ธเนศ สุขวัฒน์ 'ความสุขเล็กๆ ในใจฉัน'

เพลงเบิกบานสำหรับเด็ก เป็นฝีมือของศิลปินคนนี้
เพราะอยากสร้างสรรค์เพลงให้เด็กๆ ร้องให้เหมาะกับวัย และต้องเป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกแง่บวก สอนธรรมะและการภาวนา นั่นทำให้ ธเนศ สุขวัฒน์ โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง และนักดนตรี แบ่งเวลาเสี้ยวหนึ่งของชีวิต ทำงานทางธรรม เพื่อสร้างสรรค์บทเพลง โดยมีผลงานชุด ชมสวน1-2 ,ดั่งดอกไม้บาน และความสุขเล็กๆ ในใจฉัน ฯลฯ
จึงเป็นที่มาของการพูดคุยกับอาสาสมัครด้านบทเพลง ,ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการจิตประภัสสร และวิทยากรทางธรรมกว่ายี่สิบปีที่เสถียรธรรมสถาน และปัจจุบันก็ยังทำอยู่
"ผมเคยเป็นลูกศิษย์วัดมาก่อน" ธเนศ ย้ำตลอดการสนทนา
1.
เพลงที่ฟังๆ กัน ใช่ว่าไม่มีผลต่อผู้คน โดยเฉพาะเด็กๆ ธเนศเห็นว่า เพลงส่วนใหญ่ไม่เหมาะกับเด็กเลย
"ผมก็เลยอยากทำดนตรี เพื่อให้เด็กมีพื้นที่ของตัวเอง เพราะเพลงที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคมเด็กด้อยโอกาส เด็กมีปัญหา เป็นเนื้อเพลงที่ขับร้องโดยเด็ก และไม่เหมาะกับเด็กเลย เพราะเป็นเพลงที่เรียกร้องให้แก้ปัญหาสังคม " ธเนศ เล่าถึงบทเพลงเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว
เขาจึงคิดว่า น่าจะเอาคำสอนทางธรรมะมาใส่ดนตรี เพื่อทำให้คนในสังคมมีทางเลือก
"ผมเอาคำสอนของแม่ชีศันสนีย์มาย่อยให้ง่ายขึ้น เพื่อให้เด็กๆ ได้ฟัง แม่เด็กก็ฟังได้ด้วย" ธเนศ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการแต่งเพลงชมสวนที่เริ่มจากความสนใจเรื่องธรรมะ
ก่อนจะมาทำงานทางธรรม ธเนศ เล่าว่า มาจากแรงบันดาลใจที่ได้ฟังรายการวิทยุ คลื่นเอเอ็ม 1107 ตอนนั้นกำลังขับรถไปสตูดิโอ เพื่อไปอัดเพลงที่เจเอสแอล มีโอกาสฟังรายการธรรมจากแม่ชีศันสนีย์ ก็เลยโฟนอินไปถามว่า
"ผมเป็นคนใจร้อน จะทำยังไง ตอนนั้นท่านพูดว่า เมื่อกระทบแล้วไม่สะเทือน ฟังแล้วผมเข้าใจ ซึ่งผมรู้สึกว่า เวลาพระเทศน์กลับฟังยาก"
เขานึกไปถึงตอนที่เป็นลูกศิษย์วัด ตอนนั้นแม้จะพยายามเรียนธรรมะ แต่เวลาพระสอนเป็นภาษาบาลี ฟังไม่รู้เรื่อง พอมาฟังธรรมแบบง่ายๆ ก็เข้าใจ จึงอยากให้คนอื่นเข้าใจด้วย และตอนนั้นเกิดไอเดียว่า น่าจะทำเพลงทางธรรม
"ปี 2537-38 ผมขออนุญาติทางเสถียรฯทำเพลงธรรมะสำหรับเด็กชุดแรก คือชมสวน และขออนุญาติให้เด็กทั้งประเทศได้ฟังด้วย ผมคิดคำสวยงาม คำแผ่เมตตา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาบาลี ตอนนั้นไม่มีทุน ก็เลยต้องหาอาสาสมัครจิตอาสา ได้คนใกล้ตัว(ผุสชา) ช่วยหาศิลปินเพื่อนๆ มาช่วยกันร้องเพลง"
2
ธเนศ เล่าต่อว่า ปัจจุบันเพลงชมสวน เด็กร้องได้ทั้งประเทศ และร้องด้วยความรู้สึกเบิกบาน
จากนั้นเขาก็ทำเพลงชุดลัลลาบายกล่อมลูกให้พ่อแม่ที่ตั้งครรภ์ร้อง อย่างเพลง ดั่งดอกไม้บาน ก็มาจากทางสายท่านติช นัท ฮันห์ นำมาแต่งเนื้อร้องใหม่ และนั่นเป็นอีกเหตุผลที่เขาร่วมทำกิจกรรมโครงการจิตประภัสสรรุ่นแรก โดยมีลูกชายคนเดียวร่วมกิจกรรมด้วย
"ผมทำกระบวนการผลิตเองทั้งหมด ตอนนั้นผมกลัวคนจะมองว่า เราทำเพลงธรรมะการตลาด ผมเคยบอกภรรยาว่า ถ้าเราไม่เริ่ม ก็จะไม่มีก้าวที่หนึ่ง เพื่อนำดนตรีมาใช้กับการภาวนา ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินเพลง "ความสุขเล็กๆ ในใจฉัน" ซึ่งผมแต่งแค่ประโยคเดียว หลายสิบปีที่แล้ว แต่งเพื่อให้แม่ชีศันสนีย์นำไปร้องนำภาวนาในต่างประเทศ เพลงนี้ฟังแล้วรู้สึกถึงความอ่อนโยน"
นักแต่งเพลงและนักดนตรีคนนี้ไม่ได้แค่ช่วยแต่งเพลงสำหรับเด็ก เขายังเป็นนักอ่านตัวยง โดยมีกฎกับตัวเองว่า ต้องอ่านหนังสือให้ได้วันละสองชั่วโมง เพราะเชื่อเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต และนั่นทำให้เขาสนใจเรื่องการเต้นของหัวใจแม่ที่ตั้งครรภ์ นำความรู้นั้นมาสร้างสรรค์ให้เหมาะกับการภาวนา
"คุณรู้ไหม ระดับการเต้นของหัวใจแม่ที่ตั้งครรภ์ในหนึ่งนาทีเต้นกี่ครั้ง ผมอ่านจากงานวิจัยฝรั่ง หัวใจจะเต้นช้ากว่าคนปกติ ผมก็มาปรับใช้กับจังหวะดนตรี ผมอยากให้คนเอาบทเพลงธรรมะไปไว้ในบ้าน ผมทำเพลงภาวนาเพื่อให้คนเดินเข้ามารู้จักธรรมะ จนเกิดโครงการจิตประภัสสร และผ่านมากว่ายี่สิบปี ตอนนี้เด็กรุ่นที่ร้องเพลงชมสวน โตเป็นวัยรุ่นแล้ว"
และเด็กรุ่นนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาด้วย ธเนศ เล่าว่า คริสต์ศาสนาก็มีเพลงร้องเพื่อเผยแพร่คำสอน เพราะเขาเองก็เคยทำดนตรีในโบสถ์ ดังนั้นเขาจึงทำเพลงธรรมะอาร์แอนบี โดยการดึงคำสอนพระพุทธเจ้ามาแต่งเป็นเพลง
"ถ้าบอกว่า พุทธต้องใส่บาตร ผมว่า เด็กยุคนี้ไม่ตื่นมาใส่บาตรหรอก เด็กต้องไปวัดก่อนมาร้องเพลงดั่งดอกไม้บาน เรียนรู้การแผ่เมตตา ผมไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยให้เด็กฟังเพลงที่ดูรันทดดั่งกระจกร้าว เด็กๆ ควรเรียนรู้การให้ และให้อย่างไม่ระแวง ให้ด้วยใจที่เป็นสุข"
3
เขาเองก็ไม่ต่างจากพ่อทั่วไปที่ต้องตอบคำถามลูกในช่วงวัยเด็กอยู่เรื่อยๆ อย่างเช่นลูกถามว่า "พ่อเชื่อเรื่องสวรรค์ นรกไหม" "พ่อ ทำไมคนไทยไหว้ต้นไม้ แล้วเอาผ้าแดงไปผูกไว้ที่ต้นไม้" ฯลฯ
เรื่องเหล่านี้ เขาต้องอธิบายให้ลูกชายเข้าใจว่า นี่เป็นกุศโลบายของคนไทย โดยบอกว่า ต้นไม้มีเทพรักษาคุ้มครอง ไม่อย่างนั้นต้นไม้ถูกตัดไปนานแล้ว และเราควรแผ่เมตตาให้ต้นไม้อยู่ร่วมกับมนุษย์
เขาสอนลูกโดยพาไปทำกิจกรรมทางธรรมและร้องเพลงภาวนาร่วมกัน และสอนให้ลูกรู้จักคำว่า การให้ นั่นทำให้ลูกชายที่ปัจจุบันเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่อเมริกา เข้าใจในสิ่งที่พ่อทำ เพราะพ่อทำให้เห็น
"ตอนลูกเรียนอยู่ปีหนึ่งที่อเมริกา เขาทำรายงานเรื่อง "วิถีที่พ่อเลี้ยงดูเขาตั้งแต่เด็ก " ลูกคิดเอง ผมส่งเขาไปเรียนเพื่อให้เข้าใจวิธีคิดของฝรั่ง ให้ลูกรู้ว่า เวลาพวกฝรั่งทำเรื่องอวตาร พวกเขาคิดยังไง "ธเนศ เล่าถึงลูกด้วยความรู้สึกที่เป็นสุข เพราะตลอดหลายสิบปี เขาจะพาลูกไปวัด และบอกลูกเสมอรู้ว่า พ่อทำอะไรบ้าง รวมถึงอธิบายสิ่งที่ลูกสงสัยอย่างใส่ใจ
“เวลาผมแต่งเพลง เหมือนลูกไม่สนใจ ไม่รับรู้ แต่เขารู้ เขาเป็นคนประหยัดมาก สุขมากใช้น้อย อย่างผมไปเดินธรรมยาตรา ผมก็เอาลูกไปด้วย เขาก็ร้องเพลงประสานเสียงด้วย”
ลูกชายที่ร้องเพลงธรรมะที่พ่อแต่งมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงทำกิจกรรมทางธรรมกับพ่ออยู่เรื่อยๆ เมื่อมีโอกาสไปเรียนวิธีคิดของฝรั่ง เขาก็ไม่ได้ตื่นเต้นว่าความคิดดีเลิศกว่าคนไทย ธเนศเล่าต่อว่า ลูกเคยเล่าว่า คลิปที่พวกฝรั่งแชร์ๆ กันเรื่องการให้ คนไทยทำมาตั้งนานแล้ว
“บางเรื่องเราอาจนึกไม่ถึง แต่เด็กๆ เอาไปต่อยอด ลูกผมเคยสงสัยว่า ทำไมพ่อต้องไปวัดทุกวันอาทิตย์ที่ 1 ของเดือน ผมบอกลูกว่า นี่คือวินัยที่พ่อรับปากเอาไว้ เราก็ต้องทำ แม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องไป เพราะพระยังมีพระธรรมวินัย เราเป็นฆราวาสก็ต้องมีวินัย ผมทำให้ลูกเห็นตลอด และในที่สุดลูกจะเชื่อเรา ผมเชื่อว่าธรรมะคือการปฎิบัติในชีวิตประจำวัน”
เขาทำให้ลูกเห็นว่า เขาไม่ชอบสูบบุหรี่ ไม่ชอบดื่มสุรา และให้ลูกใช้วิจารณญาณของตัวเอง โดยไม่ห้ามลูก
“ผมให้ลูกลองดื่มเบียร์ เขาบอกว่าขม เขาก็ไม่ดื่มเอง และเขาไม่ดื่มน้ำอัดลม เพราะเขาไม่อยากดื่ม ผมก็ไม่ได้บังคับ ตอนลูกอายุ 19 เรียนโรงเรียนอินเตอร์ เพื่อนๆ ฝรั่งของเขามีแฟนกันหมด มีผู้หญิงมาชอบเขา เขาคบอยู่พักหนึ่งแล้วบอกว่า ผู้หญิงเอาเวลาของเขาไปหมด เขาพบว่าเขาไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาก็เลยหยุดไปรับไปส่งผู้หญิง แล้วขอคบแบบเพื่อน เพราะเขาอยากใช้เวลากับตัวเอง ” ธเนศ เล่าและเชื่อตลอดมาว่า ถ้าเราสร้างภาพจำดีๆให้เด็ก เขาก็จะมีความคิดแง่บวก
“ผมจะจำสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นตอนเด็กๆ พ่อแม่เอาผมไปอยู่โรงเรียนประจำ อยู่วัด ผมก็มองว่า ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น แม้ผมจะมีปมเคยคิดว่า พ่อแม่ไม่รัก แต่พอผมมาปฎิบัติธรรม ก็ได้ข้อคิดว่า คนเราไม่ควรจมกับอดีต”
4
ธเนศ เลือกที่จะสอนลูกโดยการทำให้เห็น และเป็นเพื่อนร่วมเดินทางสุขทุกข์ไปกับลูก ส่วนชีวิตคู่ เขาเล่าว่า เริ่มจากความเป็นเพื่อน
“ตอนผมอายุสี่สิบกว่าๆ ผมยังไม่แต่งงาน ถ้าเลยวัยนี้ คงไม่ได้แต่งแล้ว ผมก็คิดว่า เรามาอยู่เป็นเพื่อนกันตอนแก่ๆ แต่คนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องมีความกดดันในบางครั้ง ผมเคยไปยืนร้องไห้กลางดึก เพราะตอนนั้นคิดว่า เราต้องอดทนคนเดียวหรือ ซึ่งเวลาผู้ชายลืมวันเกิด หรือวันสำคัญของภรรยา ก็เป็นเรื่องใหญ่ ตอนนั้นเราคิดลบว่าเราต้องทนทุกอย่างหรือ เราก็เหนื่อย เราก็ไม่ใช่คนคิดบวกตลอดเวลา แต่เวลากดดัน คนอื่นไปดื่มเหล้าเที่ยว ผมไม่มีทางออก ก็ปฎิบัติธรรม”
ธเนศเล่าต่อว่า เวลาภรรยาเครียดๆ ก็ให้ถ่ายความกดดันมาที่เขาเถอะ เครียดนักก็ถ่ายลงบทเพลง อย่างเพลง ลิ้นชักอารมณ์ เขาแต่งด้วยความรู้สึกล้วนๆ ทำให้นักร้องบางคนร้องเพลงนี้แล้วร้องไห้ไปด้วย
“จากที่เคยมีความเป็นส่วนตัวเยอะ เมื่อใช้ชีวิตคู่ก็ต้องปรับตัว อย่างภรรยาโทรตามตอนตี 1 ตี 2 เราก็รู้ว่า เขาเป็นห่วง หรือโทรมาตอนขับรถฝนตกหนัก เราก็ตัดบทแล้วบอกว่า แค่นี้นะ ผู้หญิงก็โกรธ กลับถึงบ้านงอนไปสามวัน งอนจนลืมว่า ไม่รู้งอนอะไร (หัวเราะ) เพราะคนเราเอาอารมณ์เข้าลิ้นชักไม่เป็น เมื่อผมเข้าใจมากขึ้นก็ไม่มีปัญหา” ธเนศ เล่าและยกตัวอย่างหนังสือที่อ่านเล่มหนึ่ง เศรษฐีคนหนึ่งบอกว่า จะเปลี่ยนทุกอย่างในโลกไม่ได้หรอก ต้องเปลี่ยนโดยการใส่แว่นในการมอง เท่านั้นก็เปลี่ยนตัวเอง
“ยกตัวอย่างผมแต่งเพลงโฆษณาให้ลูกค้า แล้วลูกค้าเอาเพลงมาให้ผมแก้โน้นนี่ ผมบอกว่า ถ้าแก้ขนาดนี้แต่งใหม่ไหม ลูกค้าไม่ยอม ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไร ผมซื้อเพลงนี้คืน เพราะเพลงนี้ผมเอามาจากอัลบั้มอัสนีเพลงที่ 11 ไม่ได้ใช้ ผมจะให้ปาล์มมี่ร้อง แค่นั้นแหละ ลูกค้าพลิกคำพูดเลย”
นี่คือ ส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าจากนักสร้างสรรค์บทเพลงแห่งการภาวนา ที่เรียนรู้ชีวิต โดยมีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง




