หินสวยทะเลสตูล

หินสวยทะเลสตูล

หินสีดำกลมเกลี้ยงสะท้อนน้ำสะท้อนแดดเงาวับ งามสมชื่อ ‘เกาะหินงาม’

นี่คือมหัศจรรย์ธรรมชาติอีกแห่งในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา จ.สตูล ที่ใครมีโอกาสเยือนเกาะหลีเป๊ะต้องห้ามพลาด เกาะนี้ไม่มีหาดทราย แต่เต็มไปด้วยหินสีดำกลมมนลวดลายสวยงาม อาจมีหินสีขาวปะปนอยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อย ซึ่งมาจากปะการังที่ถูกคลื่นลมซัดจนเหลี่ยมมุมลบเลือน


ว่ากันว่าด้วยความสวยงามแปลกตาของหิน มีบ้างที่ผู้มาเยือนแอบหยิบไปเป็นที่ระลึก แต่ส่วนใหญ่เก็บไว้กับตัวได้ไม่นานก็มีอันต้องนำมาคืน จะเพราะความรู้สึกผิด หรือความกลัวในคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตาก็ไม่ทราบได้


“ผู้ใดบังอาจเก็บหินจากเกาะนี้ไป ผู้นั้นจะถึงซึ่งความหายนะนานัปการ จะกลับไม่ถึงบ้าน จะประสบอุบัติเหตุ จะหลุดพ้นจากหน้าที่การงาน จะพบกับภัยพิบัติไม่มีที่สิ้นสุด”


นี่คือข้อความบนป้ายที่ปักไว้ ณ มุมหนึ่งของเกาะหินงาม และน่าจะเป็นส่วนสำคัญ นอกเหนือจากกฎระเบียบของทางอุทยานฯ ที่ห้ามนำหินกลับบ้าน ซึ่งต่อชีวิตให้เกาะแห่งนี้ยังมีหินสวยๆ ให้นักท่องเที่ยวรุ่นหลังได้เชยชม


ที่มาของหินเหล่านี้มีข้อสันนิษฐานว่า กาลครั้งหนึ่งนานมากแล้วอาจเคยทับถมอยู่ใต้ท้องทะเล พอระยะเวลาผ่านไปถูกคลื่นลมและน้ำทะเลซัดกัดกร่อนไปเรื่อยๆ บวกกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิศาสตร์บริเวณนี้ ทำให้เกิดเป็นหาดหินโผล่พ้นผืนน้ำลักษณะเดียวกับเกาะแก่งในทะเล


ส่วนข้อสันนิษฐานอีกทางหนึ่งคือ เดิมทีที่นี่น่าจะเคยเป็นเกาะที่มีผาหินมาก่อน แล้วถูกกระแสน้ำเชี่ยวโดยเฉพาะในหน้ามรสุม อันเกิดจากการไหลบีบตัวเข้ามาทางช่องแคบระหว่างเกาะอาดัง เกาะราวี เกาะหลีเป๊ะ และหมู่เกาะดง ไหลกัดเซาะอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนผาหินค่อยๆ พังลงมาแตกเป็นหินก้อนเล็กๆ หินก้อนเล็กก้อนน้อยเมื่อถูกความแรงของลมและน้ำพัดให้มาเสียดสีกันนานวันเข้าเหลี่ยมคมก็หายไป กลายเป็นก้อนหินกลมมนกระจัดกระจายไปทั่วอย่างในปัจจุบัน


แต่ไม่ว่าจะเป็นไปตามข้อสันนิษฐานไหน ความมหัศจรรย์เช่นนี้ธรรมชาติต้องใช้เวลารังสรรค์นานนับหมื่นนับแสนปี หรืออาจเป็นล้านๆ ปี ซึ่งข้อนี้เป็นสิ่งเตือนใจมนุษย์ที่มาซึมซับความงามของเกาะหินงามว่า “ไม่ควรเก็บอะไรไปมากกว่าภาพถ่าย” และไม่ควรทำอะไรที่เกิน‘งาม’ แม้กระทั่งเป็นการทำตามความเชื่อ


เพราะระยะหลังๆ เริ่มมีธรรมเนียมแปลกๆ ของนักท่องเที่ยว เช่น การเรียงหินซ้อนกันเป็นชั้นๆ คล้ายเจดีย์ ด้วยความเชื่อว่าจะนำมาซึ่งโชคดีหรืออะไรก็แล้วแต่ จนเป็นเหตุให้เกาะหินงามกลายเป็นสถานที่เรียงหิน คนที่ไม่อยากเรียงก็ต้องเดินให้ดีไม่เช่นนั้นอาจทำลายทั้งหินและความรู้สึกของคนเรียง


นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของนักท่องเที่ยวด้วยกันเอง แต่ถือเป็นการทำลายสภาพธรรมชาติอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะหินที่ถูกเรียงขึ้นไปจนสูงเหล่านี้ แค่สะกิดนิดเดียว หรือโดนลมพัดแรงๆ ก็ล้มแล้ว พอล้มลงหินธรรมชาติก็จะแตกเป็นชิ้น สร้างความเสียหายให้กับหาดหินเป็นอย่างมาก จนทุกวันนี้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ต้องมีการรณรงค์ขอร้องให้ผู้ที่เรียงหินและอธิษฐานแล้ว กรุณานำหินกลับคืนสู่พื้นหาดเหมือนเดิมด้วยความระมัดระวัง


แต่ถึงอย่างนั้น...จะดีกว่าไหมหากนักท่องเที่ยวพึงสัมผัสธรรมชาติด้วยความเคารพ “ดูด้วยตา อธิษฐานด้วยใจ” เพราะแค่ได้มาสัมผัสกับสวยงามและน่ามหัศจรรย์ของที่แห่งนี่้ก็ถือเป็นบุญแล้ว