัญหาที่ทั้งชาวโซเชียลและชาวบ้านธรรมดาๆ กลัวว่า อาจกระทบถึงการตัดสินใจให้คนไทยต้องใช้วีซ่าเข้าญี่ปุ่นเหมือนเดิม! จากนั้นไม่นาน GTH ต้นสังกัดของนักแสดงก็สั่งพักงานนักแสดงและงดเล่นโซเชียลเป็นเวลา 3 เดือนสำหรับนักแสดงรุ่นน้อง และ 6 เดือนสำหรับนักแสดงรุ่นพี่ ตามด้วยคลิป “เที่ยวญี่ปุ่นอย่างไรให้สนุกและสุภาพ” ออกมาเพื่อเล่าถึงมารยาทในการเที่ยวญี่ปุ่นจนกลายเป็นไวรัลที่ถูกพูดถึงกันอย่างมาก
รัวF5 ค้าน Single Gateway
พลังของชาวโซเชียลได้แสดงให้เห็นครั้งใหญ่เมื่อรัฐบาลตั้งท่าจะออกนโยบายการจัดตั้งทางออกอินเทอร์เน็ตทางเดียวทั่วประเทศ หรือ “Single Gateway” ความกังวลร้อยแปดของชาวเน็ตไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การดักจับข้อมูล การตรวจสอบข้อมูล ไปจนถึงความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตที่จะเปลี่ยนไป โดยมี ‘ความมั่นคง’ เป็นข้ออ้าง
เมื่อเห็นตรงกันแล้วว่า จะมีข้อเสียมากมาย ปรากฏการณ์ “รัว F5” จึงเกิดขึ้น!
วันที่ 30 กันยายน หลังเวลา 22.00 น. คือเวลานัดของชาวเน็ตในการปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านนโยบายซิงเกิลเกตเวย์ โดยทำการถล่มเว็บไซต์ด้วยวิธีการที่เรียกว่า Ddos (Distributed Denial-of-Service) นั่นคือ การเปิดเว็บไซต์แล้ว “รีเฟรช” แบบไม่ยั้งผ่านปุ่ม refresh หรือ F5 ซึ่งเป็นวิธีที่ใครๆ ก็ทำได้หากเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
ปรากฏว่า ช่วงเวลานั้นมีเว็บไซต์ของรัฐบาลเข้าไม่ได้อยู่หลายแอดเดรส จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า ฝีมือและประสิทธิภาพของระบบภาครัฐยังไม่ถึง!
หากไทยจะมีอินเทอร์เน็ตเกตเวย์เดียว แล้วคนใช้งานในปริมาณมากๆ แบบนี้ ก็เห็นแล้วว่า ระบบจะล่มเอาได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม มีการระบุว่า การทำ DDoS นั้นผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ตามมาตรา 10 ที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ก็เหมือนว่า ไม่มีผลต่อชาวเน็ตแต่อย่างใด
หลังจากนั้น ก็มีการประกาศสงครามไซเบอร์ต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์อีกครั้ง โดยกลุ่ม Anonymous แฮกเกอร์ผลงานระดับโลก ออกมาแชร์รูปภาพและอ้างว่าจะปล่อยฐานข้อมูลลูกค้า กสท. หรือ CAT Telecom กว่าพันรายชื่อที่เจาะข้อมูลมาได้ออกมา หากรัฐยังเดินหน้านโยบายนี้ แม้ กสท. จะออกมาบอกว่า เป็นข้อมูลเท็จ แต่ก็เดือดร้อนไปถึงนายกฯ ที่ต้องกำชับให้ติดตามผู้คุกคามให้ได้
ปัจจุบันนโยบายซิงเกิลเกตเวย์ถูกพับไป แต่เหล่า #F5CyberArmy ก็ยังไม่ไปไหน พร้อมปฏิบัติการณ์อยู่ทุกเวลา
#บันเทิง(งานเข้า)หนักมาก
ปี 2558 ที่ผ่านมา ต้องถือว่า นักข่าวบันเทิงทำงานหนักมาก ไหนจะเป็นการแข่งขันของทีวีดิจิทัล จนทำให้ต้องเกาะทุกกระแสข่าวที่อยู่ในความสนใจของสังคมชนิดห้ามตกหล่น แต่การแข่งขันแบบไม่ลืมหูลืมตา ก็เลยทำเอาสื่อบันเทิงเริ่มเสียศูนย์ จนเราได้มาถึงจุดที่มีนักข่าวจ่อไมค์สัมภาษณ์ทีวี!
นั่นคือเหตุการณ์เมื่อครั้งดรามาของนักร้องหนุ่ม ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล มีข่าวว่า ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องจน พลอย-พลอยพรรณ ภรรยา ต้องโพสต์ถามหาทางอินสตาแกรม และหลังจากหลบหน้าหลบตาอยู่นาน แต่ก็หนีไม่พ้น เพราะอย่างไรก็ต้องโปรโมทภาพยนตร์ “ละติจูดที่ 6” ทำให้ปีเตอร์จำต้องปรากฏตัวให้สัมภาษณ์สดในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้”
ส่งผลให้หน้าห้องส่งช่อง 3 เต็มไปด้วยกองทัพนักข่าวที่มารอสัมภาษณ์ แต่เพื่อความชัวร์เพราะกลัวเจ้าตัวจะชิ่งหนี ไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อนกันแน่ แต่ที่แน่ๆ เราได้เห็นไมค์นับสิบจ่ออยู่ที่จอทีวี
ยังไม่นับปรากฏการณ์แห่งชาติของอดีตคู่รัก โตโน่-แตงโม ที่เมื่อฝ่ายชายตัดสินใจออกมาแถลงข่าว นอกจากกองไมโครโฟนจะท่วมโต๊ะ นักข่าวจะอัดแน่นอยู่ในห้องแถลงข่าวแล้ว นี่ยังไม่ต่างจากคู่มวยหยุดโลกที่ทีวีแทบจะทุกจอต้องเปิดดูการถ่ายทอดสด ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งในครัว ก็เปิดดู จนกลายเป็นกระแสแข่งกันเอาภาพบรรยากาศการเกาะติดจากที่ต่างๆ มาอวดกัน
ปิดท้ายปีด้วยการประกาศฉายาดาราที่ดูเหมือนจะเล่นแรงไปหน่อย จนสังคมเริ่มอดรนทนไม่ไหว เพราะก่อนหน้าไม่นานก็มีประเด็นเรื่องจรรยาบรรณของสื่อบันเทิงในการทำข่าว ทั้งกรณีการเสียชีวิตของ สิงห์ มุสิกพงศ์ มือกีตาร์วงสควีซแอนิมอล จนถึงการเกาะติดข่าวอาการป่วยของ ปอ ทฤษฎี ที่ถูกตั้งคำถามถึงมารยาทและความเหมาะสม
สำหรับสื่อบันเทิงปีนี้จึงบอกได้แค่ว่า #งานเข้าหนักมาก จริงๆ

