ชีวิตไร้ขีดจำกัด ฟาน ศรีไตรรัตน์

รู้อะไร ต้องรู้จริง เล่นกีฬาก็ต้องรู้วิธีเล่นให้ดี ไม่ให้บาดเจ็บ ฝึกศิลปะป้องกันตัว ก็ต้องรู้ปรัชญาที่ซ่อนอยู่ นี่คือเรื่องราวของผู้ชายคนนี้
สำหรับผู้ชายคนนี้ ฟาน ศรีไตรรัตน์ กีฬาและศิลปะป้องกันตัวที่ร่ำเรียนมามากมาย แต่ละศาสตร์เขาใช้เวลาเรียนเป็นปีๆ เรียนเพราะอยากรู้ลึก รู้จริง และปัจจุบันก็ยังไม่หยุดที่จะเรียนวิชาที่ใช้พละกำลัง และไม่ใช่แค่เรียน ยังนำปรัชญาเหล่านั้นมาใช้กับชีวิตด้วย
ในกิจกรรม Bike for dad ที่จะถึงนี้ 'ฟาน' (ทายาทคนที่สองของ ภัทราวดี มีชูธน) ผู้บริหารบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด และคอมมูนิตี้มอลล์ ท่ามหาราช ที่มีจักรยานเท่ๆริมรั้ว ไม่พลาดที่จะร่วมปั่นจักรยานอย่างแน่นอน
สำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย และชอบเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัว ผู้ชายคนนี้มีคำอธิบายที่ทำให้เรารู้ว่า อยากวิ่ง อยากขี่จักรยาน จะเตรียมตัวอย่างไร เพื่อไม่ทำให้ร่างกายบาดเจ็บ เพราะสิ่งที่เขาเล่า ไม่ใช่แค่ทฤษฎี เขาลงมือทำทุกอย่าง เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งดีและไม่ดีในร่างกายตัวเอง
ก่อนหน้านี้ เขาเคยแข่งไตรกีฬา ทั้งวิ่ง ว่ายน้ำ และขี่จักรยานทางไกลมาแล้ว และในวัยเด็ก 9 ขวบอยู่อเมริกา หัดเล่นยูโด ตามด้วยคาราเต้ กังฟูวัดเส้าหลิน วูซู หวิงชุน ฯลฯ และตอนนี้กำลังเรียน คราฟ มากา (Krav Maga) ศิลปะป้องกันตัวของอิสราเอล ที่ใช้อบรมในหน่วยราชการตำรวจทหาร ทั้งอเมริกาและยุโรป
"แม่สอนว่าจะทำอะไรต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ" เขาเล่า และได้เห็นสิ่งที่แม่ทำในเรื่องศิลปะการแสดงและการสอน
"แม่จะฝึกซ้อมจนกว่านักแสดง จะทำได้ดี และลงรายละเอียดลึกๆ "
นอกจากงานบริหารธุรกิจของครอบครัว เขายังเป็นเทรนเนอร์ และเจ้าของฟิตเนสที่ตึกอัมรินทร์ Twist Sport Conditioning Certer (บริษัทสปอร์ตคอนดิชั่นนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด) ซึ่งเป็นการออกกำลังกายแนวใหม่ในเมืองไทย โดยการขยับร่างกายให้ถูกต้องเหมาะกับวัยและสภาพร่างกาย และเด็กๆ ก็เข้ามาเรียนได้
วิธีการออกกำลังกายที่เขาเล่าให้ฟัง จึงต่างจากฟิตเนสทั่วไป ไม่ใช่แค่ยกเวต เพื่อสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ หรือตะบี้ตะบันวิ่งบนลู่อย่างเดียว แต่เป็นการออกกำลังกาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเล่นกีฬาแต่ละอย่างไม่ให้บาดเจ็บ และสร้างความแข็งแกร่งในการใช้ชีวิตที่สมดุล
ที่ผ่านมาคุณร่วมกิจกรรมขี่จักรยานบ่อยแค่ไหน
เวลามีแข่งขันที่ไหน ผมก็เข้าร่วม ก่อนจะร่วมขี่จักรยานครั้งนี้ ผมก็ซ้อมขี่จักรยาน 100 กิโลเมตร ก็พอแล้ว ผมเคยแข่งไตรกีฬาที่ออสเตรเลียและนิวยอร์ค ขี่จักรยาน 180 กิโลเมตร ว่ายน้ำ 3.8 กิโลเมตร และวิ่ง 42กิโลเมตร ต่อเนื่องในหนึ่งวัน
ไตรกีฬาที่คุณลงแข่งขันใช้เวลาฝึกนานไหม
การแข่งระยะยาว ต้องฝึกฝนทั้งเช้าและเย็น ว่ายน้ำ ขี่จักรยานและวิ่ง ตอนนั้นไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย ไม่ได้เจอครอบครัวและเพื่อน ฝึกอยู่สองสามปี เวลาทำงานก็เหนื่อย ง่วง นอนไม่พอ ไม่ค่อยได้กินลดไปเกือบสิบกว่ากิโลกรัม ตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียนรู้วิธีการฝึกขยับร่างกาย เมื่อผมใช้ร่างกายเยอะ โหมซ้อม เพื่อแข่งไตรกีฬา ผมเป็นหวัดง่ายมาก ภูมิต้านทานลดลง
เพราะโหมฝึกไตรกีฬาในช่วงนั้น คุณก็เลยได้คำตอบบางอย่าง ?
ผมใช้ตัวเองทดลอง เพราะไตรกีฬา มีคนอยากลงแข่งเยอะ เมื่อผมรู้ว่าโหมแบบนี้ไม่ดี ทำให้กีฬาที่เล่นไม่ดีอย่างที่คิด เมื่อไปเรียนรู้เรื่องระบบร่างกายเพิ่มขึ้น ผมก็เข้าใจมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าอยากจะให้ระบบหัวใจ ปั๊มเลือดมากขึ้นเร็วขึ้น เราก็ฝึกการออกกำลังกายหนัก จะยกน้ำหนักหนักๆ หรือโยนหนักๆ ก็ได้ แล้วพัก จากนั้นทำซ้ำ จะขยับตัวโดยการวิ่ง ยก โยก ก็ได้ เป็นวิธีการฝึกให้ระบบปอด หัวใจ แข็งแรงขึ้น ถ้าฝึกแบบนี้ เวลาแข่งขันระบบหัวใจไม่ต้องทำงานหนัก เพราะกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น
ย้อนไปถึงวัยเด็ก คุณหัดเล่นยูโดตั้งแต่อายุ 9 ปี ?
ผมดูหนังจีนกำลังกาย ก็เลยชอบยูโด อายุ 9 ปีไปเรียนยูโด เพราะตอนอายุ 9-13 ปียู่กับครอบครัวที่นิวยอร์ค คุณแม่และคุณพ่อชาวแคนาดา ผมกับพี่ต้องช่วยกันดูแลเก็บกวาดบ้าน ช่วยแม่ทำกับข้าว ซักผ้าให้น้องๆ จากนั้นผมไปอยู่แคนาดาสี่ปี แล้วไปเรียนไฮสคูลที่สิงคโปร์ และกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยที่แคนาดา
ตอนเรียนยูโด ก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทายในการเรียนรู้ท่าต่างๆ แล้วมาเรียนคาราเต้ ศิลปะป้องกันตัวแบบนินจา กังฟูวัดเส้าหลิน วูซู และหวิงชุน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เรียนวิธีขยับร่างกายแบบที่ผมนำมาสอน ตอนนี้ผมมีสถานออกกำลังกายผมเป็นเทรนเนอร์ที่เรียนด้านนั้น สอนทั้งฟังก์ชั่นนอล เทรนนิ่ง และสปอร์ตเทรนนิ่ง และผมกำลังเรียนวิชาคราฟมากา (Krav Maga) เป็นระบบการป้องกันตัวของอิสราเอล ที่ใช้อบรมในหน่วยราชการตำรวจทหาร ทั้งอเมริกาและยุโรป
ถ้าเรียนศิลปะป้องกันตัวตอนเด็กๆ จะง่ายและเรียนรู้เร็ว ไม่กลัว รู้สึกสนุก คล่องตัวมาก ผมเรียนยูโด มีทั้งกลิ้งโยนตัว คาราเต้ก็มีท่าแตะต่อย ผมเรียนสองปี พออยู่สิงคโปร์ก็ไปเรียนวิชานินจา พื้นฐานวิชานี้มาจากคาราเต้ แต่โหดกว่า เป็นศิลปะที่นำมาใช้ในชีวิตได้จริง แม้กระทั่งเรื่องการใช้กระบองหรือมีด ผมก็เรียน เป็นงานอดิเรกที่ผมชอบ ตอนอยู่แคนาดาผมเรียนกังฟูวัดเส้าหลินจากอาจารย์ชาวเยอรมัน-แคนาเดียน ซึ่งอาจารย์ไปเรียนวิชานี้ที่วัดเส้าหลิน ผมเรียนอยู่สี่ปี ได้ฝึกจริงๆ เหมือนวัดเส้าหลิน และเรียนรู้วิธีการสอนด้วย ตอนนั้นผมเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว มีเวลาเยอะก็ช่วยสอนพวกฝรั่ง
ตอนกลับมาเมืองไทย คุณก็ยังไปเรียนศิลปะป้องกันตัวสาขาอื่นๆ อีก
ไปเรียนวูซู แต่รู้สึกร่างกายไม่คล่องเหมือนเด็กๆ เพราะมีการตีลังกา ก็เลยไปเจออาจารย์ที่สอนหวินซุน เป็นวิชาป้องกันตัวระยะใกล้ ซึ่งแม่ชีวัดเส้าหลินเป็นคนคิดขึ้น โดยใช้ความฉลาดของผู้หญิงและสรีระที่อ่อนโยนเพื่อชนะความแข็งแกร่งของผู้ชาย เราไม่เคยเรียนแบบนี้มาก่อน ส่วนใหญ่เรียนสายแข็ง พอมาสายนิ่ม รู้สึกดีกว่า ไม่ต้องใช้แรงเยอะ หวินชุนเรียนอยู่ห้าปี และช่วยอาจารย์สอนด้วย เป็นวิชาที่ผู้หญิงน่าจะเรียนรู้ได้ดี อาจจะยากสำหรับผู้ชายที่ติดยึดกับความเกร็ง ความแข็ง ปรัชญาตรงนี้สอนว่า ระหว่างการปะทะ ถ้าเราปล่อยให้อีกฝ่ายใช้แรงเต็มที่ เราไม่ต้องใช้แรงเยอะ รอให้อีกฝ่ายไม่มีแรงหรือเผลอ แล้วค่อยโต้กลับ
เรียนรู้หลายอย่าง แล้วเห็นพัฒนาการในร่างกายอย่างไร
ผมเรียนหลายๆ อย่าง เพื่อให้เห็นความแตกต่าง ตอนนี้มีศาสตร์ที่เรียกว่า มิกซ์มาสเซอร์อาร์ต มาจากคนที่ไปเรียนรู้หลายอย่างแล้วเห็นข้อดีจึงนำมารวมกัน การฝึกพวกนี้ทำให้เราได้เรื่องการตรงต่อเวลา ทำให้เราเอาชนะใจตัวเอง ฝึกฝนร่างกายไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ ไม่ว่าจะเจ็บปวดหรือเหนื่อยขนาดไหน เราก็อยู่ตรงนั้นได้ มีความเข้มแข็ง ไม่ใช่แค่ร่างกาย เวลาทำงานหรือเรียนหนังสือ ก็ทำให้เราเห็นทางออกของปัญหาตลอด และรู้ว่า ไม่ว่าจะตัวเล็กแค่ไหน ก็สู้คนตัวใหญ่ได้ ปรัชญาในศิลปะป้องกันตัว ผมนำมาใช้ในชีวิตได้
กิจกรรมปีนเขา ผมก็ชอบและสนุกที่ได้เรียนรู้ บางทีเราไม่รู้จะปีนไปทางไหนแล้ว แต่ก็เห็นช่องทางไปต่อเรื่อยๆ ผมจะไม่ท้อถอยในสิ่งที่ทำ ผมทำสิ่งเหล่านี้เหมือนการเรียนรู้การใช้ร่างกาย ผมอยากสอนให้คนอื่นด้วย ผมอยากให้คนมีพัฒนาการ มีสรีระที่ดี เพราะสิ่งที่ผมสอนฟังก์ชั่นนอล เทรนนิ่ง (Functional Training ) นำไปใช้กับกีฬาได้ทุกชนิด พื้นฐานเหมือนกัน
ปรัชญาในศิลปะป้องกันตัว มีส่วนทำให้คุณดสุขุมใจเย็นขึ้นไหม
ใช่ ทำให้เราใจเย็น เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราใจร้อน แล้วไปทำร้ายใคร ยังไงเราก็เจ็บตัว ซึ่งกลายเป็นนิสัยของผม ซึ่งผมฝึกมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมใจเย็น ควบคุมสติและร่างกายตัวเองได้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ทุก
คนควรได้ฝึก แทนที่จะนั่งสมาธิเฉยๆ การฝึกทำท่าต่างๆ ก็ช่วยฝึกสมาธิไปด้วย เพราะต้องจำท่าและอยู่ตรงนั้น ต้องมีไหวพริบในการฝึกทั้งสมอง จิตใจและร่างกาย ไม่สามารถคิดเรื่องอื่นได้ ไม่อย่างนั้นโดดเตะ
นำมาใช้กับการทำงานอย่างไร
ผมทำหลายอย่าง ทำให้มีไอเดียทำอย่างอื่นด้วย ในหน้าที่การงาน แทนที่จะสั่งงานอย่างเดียว เราสอนให้เขาเสนอไอเดีย ทำให้เขารู้สึกตัวเองมีค่า สร้างสรรค์ต่อได้ เราก็ให้แรงบันดาลใจ ซึ่งไม่จำเป็นว่า ความคิดเราจะถูกตลอด เขาอาจมีไอเดียดีกว่าเรา ก็ลองผิดลองถูก
นอกจากกีฬาและศิลปะป้องกันตัว คุณยังไปเรียนรู้ทักษะการออกกำลังกายที่สอนนักกีฬาอาชีพ แล้วนำมาปรับใช้อย่างไร
ผมไปเรียนวิธีขยับตัวและเข้าใจร่างกายมนุษย์มากขึ้น ผมไม่เคยเรียนมาก่อนว่า ระบบภายในร่างกายใช้งานยังไง ผมไปเรียนเป็นโค้ชกับโค้ชชาวแคนาดาที่มาเปิดสอนในเมืองไทย ทำให้ผมรู้ว่าคนส่วนใหญ่การเดิน การวิ่ง การยืนไม่ค่อยถูกต้อง ซึ่งเมื่อก่อนวิธีการเหล่านี้เรียนในมหาวิทยาลัย เป็นวิธีการที่ดี โดยนำมาสอนนักกีฬา การออกกำลังกายแบบนี้ต้องได้ทุกส่วน ไม่ว่าการกิน การพัก การนวดตัว สำคัญหมด ไม่ใช่ว่า คนอยากวิ่ง ก็เน้นวิ่งอย่างเดียวทุกวัน ถ้าทำอย่างนั้้นจะทำให้ ข้อ 1 เมื่อเราใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นซ้ำทุกวัน มันก็จะไม่พัฒนา ต้องมีวิธีการพักด้วย ข้อ 2 เราต้องมองกล้ามเนื้อแบบ 360 ถ้าเราวิ่ง เราใช้ส่วนเดียว ส่วนข้างๆ ของร่างกาย ก็จะทำให้อ่อนแอ ถ้าเราใช้ร่างกายส่วนหน้ามากไป ส่วนหลังอ่อนแอไม่ได้ใช้ ก็ทำให้บาดเจ็บได้
ถ้าคนเราไม่ดูแลทั้งหมด ร่างกายก็จะไม่สมดุล ถ้านักวิ่งใช้แต่ขา ข้อไม่ได้ใช้ ก็จะไม่แข็งแรง ต้องฝึกหลายๆ อย่าง ให้กล้ามเนื้อและร่างกายสมดุล ซึ่งปกตินักกีฬาอาชีพจะมีโค้ชสอน นอกจากสอนเทคนิคกีฬาแต่ละชนิด ยังมีโค้ชสอนเพื่อให้พร้อมในการเล่นกีฬาชนิดนั้น ทั้งท่าวิ่ง ท่ายก ท่ากระโดด ซึ่งคนทั่วไปไม่มีโค้ชแบบนี้ แต่อยากเล่นกีฬา เราก็เลยสร้างโค้ช เพื่อให้สอนคนทั่วไป
แล้ววิธีการกาารสอนต่างจากฟิตเนสทั่วไปอย่างไร
เทรนนิ่งในสถานออกกำลังกาย ส่วนใหญ่ดูแลความปลอดภัย ไม่ให้เราเจ็บตัวจากการออกกำลังกาย แต่ไม่มีความรู้เทคนิคการขยับตัวให้ถูกต้อง และไม่รู้วิธีสร้างโปรแกรมต่างๆ ให้เหมาะกับอายุและสภาพร่างกาย แต่ตอนนี้เริ่มมีโค้ชแบบนี้มากขึ้น นอกจากการออกกำลังกายขยับตัวให้ถูกต้อง ก็มีสอนการกินให้ถูกต้องไม่ว่าจะลดหรือเพิ่มน้ำหนัก และวิธีการพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายสร้างเซลล์ใหม่ ถ้าเรานอนไม่พอ ไม่ให้โอกาสฮอร์โมนทำงาน เราก็จะโทรม อย่างบางคนตื่นมาสดชื่น เพราะนอนเต็มที่มีเซลล์สร้างใหม่ หน้าก็จะใส
หรือมีการนำเรื่องการนวดมาใช้ เพราะทุกครั้งที่เราขยับกล้ามเนื้อ มันก็จะหดสั้นลง เราต้องทำให้มันกลับสู่สมดุล ก็ต้องนวดคลายไม่ให้ติดขัด ซึ่งเรื่องนี้เป็นภูมิปัญญาคนโบราณ เพราะเวลาออกกำลังกายเยอะหรือขยับเยอะ กล้ามเนื้อจะฉีก เหมือนแผลเป็นบนผิวหนัง แต่เป็นกล้ามเนื้อที่ตึงเป็นก้อนๆ ขยับตัวได้ไม่เต็มที่ ซึ่งศาสตร์การนวดช่วยทำให้ขยับตัวได้ดีขึ้น
แสดงว่าคนที่เล่นกีฬาหนักๆ โดยไม่คลายกล้ามเนื้อ ก็จะมีปัญหา ?
หลายคนพอบอกว่า วิ่งแล้วเจ็บเข่า เจ็บหลัง ก็เลยไม่ทำต่อ มีเพื่อนหรือลูกค้าหลายคนไปวิ่งมาราธอนหรือขี่จักรยาน โดยไม่ฝึกร่างกายก่อน ก็จะได้รับบาดเจ็บ ไม่ใช่ว่าอยากไปวิ่ง 5-6 ชั่วโมงก็ทำเลย ฝึกวิ่งแล้ววอร์มยังไม่พอ ต้องฝึกกล้ามเนื้อให้พร้อมให้ร่างกายรู้ว่าจะไปถึงตรงนั้น ฝึกท่าวิ่งให้ถูกต้อง ฝึกร่างกายส่วนอื่นๆ ฝึกการพัก การนวด และการกิน ถ้าทำให้ร่างกายแข็งแรง ขยับตัวออกกำลังกายให้สมดุล เราอยากไปปีนเขา เล่นสกี ร่างกายก็พร้อม สนุกกับชีวิตได้ จริงๆ แล้วร่างกายเราทำได้หลายอย่าง ต้องให้เวลาสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะเด็กๆ โชคดีที่ร่างกายยืดหยุ่น เรียนรู้เร็ว แต่ผู้ใหญ่ทั้งสมองและร่างกายไม่ได้ถูกฝึกมาหลายสิบปี ฟังชันก์ต่างๆ ในร่างกายเหมือนโดนปิด เราต้องเปิดมันใหม่ เวลาออกกำลังกาย อย่ารีบ ถ้าอย่างนั้นเราจะเจ็บ
ดูเหมือนคนไทยจะไม่สนใจเรื่องการขยับร่างกายให้สมดุลก่อน ?
เริ่มแล้ว เพราะอยากมีร่างกายสวยงาม โดยเฉพาะคนอยากลดน้ำหนัก แต่ผมอยากให้มองไปอีกขั้น ถ้าทำกิจกรรมหลายๆอย่าง ไขมันจะหายไปเอง ให้ขยับร่างกาย ทั้งยก เหวี่ยง กระโดด จะออกกำลังกายชนิดใดก็ได้ ถ้าสนุกแล้วเราก็อยากทำต่อเนื่อง ร่างกายจะเผาผลาญไขมันไปเองตามธรรมชาติ แต่เราต้องสนุกกับมัน ถ้าไม่สนุกเราจะไม่อยากทำต่อ ถ้าอยากลดน้ำหนัก ต้องหากิจกรรมที่เราชอบ อาจทำสวน เดินชมวิวถ่ายรูป ทำอะไรให้เราได้ใช้ร่างกาย แทนที่จะนั่งดูทีวีอยู่กับที่
ถ้าอย่างนั้น คุณคงไม่ค่อยชอบนั่งอยู่ในออฟฟิคนานๆ
ครับ พอนั่งเช็คอีเมล์สองสามชั่วโมง ก็จะรู้ว่าร่างกายติดขัด ก็เลยต้องหากิจกรรมทำสลับไปเรื่อยๆ วิ่งบ้าง ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ โยคะ และเข้ายิมฝึกฟังก์ชั่นนอล เทรนนิ่ง ฯลฯ
มีคนบอกว่า คุณบ้าออกกำลังกายไหม
ถ้าทำอยู่อย่างเดียว อันนั้นอาจจะบ้า เพราะทำให้ร่างกายเจ็บ แต่ถ้าทำหลายๆ อย่าง แล้วร่างกายยังสมบูรณ์ พัฒนาได้ดีกว่า เมื่อสองสามปีก่อน ผมฝึกไตรกีฬา และบ้าตรงนั้นอยู่พักหนึ่ง ฝึกเพื่อแข่งขัน ทำให้ร่างกายโทรม ตอนนั้นจ้างโค้ชมาฝึก เพราะอยากรู้ว่าทำยังไงถึงจะทำได้ ก็เจอแล้วว่าไม่ดีเท่าไหร่
คนเราควรออกกำลังกายอย่างไร
แค่วันละหนึ่งชั่วโมง แต่อยากให้เข้าใจว่า การออกกำลังกายไม่ใช่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อภายนอก ระบบข้างในต้องฝึกด้วย อย่างฝึกยกน้ำหนักอย่างเดียว อยากให้กล้ามเนื้อสวยงาม แต่ไม่ได้ฝึกออกกำลังปอดและหัวใจ ส่วนนั้นก็ทำงานได้ไม่ดี คนกล้ามใหญ่ ฝึกแบบนั้นเดินขึ้นบันไดก็เหนื่อยง่าย นั่นคือไม่สมดุล ถ้าอย่างนั้น ก็ควรจะวิ่ง กระโดด ปีน ซึ่งตรงนี้คือ ความหมายของฟิตเนต ต้องมีมากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ความสวยงามของกล้าม ต้องมีเรื่องขยับตัวสร้างสมดุล วิธีการที่ผมฝึกให้ แทนที่จะยืนเฉยๆ ยกน้ำหนัก เราให้ขยับตัว 360 องศา กระโดดไปข้างๆ ปีนบ้าง คลานบ้าง เพื่อให้ใช้ร่างกายทุกส่วน เมื่อเชื่อมต่อทั้งร่างกายจะทำให้เราขยับตัวได้ดีขึ้น จะเผาผลาญไขมันมากกว่าเดิม เพราะใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย แต่ข้อเสียคือ เหนื่อยมากกว่าเดิม
ถ้าไม่มีโอกาสเข้าฟิตเนสจะทำอย่างไร
ตอนนี้ความรู้เกี่ยวกับฟังก์ชั่นนอล เทรนนิ่ง มีมากขึ้น ค้นจากกูเกิ้ล ยูทูบ ดูได้ ถ้าเราไม่ค้นข้อมูล เราก็จะทำแบบเดิมๆ เหมือนที่เราเห็นคนออกกำลังกายในสนาม แต่ผมไม่แนะนำให้อยู่กับยูทูบนานๆ เพราะคนที่ทำคลิปออกกำลังกาย เขามีกลุ่มเป้าหมายคนที่เล่นกีฬาโดยเฉพาะที่ทำแบบนั้นได้ ทำตามบางทีอาจเจ็บตัว การมีครูสอนก็ช่วยปรับท่าให้เหมาะกับคนๆ นั้น อย่างเวลาเราเห็นเด็กเล่น ปีน ป่าย กระโดด นั่นแหละฟังก์ชั่นนอล เทรนนิ่ง
การฝึกแบบที่คุณบอกต่างจากฟิตเนสทั่วไป อย่างไร
เป็นแนวทางที่ใช้กับการฝึกให้นักกีฬา แต่นำมาสอนคนทั่วไปครูจะแนะนำว่า ควรจะหมุน บิดตัวอย่างไร วิ่งกระโดดจะวางเท้ายังไง ถ้าทำไม่ถูก กล้ามเนื้ออักเสบได้ เมื่อเราหยุดวิ่งมานานแล้ว ก็ต้องเรียนรู้
ย้อนไปถึงตอนที่คุณฝึกศิลปะป้องกันตัวหลายอย่าง คุณเอามาใช้กับการเป็นเทรนเนอร์อย่างไร
ใช้ได้หมด ทั้งการวางท่า ขยับตัว ไหวพริบ ผมเรียนเพราะอยากรู้ว่า พื้นฐานของศาสตร์เหล่านั้นคืออะไร ถ้าเข้าใจตรงนั้นผมไม่ต้องเรียนทุกอย่าง เหมือนการเป็นเชฟที่เก่ง ไม่จำเป็นต้องเรียนวิธีทำอาหารไทย อินเดีย ฝรั่ง ถ้าเรารู้พื้นฐาน จะปรุงอย่างไร เราสามารถพัฒนาเองได้
แรงบันดาลใจอะไรทำให้คุณเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ
ตั้งแต่เด็กแล้วครับ ไม่ว่าเราจะเรียนรู้อะไร ก็ต้องเรียนต่อไป ปรัชญาจีนกล่าวไว้ว่า "ลูกศิษย์จะเป็นบรมจารย์ได้ ก็ต่อเมื่ออาจารย์ตาย" ไม่ว่าจะเรียนอะไร ต้องรู้ให้ลึก เพื่อที่จะเข้าใจศาสตร์นั้นจริงๆ เพื่อนำประโยชน์มาสร้างสรรค์ต่อ บางคนอาจแค่ก็อปปี้ แต่ถ้าเราอยากพัฒนาให้ดีกว่านั้น ต้องรู้ปรัชญาศาสตร์นั้นๆ ด้วย
มีวิชาไหนที่ไปเรียนแล้วไม่ชอบ ก็เลยเลิกเรียนกลางคัน
ไม่มี ผมจะต้องเรียนให้รู้จริงๆ แล้วหาวิธีใช้สิ่งที่เรียนรู้ ตอนนี้อยากเรียนรู้เรื่องยิมนาสติก อยากตีลังกา เพราะไม่เคยเรียน ก็ต้องหาครูสอน เพราะอยากท้าทายร่างกาย ผมเชื่อว่า ร่างกายคนเราทำได้หลายอย่าง เราก็สนุกกับตรงนี้ ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ก็ยังพัฒนาต่อได้
กีฬาหรือศิลปะป้องกันตัวที่เรียนๆ มา คุณชอบศาสตร์ไหนมากที่สุด
ไม่ได้เน้นอย่างเดียว ผมชอบเรียนรู้หลายๆ อย่าง และท้าทายว่า ชีวิตหนึ่งผมทำอะไรได้บ้าง
นอกจากงานบริหาร และการเป็นเทรนเนอร์ คุณมีส่วนอื่นๆ ที่ทำให้สังคมไหม
ผมสอนเทคนิคการวิ่งในสวนสาธารณะ เป็นเวิร์คชอป สองสามเดือนครั้ง ผมก็ใช้ชื่อผมแล้วให้เพื่อนๆ ช่วยกระจายข่าว ใครอยากเรียนรู้ก็มา เพราะผมเห็นว่า หลายคนวิ่งไม่ถูกวิธี แล้วเจ็บตัว จากนั้นผมอาจแนะนำเรื่องฟังก์ชั่นนอล เทรนนิ่ง และผมส่งโค้ชไปสอนที่โรงเรียนนานาชาติ เพราะพวกเขาเข้าใจการออกกำลังกายแนวนี้ ต่อไปถ้าโรงเรียนไทยเริ่มเห็นความสำคัญ ก็จะเริ่มเอาโค้ชแบบนี้ไปสอนเด็กไทย ตอนนี้มีสอนแบบนี้ที่โรงเรียนภัทราวดี หัวหิน ผมก็พยายามแนะนำให้มีโค้ชแบบนี้ในโรงเรียน เมื่อเด็กขยับตัวได้ดี ก็จะเล่นกีฬาได้ดี ต่อไปจะเข้าโอลิมปิคได้มากขึ้น เพื่อทำให้การเรียนรู้ในวงการกีฬาพัฒนา
ผมคิดว่า ต้องให้เด็กๆ มีความมั่นใจก่อน เพราะเวลาเด็กเล่นในสนามเด็กเล่น ไม่มีใครสอนพวกเขา แล้วพ่อแม่ ก็กลัวลูกล้มและเจ็บ เมื่อทำให้เด็กกลัว เด็กก็ไม่กล้าเล่นกีฬา ไม่กล้าทำอะไร เพราะร่างกายไม่เคยโดนฝึกมาแล้วก็เริ่มอ้วน ขยับตัวยาก ไม่อยากเล่นกีฬา อยากเล่นแต่เกม ผมคิดว่าควรสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้วิธีการขยับตัวแบบนี้ เพื่อออกกำลังกาย จะล้มยังไงไม่ให้เจ็บ ปีนป่ายให้สนุกทำยังไง แล้วสรีระจะดี พอทำได้ ก็อยากเล่นกีฬา
ใครเป็นไอดอลทางด้านกีฬาหรือศิลปะป้องกันตัวของคุณ
โค้ชที่สอนผมทุกคน ทุกครั้งที่ได้เจอก็เหมือนซุปเปอร์สตาร์ เป็นฮีโร่ของผม
ได้แนะนำคนในครอบครัวบ้างไหม
พี่สาวก็มีเรียนฟังก์ชั่นนอล เทรนนิ่ง ส่วนน้องชายก็มีเรียน คราฟ มากา (Krav Maga) ศิลปะป้องกันตัวของอิสราเอล ส่วนคุณแม่ ผมก็แนะนำให้เดินมากขึ้น และท่านเพิ่งซื้อจักรยานขี่ในโครงการของท่านที่หัวหิน ก็เริ่มเทรนดี้ และทุกๆ ปีมีแคมป์ที่โรงเรียนภัทราวดี หัวหิน ผมก็ไปสอนที่นั่น และทุกอาทิตย์มีโค้ชประจำไปสอนที่นั่น ผมคิดว่า ทุกคนฝึกได้หมด ไม่ใช่ว่า เข้าโรงยิมแล้วยกเครื่องเล่นหนักๆ เลย ถ้าขยับตัวไม่ดี ร่างกายอาจได้รับบาดเจ็บ
อะไรที่เรียนรู้จากคุณแม่ที่เป็นศิลปิน
สิ่งที่แม่สอนและใช้ประโยชน์ได้ทั้งชีวิต คือ จะทำอะไรต้องตั้งใจให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และทำเพื่อให้คนอื่นมีความสุข







