วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ปั่นสามแผ่นดิน ‘ฟิน’ ยกสุดท้าย

ปั่นสามแผ่นดิน ‘ฟิน’ ยกสุดท้าย

บ่อยครั้งที่จุดสิ้นสุดจะกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่าง บทสรุปของการปั่นจักรยานเยือนสามแผ่นดินก็เช่นเดียวกัน...

เมื่อทริป ‘ปั่นสามแผ่นดิน ไทย - เมียนมา - ลาว’ ที่สายการบินนกแอร์จัดส่งท้ายปีพานักปั่นในสังกัดรวมทั้งสื่อมวลชนหัวใจสองล้อให้ได้ไปตะลุยถึงสามแผ่นดินจะมาถึงบทสรุปแล้ว คือ เรากำลังเข้าสู่แผ่นดินที่สาม ‘สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว’ รับรองว่าเป็นประสบการณ์ที่จบแบบไม่มีวันจบแน่นอน เพราะตั้งแต่เช้าตรู่พวกเรารีบตั้งขบวนเพื่อปั่นจากโรงแรมเชียงของทีคการ์เด้นซึ่งเรานอนพักผ่อนเอาแรงเมื่อคืน มุ่งหน้าสู่ท่าเรือริมแม่น้ำโขง


เช้าแบบนี้อากาศดีมาก มองข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งที่นั่นคือ สปป.ลาว และเมื่อลากสายตามองไปตามแนวแม่น้ำ ที่ลาวยังเขียวขจีมากๆ แต่เพื่อพิสูจน์ว่าจริงไหมเราก็ต้องข้ามไปที่นั่นกัน โดยปั่นจักรยานข้ามไป...เดี๋ยวนะ...ปั่นจักรยานข้ามไปเหรอ ได้ครับถ้าตอนนี้เราอยู่ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว หรืออะไรทำนองนี้ ทว่า ณ จุดนี้ไม่มีสะพาน มีแต่เรือที่เทียบท่าเรียงรายอยู่ จะรอช้าอยู่ไยยกจักรยานลงเรือให้เรียบร้อย แล้วเรือจะพาท่านไปสู่ฝั่งลาวภายใน 10 นาทีเท่านั้น


เมื่อถึง สปป.ลาว และนำจักรยานขึ้นฝั่งเสร็จสรรพ พวกเราก็ได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวของ สปป.ลาว ช่วยนำขบวนชมเมืองห้วยทราย


ก่อนที่จะเริ่มปั่น อยากให้นักปั่นทุกท่านตั้งใจอ่านตรงนี้สักนิดเพราะนี่สำคัญต่อชีวิตและอิสรภาพของท่านอย่างยิ่ง คือ ไม่ว่าจะไปที่ใดใน สปป.ลาว อย่าถ่ายรูปสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะถ้าคุณเผลอหันกล้องไปทางสถานที่ราชการแล้วละก็ อาจได้ไปนอนคุกกันฟรีๆ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ คำถามคือจะรู้ได้อย่างไรว่าที่นั่นคือสถานที่ราชการ คำตอบคือ “ไม่รู้ครับ” เพราะบางทีกำแพงเก่าๆ หรือกระท่อมหลังโทรมๆ ก็กลายเป็นสถานที่ของราชการซะงั้น...ระวังไว้ดีกว่าไปนอนซังเต


เราเริ่มปั่นจากท่าเรือฝั่ง สปป.ลาว ไปตามถนนเลียบแม่น้ำโขง เป็นถนนขนาดกะทัดรัดมีร้านรวงมากมายเรียงรายอยู่ บรรยากาศคล้ายเชียงคานแบบไม่วุ่นวายพลุกพล่าน ไม่นานนักก็มาถึง ป้อมเก่าค่ายทหารฝรั่งเศส และเนื่องจากที่นี่เป็นเขตทหารเต็มๆ จะถ่ายรูปอะไรต้องคิดให้ดีก่อนครับ แต่พอถามเจ้าหน้าที่ที่นำพวกเรามา เขาบอกว่าที่นี่ถ่ายรูปภายในป้อมได้หมดเลย ขอแค่อย่าถ่ายออกไปนอกป้อมเด็ดขาด


อย่างที่ทราบกันดีว่า สปป.ลาว เคยตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส จึงไม่แปลกที่จะมีมรดกที่ฝรั่งเศสทิ้งไว้ให้ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ค่ายทหารแห่งนี้ก็เช่นกัน ถ้ามองในแง่ความงดงามแบบตะวันตกก็นับเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ มีประวัติศาสตร์ แต่ถ้ามองในแง่ความโหดร้าย ที่นี่ก็คือสัญลักษณ์หนึ่งของสงครามและการฆ่าฟัน


ภายในค่ายนี้ปัจจุบันมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ค่อนข้างรกเลยทีเดียว จุดเด่นที่น่าเก็บภาพ (เพราะเก็บได้) คือ ป้อมเก่าที่ยังตั้งตระหง่าน แม้วันนี้ไม่ได้มีประโยชน์ในแง่การทหารแต่ยังมีคุณค่าให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม


หลังจากนั้นพวกเราปั่นต่อไปอีกนิดหน่อยที่ วัดจอมเขามณีรัตน์ แม้จะอยู่ฝั่งลาวแต่เกี่ยวพันกับไทยอย่างแน่นแฟ้นทีเดียวเพราะที่นี่ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่โดยพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จเยือนเมืองห้วยทรายปี พ.ศ.2537


วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือเมืองหันหน้าสู่แม่น้ำโขง บริเวณวัดมีพระอุโบสถขนาดกลางสร้างด้วยไม้สัก ศิลปะแบบไทยใหญ่ ฝาผนังโดยรอบของพระอุโบสถมีภาพเขียนสีน้ำมันลักษณะเป็นศิลปะแบบลาวคือมีสีสันสวยงาม


อีกจุดที่ผมยังต้องเดินขึ้นไป (ไม่รู้ว่าขึ้นไปได้ไหม เห็นมีเด็กสองคนขึ้นไปเล่นบนนั้น) คือ หอระฆังที่มีระฆังและกลองขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดสูงสุด บนนั้นมองเห็นทิวทัศน์ของฝั่งไทยและท่าเรือได้ชัดเจน แต่ผมไม่กล้าถ่ายรูปมา เพราะไม่รู้ว่าจะมีใครไปประกันตัวผมหรือเปล่า (ฮา)


จากวัดเราปั่นย้อนกลับไปทางท่าเรือ แต่ยังไม่ถึงท่าเรือนะครับเพราะสำหรับนักปั่นขาช้อปต้องไม่พลาดสินค้าปลอดภาษี ผมและเพื่อนร่วมทริปลองสำรวจราคาแล้วรับประกันว่าถูกจริงๆ


แต่นักปั่นกระเป๋าแบนอย่างผมถ้าเดินดูนานก็อาจสิ้นเนื้อประดาตัว จึงรีบหาที่แวะพักหลบสายตาจากสินค้าเหล่านี้ เพราะใกล้ๆ มีร้านกาแฟอยู่ริมแม่น้ำโขง สั่งกาแฟหอมๆ รสขมอมหวาน จิบไปพร้อมกับดื่มด่ำบรรยากาศริมโขง ระยะทาง 8 กิโลเมตรในห้วยทรายมาถึงตรงนี้นับว่า ‘ฟิน’ เลยทีเดียว


มัวแต่ฟินจนเกือบลืมเวลานัด พวกเราปั่นกลับไปที่ท่าเรือเพื่อลงเรือกลับไปฝั่งเชียงของ แล้วขนจักรยานขึ้นรถกระบะเพื่อไปยัง อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ระยะเวลาบนรถคือการพักผ่อนเพื่อเตรียมศึกใหญ่ เพราะพวกเรากำลังจะปั่นจักรยานพิชิตเส้นทางเวียงแก่น-ผาตั้ง ระยะทาง 40 กิโลเมตร


เมื่อถึงจุดชมวิวบ้านห้วยเอียน ความโหด มัน ฮา จึงบังเกิด ด้วยเงื่อนไขที่ว่า ต้องไปถึงจุดนัดพบให้ได้ตามเวลา หากใครไปช้าจะไม่มีสิทธิ์ปั่นขึ้นผาตั้ง ดังนั้นเมื่อขบวนจักรยานเริ่มเคลื่อนที่ ผมจึงหากลุ่มที่จะเกาะไปด้วย แม้ความเร็วจะถือว่ามากพอตัว แต่ตลอดเส้นทางยังสัมผัสได้ถึงความงามในหลายๆ อย่าง


ด้วยค่าที่เส้นทางนี้ช่วงแรกเป็นทางราบผ่านชุมชน พวกเราจึงได้เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านที่ออกมาโบกมือทักทาย ให้กำลังใจ แม้พวกเราจะเป็นนักปั่นต่างถิ่นที่เหมือนพลัดหลงเข้ามา แต่ชาวบ้านกลับแสดงมิตรภาพให้พวกเราจนระยะทางช่วงแรกไม่รู้เหนื่อยกันเลย แล้วผมกับนักปั่นเกือบทุกคนก็มาถึงจุดนัดพบตามเวลา


จนกระทั่งถึงช่วงที่สอง จึงรู้ว่า ‘ของจริง’ เป็นอย่างไร...


ขึ้นเขา..ทางชัน.. ไม่มีนิยามคำอื่นนอกจากนี้ ในทางที่ต้องขึ้นโยกหรือก้มหน้าก้มตาปั่นให้จักรยานเคลื่อนที่ไปข้างหน้าทีละนิดๆ แทบจะไม่มีใครได้มองสองข้างทางเลย เพราะสายตาและสมาธิอยู่ที่พื้นถนนเบื้องหน้า


แต่มีขึ้นก็ต้องมีลง บางช่วงที่ไหลลงจากเนินนอกจากได้พักร่างกาย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ได้พักสายตาไปด้วย เพราะวิวสองข้างทางที่จะขึ้นผาตั้ง สวยมาก...!


แม้แต่ช่วงวินาทีที่กำลังก้มหน้าออกแรงปั่น พอเหลือบไปมองข้างทาง หรือหันหลังกลับไป หลายคนต้องจอดจักรยานถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอย่างไม่สนใจว่าประเดี๋ยวตอนขึ้นจักรยานอีกครั้งจะต้องเริ่มออกแรงปั่นขึ้นเนินต่อทันที


อีกไม่กี่กิโลเมตร พวกเราจะไปถึงผาตั้ง แต่พวกเราอาจช้าเกินไป เพราะตอนนี้เราได้รับสัญญาณจากทีมงานข้างหน้าว่าให้หยุดปั่น เพราะข้างหน้ามีฝนตกหนัก หากฝืนปั่นต่อไปจะอันตรายมาก


พวกเราจำใจหยุดปั่น จากวันแรกที่ไปเมียนมา กลับมาปั่นฝั่งไทย แล้วไปสปป.ลาว จนวันนี้เราเกือบจะได้พิชิตผาตั้ง แม้จะเก็บระยะทางไว้ได้ไม่ครบตามที่ตั้งเป้าหมาย แต่การสิ้นสุดทริปนี้ กลับส่งสัญญาณมาถี่ๆ ว่า เรายังประทับใจเส้นทางนี้ และจะต้องกลับมาพิชิตมันให้ได้แน่นอน