ปีพ.ศ.2559 นี้เป็นปีที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ
มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าจัดนิทรรศการ สัปตมวรรตบรมขัตติยราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี
คุณชวลี อมาตยกุล รองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า กล่าวถึงชื่อนิทรรศการ (ออกเสียงว่า สับ ปะ ตะ มะ วัด ) ว่าหมายถึง วาระครบ 7 รอบ พระชนมพรรษา
“ผู้ตั้งชื่อนิทรรศการเป็นอดีตคณบดี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เหตุที่ตั้งชื่อออกเสียงยากเช่นนี้ เหตุเพราะต้องการให้นักเรียนนักศึกษาได้ถือโอกาสเรียนรู้ภาษาไทยไปในโอกาสเดียวกัน”
นิทรรศการ นำเสนอประราชประวัติอันเกี่ยวเนื่องกับวังสระปทุมที่ประทับของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 และเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาความเป็นอยู่ของพสกนิกร การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมไทย โดยแบ่งเป็น 3 ภาค ด้วยกัน ได้แก่ ปทุมนิวาสราชปวัตติ สิริวัฒนรัชกรณียกิติ และ พระคุณพิสิฐสรรพสกล
ภาคแรก ปทุมนิวาสราชปวัตติ
แสดงพระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับวังสระปทุม และแสดงพระราชกรณียกิจในหน้าที่สมเด็จพระราชชนนีในการทรงอภิบาลอบรมสมเด็จพระราชโอรสและสมเด็จพระราชธิดา
นอกเหนือจากของที่ระลึกในพระราชพิธีอภิเษกสมรสที่นำมาจัดแสดงแล้ว นิทรรศการในส่วนนี้ยังนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์มาให้ชมกันอีกด้วย
ภาคที่สอง สิริวัฒนรัชกรณียกิติ
เรื่องราวการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชกิจน้อยใหญ่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของพสกนิกร ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ น้ำพระราชหฤทัยเสียสละ มีพระเมตตากรุณาธรรม ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่เสด็จอยู่ในสิริราชสมบัติ มีพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ เช่น
สภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2499 นับทรงเป็นสภานายิกาพระองค์ที่ 3 ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทรงริเริ่มดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาโครงการอันเกี่ยวเนื่องด้วยการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติทั้งด้านป่าไม้ ดิน แหล่งน้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เช่น โครงการคืนชีวิตกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์ โครงการธนาคารอาหารชุมชนและโครงการอนุรักษ์พืชสมุนไพร โครงการศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ โครงการป่ารักน้ำ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัด (ภาคตะวันตก) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฯลฯ
ทรงสานศิลป์แผ่นดิน ด้วยสายพระเนตรและพระวิสัยทัศน์กว้างไกล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงทุ่มเททั้งพระสติปัญญา กำลังพระวรกาย พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรด้วยการช่วยเหลือให้เขา ใช้ความรู้ ความสามารถที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นผลิตผลงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นมูลนิธิขึ้นใน พ.ศ.2519 พระราชทานชื่อว่า “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชูปถัมภ์” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” และได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงฝึกอาชีพขึ้นในบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
ปัจจุบันยกสถานะขึ้นเป็นสถาบันสิริกิติ์ อีกทั้งศูนย์ฝึกศิลปาชีพในภูมิภาคต่างๆ รับสมัครผู้เข้าอบรมโดยพิจารณาจากผู้ขัดสนและมีความจำเป็นก่อน นับแต่นั้นมางานศิลปะแขนงต่างๆฝีมือชาวชนบทจึงได้ทยอยปรากฏออกสู่สายตาชาวโลกดังเป็นที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน
อัคราภิรักษ์ศิลปิน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเป็นแบบอย่างของผู้มีความรักชาติบ้านเมือง ทรงชื่นชมและภาคภูมิพระทัยในศิลปวัฒนธรรมไทย ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12สิงหาคม พ.ศ. 2555 กระทรวงวัฒนธรรมในนามคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ถวายพระราชสมัญญา “อัคราภิรักษ์ศิลปิน”แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีความหมายว่า “ศิลปินที่ยิ่งใหญ่
ผู้ปกปักรักษางานศิลปะ” และจัดทำเหรียญที่ระลึก “อัคราภิรักษ์ศิลปิน” ขึ้นทูลเกล้าฯถวายในโอกาสเฉลิม
พระชนมพรรษา 83 พรรษา 12 สิงหาคม 2558
นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถยังโปรดให้อนุรักษ์ส่งเสริมศิลปะการแสดงโขน โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดการแสดงสนองพระราชดำริเป็นครั้งแรกด้วยชุด ศึกพรหมาศ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา จากนั้น มีพระราชเสาวนีย์ให้จัดขึ้นทุกปี เรียกกันว่า โขนพระราชทาน
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้นำสตรีไทยในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยในด้านการแต่งกาย จะเห็นได้ว่า ในโอกาสโดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร
ในต่างจังหวัด และการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ มักโปรดฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยอยู่เสมอ เช่น ผ้าไหม ผ้าแพรวา ผ้าทอของชาวไทยภูเขาฯลฯ และนอกจากนี้ ยังทรงริเริ่มเปิดพระที่นั่งวิมานเมฆ ซึ่งเป็นพระที่นั่งไม้สักทองขนาดใหญ่ที่สุดในโลกออกสู่สายตาชาวโลก
ภาคที่สาม พระคุณพิสิฐสรรพสกล
จัดแสดงถึงพระเกียรติยศ พระเกียรติคุณที่ทรงได้รับการแซ่ซร้องสดุดีจากนานาชาติ โดยการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลและปริญญากิตติมศักดิ์ในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ
โดดเด่นด้วยวิธีการนำเสนอ
“เนื่องจากดิฉันเป็นข้าราชบริพารในสมเด็จเจ้าฟ้าไอที ดังนั้นนิทรรศการครั้งนี้จึงนำเสนอด้วยอุปกรณ์ไอทีทันสมัย” คุณชวลี อมาตยกุล กล่าวถึงรูปแบบการนำเสนอนิทรรศการที่นำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้
กล่าวคือ ผู้เข้าชมจะได้รับอุปกรณ์แทบเลต พร้อมหูฟัง ซึ่งจะปรากฏภาพเคลื่อนไหวและเสียงทันทีที่นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปสัมผัสกับคิวอาร์โค้ต ที่ติดตั้งไว้บริเวณบอร์ดนิทรรศการ และวัตถุสิ่งของที่จัดแสดง
“ ตัวอย่างเช่น พระกระเป๋าย่านลิเพา ของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นำไปสืบสานต่อเป็นกระเป๋าย่านลิเพาที่ศูนย์ฝึกวิชาชีพ จนทำให้กระเป๋าย่านลิเพามีความงามเป็นที่ยอมรับของชาวโลก “ คุณชวลี ยกตัวอย่าง พระกระเป๋าของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่นำมาจัดแสดงให้ชมกัน พร้อมคิวอาร์โค้ดที่ถ่ายทอดภาพยนต์สั้นประกอบ
นอกจากนี้ ยังมีพระสรุเสียงของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงประทานสัมภาษณ์ถึง พระราชกรณียกิจสำคัญที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถปฏิบัติพระราชภารกิจของสภานายิกา คือ เหตุการณ์การปะทะสู้รบกันภายในราชอาณาจักรกัมพูชา ทำให้มีราษฎรชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในจังหวัดชายแดนของไทยเป็นจำนวนมากใน พ.ศ.2518 และ 2522 โดยมีเนื้อความตอนหนึ่งดังนี้
“เวลานั้นมีผู้คนอดอยาก บาดเจ็บ ล้มตาย ต่างชาตินำอาหารสำเร็จรูปมาให้แต่พวกเขากินไม่เป็น เราพยายามให้เขากินอาหารธรรมดา ค่อยๆบำรุงให้เขาดีขึ้น แต่ชาวต่างประเทศมองว่าทำไมไม่ให้เลือด เราคิดว่าให้อาหารและรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป จะดีกว่า เช่นน้ำเกลือ แล้วค่อยบำรุงไปเรื่อยๆ
ตอนหลังพออยู่ตัว เนื้อตัวเริ่มสะอาดเรียบร้อย ผู้ใหญ่เราส่งไปฝึกอาชีพ นำครูจากศิลปาชีพไปสอน เด็กๆกับวัยรุ่น จัดให้เรียนหนังสือ โดยปรึกษากับมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จัดหลักสูตรมาสอน เพื่อให้ความรู้ติดตัวนำไปใช้ในโอกาสต่อไป”
คุณชวลี เล่าเสริมว่า “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปทรงเยี่ยมผู้อพยพลี้ภัยเหล่านั้นที่จังหวัดตราดทันทีที่ทรงได้รับรายงานเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 มีพระราชเสาวนีย์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและข้าราชบริพารจัดตั้งศูนย์สภากาชาดโดยด่วนขึ้นที่บ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด จังหวัดตราด
ดิฉัน ได้ติดตามท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสัตน์ ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ เดินทางไปล่วงหน้าไปเมื่อทรงทราบข่าว เมื่อไปถึงเราต้องไปตลาด กลับมาหุงข้าวต้ม สับเนื้อหมู ตับหมูรวนให้สุกเตรียมไว้ วันรุ่งขึ้นนำมาทำเป็นข้าวต้มหมูสับแจกจ่ายผู้อพยพ บางวันมีไข่ต้มเพิ่ม ทำอย่างนี้ทุกๆเกือบเดือน จากเด็กที่เคยผอมแห้ง เริ่มมีเนื้อมีหนัง แววตาเริ่มมีความหวัง”
นอกจากเรื่องเล่าของผู้อยในเหตุการณ์แล้วยังมีภาพเคลื่อนไหว ที่จัดทำเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆตัดตอนมาจากภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ซึ่งมีหลายเหตุการณ์ที่น้อยคนจะเคยได้เห็นมาก่อน กล่าวได้ว่าคลิปวิดีโอที่นำมาให้ชมกันนั้นเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งทีเดียว
“ดิฉันไม่เคยเห็นพระองค์ท่านทรงงานเพื่อพระองค์เอง ทุกสิ่งที่ท่านทรงนั้นเพื่อราษฎรทั้งสิ้น เวลาออกไปพบปะชาวบ้าน ทรงถามเสมอว่ามีลูกกี่คน มีที่ดินทำกินหรือไม่ ที่นาหรือเช่า เสียค่าเช่าเท่าไหร่ พอเลี้ยงดูลูกไหม คนไหนที่คิดว่าเรียนได้ ทรงพระราชทานการศึกษา คนไหนที่ครอบครัวคิดว่าเป็นภาระ ทรงขอนำไปฝึกเป็นช่างที่ศิลปาชีพ จากคนที่ไม่รู้อะไรเลย วันนี้หลายคนกลายเป็นช่างฝีมือของแผ่นดิน”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ สัปตมวรรตบรมขัตติยราชินีนาถ นิทรรศการที่นำเสนอพระราชจริยาวัตรอันงดงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
หมายเหตุ : นิทรรศการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2558 – 31 มีนาคม 2559 ทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 15.00 น. การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ต้องทำการนัดหมายล่วงหน้า ติดต่อนัดหมายและขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทร. 0 2252 1965-67 ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 150บาท นักเรียน/นักศึกษา 50 บาท พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ตั้งอยู่ที่ วังสระปทุม แขวงปทุมวัน (ประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์อยู่ใกล้กับศูนย์การค้าสยามพารากอน)





