เพิ่มเมนูใหม่จากวัตถุดิบ 'โครงการหลวง' ในโอกาส L’Atelier de Joel Robuchon Bangkok ครบ 1 ปี, วิพากษ์อาหารโมเลกูลาร์, อาหารไทยจานเด็ด
ณ วันนี้ มร.โจเอล โรบูชง (Joel Robuchon) คือเชฟหนึ่งเดียวในโลกที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเชฟผู้ครอบครอง ดาวมิชลิน (Michelin Star) มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งมากสูงสุดถึง 25 ดวง จากร้านอาหาร 22 แห่งทั่วโลก ขณะที่ไกด์บุ๊คทรงอิทธิพลที่สุดของยุโรป กัลท์ มิลโล (Gault Millau) ยกย่องมร.โจเอลด้วยสมญานาม chef of the century หรือ ‘เชฟแห่งศตวรรษ’ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2533
@TASTE มีโอกาสร่วมนั่งสนทนากับเชฟโจเอลในโอกาสที่เขาเดินทางมาร่วมฉลองครบรอบ 1 ปี ของการเปิดร้านอาหารฝรั่งเศส ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง-กรุงเทพฯ (L’Atelier de Joel Robuchon) พร้อมกับขอบคุณและถือโอกาสเยี่ยมเยียนลูกค้าด้วยตนเอง เกี่ยวกับแนวคิดในการทำอาหารของเขาที่คำนึงถึงความเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ความโชคดีของเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของผลผลิตทางอาหาร เมนูไหนที่เขาคิดว่าเป็นอาหารจานเด็ดของร้าน รวมทั้งการนำวัตถุดิบจาก โครงการหลวง มารังสรรค์อย่างปราณีตด้วยวิธีการปรุงของเขา ขึ้นทำเนียบเป็นอาหารจานใหม่ในเมนู
การสนทนามีขึ้นที่ร้านอาหาร ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง-กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 5 อาคารมหานคร คิวบ์ (Mahanakhon Cube) ในโครงการมหานคร ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ย่านสีลม ของกรุงเทพฯ
เชฟโจเอลเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการเล่าว่า เขาเคยเดินทางมาประเทศไทยแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 25 ปีก่อนในฐานะเชฟรับเชิญในงานกาลาดินเนอร์พิเศษที่โรงแรมโอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ การกลับมาเพื่อเปิดร้านอาหารในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เขาพบว่ากรุงเทพฯ เปลี่ยนโฉมหน้าไปมาก สู่ความเป็นเมืองทันสมัย ที่มากมายไปด้วยตึกระฟ้า
“ผมได้ยินข่าว ‘โครงการหลวง’ มาตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเมืองไทย” มร.โจเอล กล่าวและว่า สิ่งที่อยู่ในความสนใจของเขาคือ การที่คนเรารับประทานอาหารอะไรเข้าไปในร่างกาย
"ผมมีความเชื่อหลังจากได้พบกับ ดร.วอล์ฟ (Nadia Volf) เธอเป็นแพทย์ทางเลือกชาวรัสเซีย ใช้สมุนไพรและอาหารในการรักษาโรค ดร.วอล์ฟเป็นบุตรสาวของคุณแม่ซึ่งเป็นหมอเช่นกัน ในยุคนั้นรัสเซียยังไม่มียาแผนปัจจุบันมากมาย ทางออกที่ดีที่สุดคือใช้สมุนไพรและอาหารเป็นตัวรักษา นี่เป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ผมสนใจ ผมได้ปรึกษาดร.วอล์ฟ มาตลอด ว่าไม่สบายอย่างนี้ ต้องกินอาหารอย่างไร เอาอะไรผสมกันบ้าง
มร.โจเอลเชื่อว่า โครงการหลวง มีวัตถุดิบในลักษณะเดียวกันกับสิ่งที่ดร.วอล์ฟแนะนำ ทำให้มีความตั้งใจใช้ผลผลิตจากโครงการหลวงในการทำเมนูอาหารที่ร้าน ‘ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง-กรุงเทพฯ’ นอกจากเป็นพืชพันธุ์ที่มีคุณประโยชน์ ความสดใหม่ของวัตถุดิบ ยังเป็นข้อได้เปรียบที่ดี
“ผมพยายามใช้ผลผลิตท้องถิ่นมากเท่าที่ทำได้ สำหรับผมแล้ว ‘โครงการหลวง’ เป็นแหล่งผลผลิตท้องถิ่นที่เยี่ยมยอด ผมไม่อยากนำเข้าผลผลิตจากแหล่งผลิตไกลๆ เพราะคุณไม่สามารถได้คุณภาพจากผักที่มาไกลๆ ผมพยายามหาแหล่งผลิตที่ใกล้ร้านอาหารที่สุด ผมให้คำแนะนำทีมงานพยายามซื้อของที่นี่(ประเทศไทย)ให้ได้มากที่สุด คนไทยโชคดีที่มีโครงการหลวง” มร.โจเอล กล่าว
เช่นเดียวกับที่พยายามใช้วัตถุดิบ ออร์แกนิค มาเป็นอันดับแรก
“ปัจจุบันมีการใช้สารเคมีเพาะปลูกพืชผลไปจนถึงฟาร์มปลาที่ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดปรสิต(parasite) หรือแม้แต่ในฟาร์มสัตว์ปีก ทั้งโลกตื่นตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันเลี่ยงไม่ค่อยได้ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราเกิดโรคอยู่ทุกวันนี้ คือการใช้สารเคมีที่อาหารก่อนถึงเราบริโภค ผมจึงให้ความสนใจมาก ผมพยายามใช้ทุกอย่างที่ปลูกโดยธรรมชาติที่เมืองไทย และปลอดสารเคมีให้มากที่สุด”
เชฟโจเอลไม่ปฏิเสธ ‘คุณภาพผลผลิต’ ที่เกิดจากการปลูก-การผลิตที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ ไม่ทำลายสุขภาพ จะมีราคาแพง แต่ถ้าเทียบการใช้ประโยชน์แล้ว คุณจะพบความจริงที่ว่า
“ผมมีความเชื่อว่า ‘ของดี ของมีคุณภาพ ไม่มีราคาถูกอยู่แล้ว’ แต่เมื่อเทียบกันดีๆ จะพบว่า ของที่เราซื้อที่ไม่ใช่ออร์แกนิค ไม่ใช่โครงการหลวง ราคาจริงๆ แพงกว่า” เชฟโจเอล กล่าวและให้เหตุผลว่า
“ของที่คุณภาพไม่ดี เราต้องทิ้งเยอะ ขณะที่ของโครงการหลวงคุณภาพดีและเราใช้ได้ทั้งหมด ไม่มีของคุณภาพดีแล้วราคาถูก แต่เราใช้ของน้้นได้ทั้งหมด เป็นความโชคดีมากที่โครงการหลวงมีผลิตภัณฑ์มากมายให้เราเลือกใช้ หมายถึงผัก ผลไม้ ปลา ในราคาที่เมื่อเทียบกับของนำเข้าแล้ว นับว่าโชคดีที่แหล่งผลิตในประเทศไทย ผลิตของได้คุณภาพขนาดนี้ ผมไม่อยากนำเข้ามาจากที่ไกลๆ คุณภาพจะลดลงจากระยะทางและการขนส่ง ผมมีคนจัดหาผักสลัดที่ดีมากในต่างประเทศ แต่เมื่อส่งมาถึงไทย รสชาติผักสลัดไม่ดีเท่าผลผลิตที่ปลูกในประเทศไทย”
ลองมาดูตัวอย่างรายการอาหารจานใหม่ที่เจฟโจเอลสร้างสรรค์ให้กับ ‘ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง-กรุงเทพฯ’ ในเซตเมนูอาหารมื้อกลางวัน 7 คอร์ส
เริ่มจาก Crisp and soft quinoa, smoked piquillo flavors ข้าวควินัว(quinoa) มาคลุกกับครีมมายองเนส นำมาปั้นเป็นลูกบอลแล้วทอดให้กรอบ เสิร์ฟคู่กับพริกสเปนรมควัน เพราะรมควันมาเฉพาะกลิ่นหอมของพริกสเปน จึงไม่มีรสเผ้ด ข้าวควินัวจัดเป็นอาหาร ‘ซูเปอร์ฟู้ด’ เป็นวัตถุดิบที่ให้โปรตีนสูง ไฟเบอร์ ไขมันที่มีประโยชน์ แต่มีคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก จานนี้ถือเป็นจานเริ่มต้นคอร์ส หรือ Pour Commencer
จานที่สองเสิร์ฟ Le Caviar Imperial หรือ A surprise Imperial Caviar เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน จานนี้สวยงามชวนตะลึงสมชื่อเมนู แวบแรกคิดว่าเชฟเรียงดอกพุดมาในจาน จริงๆ แล้วนี่คือครีมดอกกะหล่ำ แต่งยอดด้วยคลอโรฟิลล์มูสสีเขียว นับถือคนหยอดครีมเม็ดกระจิดริดนี่จริงๆ บรรจงหยอดเรียงรายล้อมรอบไข่ปลาคาเวียร์แต่งด้วยทองคำบริสุทธิ์ คาเวียร์นี้เป็นซิกเนเจอร์อีกเหมือนกัน ผู้จัดการร้านบอกว่า “เป็นคาเวียร์อร่อยที่สุดในโลก” ทั้งหมดวางอยู่บนแผ่นเยลลี่ล็อบสเตอร์ ชั้นล่างสุดเป็นเนื้อปูอลาสกา
ด้วยความที่ไม่ใช่นักชิมไข่ปลาปรุงรสในนามคาเวียร์ ผู้เขียนกล่าวได้เพียงว่า ต่างจากคาเวียร์อื่นเท่าที่เคยชิม ตรงรสชาติและกลิ่นไม่รุนแรง รับประทานได้ง่ายและหมดตามประสาคนไม่สันทัดวัตถุดิบเลอค่าเช่นนี้
จานที่สาม La Betterave หรือ แอปเปิลและบีตรูตทาร์ทา (Apple and beetroot tartare with guacamole and green mustard sherbet) เป็นทั้งเมนูจานใหม่ฉลองร้านครบ 1 ปี และปรุงด้วยวัตถุดิบส่วนหนึ่งจากโครงการหลวง เชฟนำแอปเปิลกับบีตรูตมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก คลุกกับซอส guacamole จัดวางให้เป็นทรงกระบอกเตี้ย แต่งหน้าด้วยสมุนไพรใบเล็กสีเขียวจากโครงการหลวงหลายชนิด ได้แก่ ผักชีฝรั่ง ผักเชอร์วิล (Chervil) ซึ่งเป็นผักใบเล็กชนิดหนึ่ง เหนือขึ้นไปเป็นเชอร์เบท กรีน มัสตาร์ด ความเย็นของเชอร์เบทกับความเปรี้ยวอมหวานของเนื้อแอปเปิลและบีตรูตในซอสกัวคาโมเล สีเขียวขจีที่ตัดกับสีม่วงสด เป็นจานที่สร้างความสดชื่นให้กับการนั่งรับประทานอาหารที่โต๊ะได้อย่างมาก และทำให้อยากเห็นอาหารคอร์สต่อไปเร็วๆ
อาหารคอร์สที่ 4 เป็นเมนูใหม่ La Truffe Blanche หรือ Glazed egg, white truffle, golden rice with shaved Parmesan จานนี้เป็นเมนูรีซอตโต หรือข้าวอิตาเลียน ที่เชฟนำมากดใส่แม่พิมพ์ แล้วนำไปแช่เย็น ก่อนนำออกมาย่างในกระทะเทปปันยากิกับ ‘น้ำสต็อคไก่เคี่ยว’ จนกรอบและกลายเป็นสีเหลืองทองมีรสเค็มนิดๆ เสิร์ฟกับไข่นกกระทาทอดน้ำ และเห็ดทรัฟเฟิลขาว ซึ่งมีเฉพาะในช่วงนี้เท่านั้น(สิ้นเดือนธันวาคม) และพาร์เมซานชีส ได้ความกลมกลืนทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสในกระพุ้งปาก
มาถึงอาหารจานที่ 5 อาหารจานหลักในเซตเมนูนี้เสิร์ฟ L'agneau de Lait หรือ Milk fed lamb cutlets with fresh thyme, potato puree ซี่โครงแกะจานนี้เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน เนื้อนุ่มชนิดผิดซี่โครงแกะทั่วไป เพราะใช้แกะอายุ 3 เดือนที่เลี้ยงในเมือง ปิเรเน่ (Pyrenee) ประเทศฝรั่งเศส เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเนื้อลูกแกะที่ดีที่สุดในโลก เพราะเป็นลูกแกะที่เลี้ยงด้วยนมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ความหอมของกลิ่นนมจึงซึมลึกถึงกระดูก ขนาดซี่โครงยังหอมกลิ่นนม เนื้อแกะจึงไม่มีกลิ่นสาบรุนแรง และให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มมากกว่าเนื้อแกะปกติทั่วไป เชฟย่างซี่โครงแกะในกระทะพร้อมกับใบไธม์ สมุนไพรของฝรั่งเศส โดยนำมามัดเป็นช่อ จุ่มน้ำมันมะกอก ทาลงในกระทะก่อนย่าง รวมทั้งในระหว่างการย่างก็ใช้ใบไธม์มัดนี้หมั่นทาไปทั่วๆ ซีโครงแกะ เสิร์ฟคู่กับ Potato Puree หรือ มันบด (mashed potato) ซึ่งเป็น ‘ซิกเนเจอร์ ไซด์ดิช’ ที่ดังที่สุดของร้าน
คอร์สที่ 6 เชฟเสิร์ฟของหวาน La Foret Noire หรือ Mushroom in black forest style with grillotine and chocolate cream flavored with kirsh โดยนำวานิลลาครีมช็องติยี่ (chantilly cream) นำมาปั้นเป็นรูปเห็ด ชุบด้วยราสพ์เบอร์รี เกลซ ตรงส่วนที่เหมือนดอกเห็ด จัดวางเหมือนเป็นดอกเห็ดที่ขึ้นมาจากผืนดิน โดยส่วนที่เป็นเหมือนดินทำมาจากช็อกโกแลต เสิร์ฟคู่กับ ‘ซอสเชอร์รี่ คูรี่’ ซึ่งเป็นไซรัปที่มีส่วมผสมของ kirsh ซึ่งเป็นเหล้าหวาน ผสมกับ เชอร์รี่ และ ราสพ์เบอร์รี โรยหน้าด้วย ‘โยเกิร์ตกรอบสีขาว’ ขนมหวานที่เปรียบเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วง ที่มักจะมีเห็ดขึ้นในฤดูนี้ เป็นของหวานเมนูใหม่ที่สวยงามทั้งรูปลักษณ์ การจัดวางและภาชนะ
ปิดท้ายคอร์สที่ 7 ด้วย ชาหรือกาแฟ เซตเมนู 7 คอร์สนี้ราคา 7,500++บาท ไม่รวมไวน์
“ผมไม่เคยตั้งความคิดมาก่อน ผมต้องเห็นวัตถุดิบที่อยู่ตรงหน้า แล้วผมจะเกิดแรงบันดาลใจจากความสดใหม่ของวัตถุดิบที่หลากหลายว่าอยากทำเมนูอะไร” เชฟโจเอล กล่าวถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังในการสร้างสรรค์อาหารจานใหม่ให้กับร้านอาหารของเขาในกรุงเทพฯ
อีกประการหนึ่งคือ “เมื่อสร้างสรรค์อาหารได้แล้ว และนำอาหารไปเสิร์ฟลูกค้า แล้วพบว่าลูกค้าชอบ-ไม่ชอบอย่างไร ต้องการอะไร ลูกค้าแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมการรับประทานอาหารไม่เหมือนกัน แต่การเป็นเชฟและได้สัมผัสลูกค้าโดยตรง นั่นแหละที่ทำให้มีโอกาสวางคอนเซปต์การสร้างสรรค์เมนูอาหาร เมื่อคุณได้รับการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับลูกค้า ฟังสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง เราไม่รู้จักวัฒนธรรมของแต่ละแห่งดี เราต้องดูจากปฏิกิริยาของลูกค้า ประเภทอาหาร-เครื่องเทศที่ลูกค้าชอบ ได้จากการคุยโดยตรงกับลูกค้า”
การสนทนาเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ เชฟโจเอลยังแสดงความคิดเห็นส่วนตัวไปถึง อาหารโมเลกูลาร์ (Molecular Gastronomy) ไว้ด้วยว่า
“อาหารแบบโมเลกูลาร์ หรือการประกอบอาหารที่ทำให้เป็นเม็ด เป็นฟอง เป็นโฟม เป็นที่นิยมในช่วงหนึ่งของบรรดาผู้รับประทานอาหารระดับไฟน์ดายนิ่ง ผมเองก็เคยทำเหมือนกันในระยะต้นๆ ก็ได้ทดลองทำดูเหมือนกัน แต่ก็หยุดทำอย่างรวดเร็ว เพราะผู้เชี่ยวชาญการบำบัดโรค (therapist) บอกผมว่า คุณไม่ควรเดินทางนี้ ไม่ใช่วิธีที่ดีของอาหารเพื่อสุขภาพ ผมได้รับคำเตือนอันนี้ เพราะการทำอาหารแบบโมเลกูลาร์ต้องใช้สารเคมีเข้ามาช่วยในการทำให้อาหารมีลักษณะดังกล่าว เช่นต้องทำให้น้ำมันมะกอกเป็นเม็ด ต้องใช้สารเคมีเป็นปฏิกิริยาตัวเร่ง ผมจึงไม่เห็นด้วยกับวิธีการปรุงอา่หารแบบนี้ ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว นั่นก็คือระบบย่อยอาหาร สารเคมีพวกนี้ทำให้เราย่อยยาก อาหารของผมจึงไม่ใช้วิธีโมเลกูลาร์เลย”
การบริหารร้านอาหาร 22 แห่งในหลายประเทศ ยังมีอะไรที่ทำให้เชฟโจเอลแปลกใจในโลกของอาหารได้อีกหรือไม่
คำตอบของเชฟคือ "แม้ว่าผมเดินทางมาแล้วมากมาย ผมยังคงแปลกใจทุกครั้งที่ผมเห็นวัฒนธรรมและประเทศที่เแตกต่าง ทุกประเทศที่ผมไป ผมไม่เคยเบื่อเลย พูดถึงเมืองไทย เป็นประเทศที่มหัศจรรย์ เป็นประเทศที่มีอาหารน่าสนใจมาก ที่นี่มีวัตถุดิบที่เซอร์ไพรสผมและทำให้ผมหลงใหล นั่นก็คือ ผักชี ตะไคร้ และ เครื่องเทศ สำหรับคนไทยอาจมองว่าอาหารไทยเรียบง่ายธรรมดา แต่ผมว่าอาหารไทยคือความซับซ้อนในการรักษาสมดุลของรสชาติให้สามารถออกมาเป็นอาหารหนึ่งจานได้อย่างอร่อย สมุนไพรและเครื่องเทศไทยทำให้กลิ่นอาหารหอมมากขึ้น ผมประหลาดใจกับความซับซ้อนของ แกงเผ็ด เมืองไทย"
เชฟยิ่งใหญ่ผู้นี้กล่าวถึง ‘อาหารจานโปรด’ ของเขาว่า เขาชอบ อาหารเรียบง่าย ทว่า... การจะทำให้เรียบง่ายมักต้องมีความซับซ้อนในการทำเพื่อให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ
ถ้าพูดถึงอาหารไทย จานโปรดของเขาคือ แกงเผ็ด และ ข้าวสวย ก่อนการนัดสนทนาจะเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. เชฟโจเอลเล่าว่า เขาเริ่มต้นอาหารเช้าวันนั้นด้วยข้าวสวยไทยจานโตกับแกงเผ็ดไก่ ซึ่งทั้งข้าวสวยและแกงเผ็ดล้วนมีความซับซ้อนในขั้นตอนการทำก่อนจะออกมาเป็นอาหารที่อร่อย เหมือนกับ ‘แกงเผ็ด’ ที่เขายกตัวอย่างไปแล้ว ส่วน ‘ข้าวสวย’ เชฟโจเอลทราบว่ามีความซับซ้อนตั้งแต่วิธีการปลูกข้าว การเก็บเกี่ยว ข้าวใหม่-ข้าวเก่า ไปจนถึงการหุง
"เทียบกับอาหารจานที่ทำให้ผมมีชื่อเสียงได้ทุกวันนี้ ผมอยากจะบอกว่าอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกของร้านผม คืออาหารที่ทำจากวัตถุดิบที่ธรรมดาที่สุด นั่นก็คือ มันฝรั่งบด (mashed potato) สำหรับผม จิตวิญญาณแท้จริงของการปรุงอาหารก็คือ ความสามารถในการทำให้วัตถุดิบธรรมดาสามัญให้กลายเป็นอาหารจานง่ายที่อร่อยได้มากเหลือเกิน"
เชฟโจเอลเผยเคล็ดลับการได้มาซึ่ง ดาวมิชลิน จำนวน 25 ดวง ว่า
“คุณจะมีดาวมิชลินได้มากดวง คุณต้องมีร้านอาหารหลายแห่ง”
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่เชฟโจเอลกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องตลก แต่มันเป็นความจริง เพราะร้านอาหารแต่ละแห่งได้จำนวนดาวสูงสุดคือสามดาว เพราะฉะนั้นถ้าคุณต้องการมีดาวมากดวง คุณต้องมีร้านอาหารหลายแห่ง แต่ไม่ใช่จำนวนของดวงดาวที่สำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณภาพ ที่ต้องรักษาไว้
“สามดาวแรกกว่าจะได้มาเป็นงานที่ยากลำบากที่สุด ต้องมีความสม่ำเสมอในรสชาติอาหาร มีความคงที่ในคุณภาพอาหาร บริการ สถานที่ ไปทุกครั้งต้องอร่อยทุกครั้ง ถ้ารักษาคุณภาพไว้ไม่ได้ มิชลินก็จะเอาดาวออก คุณต้องเอาใจใส่ความสม่ำเสมอมากๆ ในร้านอาหาร” เชฟโจเอล กล่าว
พูดถึง ‘มิชลิน’ เชฟโจเอลกล่าวด้วยว่า มีข่าวลือว่า ‘มิชลิน’ อาจจะทำ มิชลิน ไกด์บุ๊ค ฉบับกรุงเทพฯ
“ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับกรุงเทพฯ เพราะไม่ว่าที่ไหนที่มิชลินไกด์บุ๊คไป ล้วนสร้างบรรยากาศตื่นตัวในวงการอาหาร และดีต่อการปรุงอาหารทุกประเภท ดึงความหวังของทุกคนที่ทำร้านอาหาร ซึ่งเกิดขึ้นแล้วที่ฮ่องกงเมื่อมิชลินจัดทำไกด์บุ๊คฉบับฮ่องกงเมื่อห้าปีก่อน ยกระดับคุณภาพอาหารของฮ่องกง ไม่เฉพาะอาหารฝรั่งเศสในฮ่องกง แต่รวมไปถึงอาหารทุกประเภทบนเกาะฮ่องกง กรุงเทพฯ มีความหลากหลายของอาหาร ทั้งวัตถุดิบ เครื่องเทศ ผมเชื่อว่าน่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นได้มากในวงการอาหารของเมืองไทยถ้ามิชลินมาถึงกรุงเทพฯ”
หมายเหตุ : ร้านอาหารลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.30-22.30 น. ณ ชั้น 5 อาคารมหานครคิวบ์ โครงการมหานคร โทร.0 2001 0698

