ระยะทางไม่ใช่ประเด็นเท่าใจที่เกินร้อยของพวกเขา... นักปั่น “คนพิเศษ”
ระยะทาง 29 กิโลเมตรสำหรับกิจกรรม “ปั่นเพื่อพ่อ” อาจดูชิลๆ สำหรับนักปั่นสายแข็ง แต่เมื่อนี่คือ บิ๊กอีเวนท์แห่งปี นักปั่นฝึกหัดก็อยากจะมีส่วนร่วมกับเขาบ้าง เส้นทางพิเศษสำหรับคนพิเศษจึงเกิดขึ้น โดยมี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นโต้โผรวบรวม 7 สมาคม คือ สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย, สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย, สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย, สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย, สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย, สมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสซึม (ไทย) ที่จะมาร่วมปั่นบนระยะทาง 3 กิโลเมตร ไปกับขบวนที่ 101 มีจุดเริ่มต้นจากนางเลิ้งมุ่งหน้าสู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งสิ้น 423 ชีวิต
แต่เมื่อ 3 กิโลฯ ก็ยังมากไป กิจกรรมเรียกรอยยิ้มจึงเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับอีเวนท์สำคัญของประเทศ โดยเหล่าคนพิเศษและผู้ปกครองที่นัดกันใส่เสื้อเหลือง เข้าแถวเอ่ยคำถวายพระพรและร้องเพลงสรรเสิญพระบารมีอย่างพร้อมเพรียงกันที่ “ศูนย์อาชีพออทิสติกไทย”
แม้เส้นทางจะสั้นเพียง 200 เมตร แต่ความสนุกของทัพนักปั่นก็เต็มร้อยด้วยรอยยิ้ม จนรอบเดียวไม่พอต้องขอสอง!
ปั่น มัน ฮา
“เป็นผู้ชนะแล้ว!!!” เสียงของ กิมธง-จักรพันธ์ ลือกระจ่างธรรม หนุ่มวัย 19 ปี ดังขึ้นกว่าใครเมื่อขี่จักรยานคันสีเหลืองไป-กลับระหว่างจากศูนย์อาชีพออทิสติกไทยและหน้าปากซอยครบ 2 รอบ
“วันนี้ปั่นเพื่อพ่อ” เขาเอ่ย แล้วบอกอย่างจริงจังด้วยว่า ต้องใส่เสื้อสีฟ้ากับเหลือง และสำหรับ จักรยานคันที่เขาขี่เพิ่งถอยมาใหม่เอี่ยมพร้อมหมวกกันน็อคนั้น เขาบอกว่า ต้องเป็น “สีเหลือง” เท่านั้น
แม้อุปกรณ์จะใหม่ แต่ฝีมือการขี่ไม่ใช่ “มือใหม่” เพราะปกติเขาจะออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานสลับกับว่ายน้ำเป็นประจำอยู่แล้ว และด้วยนิสัยของกิมธงที่อยากทำอะไรแล้วต้องทำจนสำเร็จทำให้เขาใช้เวลาฝึกเพียงไม่กี่ปีก็สามารถขี่ได้คล่องแคล่ว
“ชอบปั่นจักรยานครับ... วันนี้ขี่ไปสองรอบ กดกระดิ่งด้วย” เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะบอกภูมิใจกับการเป็น “ผู้ชนะ” ของเขาอีกครั้ง
เช่นเดียวกับเพื่อนวัยเดียวกัน ปังปัง-ยศพล เจริญศิริวัฒน์ ที่ภูมิใจในการขี่จักรยานครั้งนี้ไม่น้อย
"ขี่ไม่ยากหรอก อยากขี่ไกลๆ” ปังปังบอก และอวดว่า เขาขี่ไปทั้งหมด 3 รอบ ด้วยจักรยานของเขาเอง ซึ่งเขาเองหัดขี่มานานแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ และก็เคยล้มมาแล้ว ครั้งนี้เขาเลยไม่พลาดที่จะพกอุปกรณ์สำคัญอย่าง “หมวกกันน็อคจักรยาน” มาด้วย
“ใส่เอาไว้กันล้ม” ปังปังบอกพร้อมยิ้มกว้าง
ส่วน อรปรีญา จันตาทิพ หรือ แหม่ม บาริสตาวัย 17 ประจำศูนย์อาชีพออทิสติกไทย บอกว่า การขี่จักรยานเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะหัดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเห็นคนอื่นขี่ก็ลองหัดด้วยตัวเอง
"หนูว่าไม่ยากนะคะ.. ตอนซื้อมาใหม่ๆ ก็ขี่ไม่เป็น ก็ลองหัดเองดู เพราะว่าพ่อไม่ว่าง” แหม่มเล่า แหม่มเองเคยขี่ระยะไกลแข่งกับเพื่อนๆ มาแล้ว การขี่ระยะทางยาวๆ จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ
“ใครๆ ก็ต้องเคยล้มกันทั้งนั้น” แหม่มบอก สำหรับกิจกรรม Bike for Dad ครั้งนี้ แหม่มบอกว่า สนใจร่วมกิจกรรม แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอดูความพร้อมในวันงานก่อน
อีกหนึ่งนักปั่นที่คว้าจักรยาน (ของใครไม่รู้ - ฮา) มาปั่นร่วมขบวนด้วยก็คือ โค้ก-ชวรัตน์ ทรัพย์ฤทธิ์ หนุ่มบาริสต้าวัย 20 ปีที่ปัจจุบันรับหน้าที่ประจำการหน้าเครื่องชงกาแฟร้านทรูคอฟฟี่ สาขา มูลนิธิออทิสติกไทย
อันที่จริง โค้กไม่ได้มีชื่อลงทะเบียนร่วมปั่นในกิจกรรมนี้ เพราะที่ผ่านมาค่อนข้างร้างลาสองล้อถีบมาพอสมควร ทำให้คนเป็นแม่ไม่ค่อยแน่ใจว่า ลูกชายจะอยากปั่นหรือไม่
“ดูวันนี้แล้ว เขาตื่นเต้นมากเลยค่ะ ไม่แน่อาจไปขอร่วมท้ายขบวน ไม่รู้เขาจะให้หรือเปล่า” สุกัญญา โมฆรัตน์ แม่ของหนุ่มโค้กเอ่ย และเล่าถึงตัวโค้กว่า เรียนจบชั้น ม.3 และต้องหยุดไปเพราะชอบโดนเพื่อนแกล้ง ก็เลยให้น้องมาฝึกงานและปรับพฤติกรรมที่นี่ แล้วก็ได้ผล เพราะอย่างน้อยงานบาริสต้าที่โค้กทำมาได้ 8 เดือนก็พิสูจน์ความสามารถของเขาได้แล้วในระดับหนึ่ง
“เมื่อก่อนเขาจะไม่ค่อยพูดกับใคร เขาเป็นเด็กแอลดี (บกพร่องทางการเรียนรู้) อ่านหนังสือไม่ค่อยออก ใช้วิธีการจำเอา แต่อย่างอื่น คือ ปกติ เขาทำอะไรได้หมด ดูแลตัวเองได้ แล้วพอพามาเรียนที่นี่ก็ยิ่งดีขึ้น” สุกัญญาเอ่ย
ส่วน อังกูร จงสถาพรสุข วัย 25 ปี แม้จะขี่จักรยานไม่เป็น แต่ก็ขอมาร่วมกิจกรรมของศูนย์ออทิสซึม (ไทย) ด้วยคน
“เคยหัดตอนเด็กๆ ปั่นได้แต่ระยะตรง แต่ยังเลี้ยวไม่ได้” อังกูรบอก เขากลัวว่า ปั่นไปแล้วอาจจะล้มได้หากต้องเลี้ยว พอเมื่อเห็นเพื่อนๆ ขี่จักรยานกัน เขาก็ฝันอยากจะฝึกเลี้ยวให้ได้
"สิ่งที่ผมทำได้ก็คือ ขอให้พระองค์ท่านทรงพระเจริญ อันนี้ผมทำตลอด” อังกูรเอ่ย และเล่าว่า สำหรับพ่อของเขาเอง แม้จะเสียไปแล้ว แต่เขาก็สามารถเป็นคนดีเพื่อพ่อได้
"ผมก็ไม่ทำผิด กตัญญู ขยันทำงาน ได้ครับ” อังกูรบอก
ขณะที่ สุธรรม ภู่เงิน พ่อของน้องเอิร์ธ เด็กออทิสติกวัย 10 ขวบที่อาจจะยังเล็กเกินกว่าจะมาร่วมปั่นได้นั้น คุณพ่อบอกว่า ตัวเองตั้งใจจะมาร่วมปั่นด้วย เพื่อปั่นแทนลูก
“น้องเขาอยากไป ผมเลยไปทำแทน” สุธรรมเอ่ย แม้จะเคยฝึกซ้อมลูกชายมาสักระยะ และน้องก็มาขอซ้อนท้ายอยู่บ่อยๆ เพื่อขอให้ฝึกให้ แต่ก็ต้องอาศัยเวลาในการฝึกก่อน
“อยากให้ลูกขี่จักรยานได้ พยายามฝึกเขาอยู่ แต่สถานภาพทางภาพไม่ดีพอจะซื้อจักรยานให้ลูก แต่ถ้าวันนึง ผมหาได้ ผมจะฝึกเขาให้ดีกว่าเดิม เพราะมันจะช่วยฝึกสมาธิ แล้วก็ลดความอ้วนไปในตัวด้วย เพราะเขาเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ 10 ขวบ น้ำหนัก 62 โลแล้ว หมอบอกให้ลด ขี่จักรยานมันก็ช่วยได้” สุธรรมบอก
พี่เลี้ยงนักปั่น
“แม่คะๆ.. เดียร์จะไปปั่นเพื่อพ่อค่ะ!” เจ้าของเสียงเอ่ยอย่างมุ่งมั่น
เดียร์-สวรรยา ปุนินานนท์ วัย 29 อีกหนึ่งสาวเก่งผู้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ออทิสติก” ทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะวันนี้ เดียร์ มีงานทำ มีเงินใช้ที่หาได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ โดยหลังเรียนจบปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ หลักสูตร บรรณารักษ์ศาสตร์และนิเทศศาสตร์ เดียร์ก็ได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ที่สมาคมคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
“ปกติน้องเดียร์เขาชอบทำกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้วค่ะ จริงๆ เขาบอกว่า อยากปั่นตั้งแต่งานปั่นเพื่อแม่แล้ว แต่ตอนนั้นหลายๆ อย่างยังไม่พร้อม ก็มามีงานนี้ น้องก็ตั้งใจมากที่จะไปร่วมปั่นด้วย เขาบอกด้วยซ้ำว่า อยากปั่น 29 โลฯ แต่แม่บอกว่า แม่ไม่ไหวหรอกนะ แต่เอาจริงๆ คือ เขาไม่รู้น่ะค่ะว่า 29 โลฯ มันไกลแค่ไหน” วาสนา สำลีรัตน์ คุณแม่ของเดียร์เล่า และบอกว่า ปกติเดียร์เป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว โดยที่ชอบเป็นพิเศษ คือ ว่ายน้ำ และตีแบด ส่วนขี่จักรยานนั้นก็ไม่ได้บ่อยเท่าไหร่ เพราะโดยทั่วไป เด็กออทิสติกจะไม่ค่อยชอบอากาศร้อนๆ หรือกิจกรรมกลางแจ้ง
สำหรับกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อครั้งนี้ เธอก็เชื่อว่าลูกสาวจะทำได้ดี เพราะกับเด็กออทิสติกแล้ว ถ้าเขาเข้าใจในเหตุผลของสิ่งที่จะทำ เขาก็จะตั้งใจทำให้ดี และงานนี้ ลูกสาวของเธอก็เป็นคนบอกเองว่า จะไปร่วมปั่น เพราะเธอรักในหลวง แล้วก็อยากออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง
บอล-ศุภณัฐ ดวงมณี หนุ่มน้อยวัย 17 ก็เป็นอีกคนที่เตรียมลับฝีเท้าเข้าร่วมปั่นในงานนี้ด้วย
“7 กิโลฯ นี่ไกลที่สุดที่จะเคยปั่นเลยค่ะ น้องเขาก็ดีใจ แล้วก็ตื่นเต้น แม่ก็อยากจะพาลูกเราไป เพราะมีโอกาสแล้ว น้องบอลเขาก็เป็นคนมาชวนเองด้วย ก็เลยคิดว่า ต้องไปให้ได้ ส่วนจะปั่นได้แค่ไหน ก็ไม่เป็นไรค่ะ ก็ขอให้ได้ไปร่วมกับเขา ก็ดีใจแล้ว” ชมพูนุท ดวงมณี คุณแม่ของน้องบอลเอ่ย
และเล่าว่า ปกติ บอลก็ขี่จักรยานเป็นประจำอยู่แล้ว ไปซื้อขนมบ้าง ขี่เล่นบ้าง แต่ก็จะอยู่แค่แถวบ้าน ถ้าจะไปไกลก็คือต้องมีเธอไปด้วย โดยสองแม่ลูกก็จะชวนกันไปปั่นเล่นตามสวนสาธารณะกันบ่อยๆ
“ก็พาน้องขึ้นรถไฟฟ้าไปสวนจตุจักรแล้วเช่าจักรยานมาปั่นเล่นกันค่ะ บ้านเราไม่มีจักรยานหรอกนะ นี่ก็ต้องยืมเขามา” ว่าแล้วก็ชี้ไปที่จักรยานพับที่ตัวเธอหิ้วขึ้นรถไฟฟ้ามาลงสถานีบางหว้าก่อนจะโบกแท็กซี่ต่อ
เธอเล่าถึงกิจกรรมโปรดของบอลว่า มีอยู่สองอย่าง คือ ฟุตบอล และ ดนตรีไทย ซึ่งหนุ่มน้อยของเธอก็ทำได้ดี และเป็นถึงนักร้องประจำวงออทิสติกของโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย โดยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่เป็นวันนัดหมายซ้อมครั้งสุดท้ายของเดอะแก๊งนักปั่นที่จะไปร่วมกันในวันที่ 11 ธันวาคมนั้น น้องบอลต้องอดมาร่วมด้วยเพราะติดภารกิจร้องเพลงวันพ่อที่โรงเรียน จึงส่งคุณแม่มาฉายเดี่ยวเพียงลำพัง
“น้องเขาปั่นอยู่บ่อยๆ ยืมคนแถวบ้านบ้าง ยืมยามบ้าง แต่ก็ไปแค่ปากซอย ไม่กล้าให้ไปไกลกว่านั้น เพราะน้องชอบปั่นเร็วมาก เบรคปื้ด เราใจหาย คือ เขาจะเป็นแบบนี้ต้องแต่เล็กๆ คือ เวลาปั่นจักรยานจะไปเร็วมาก ไม่ค่อยเบรค เจออะไรก็ชนเลย ก็ต้องค่อยๆ สอน เดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้นมากค่ะ แต่ก็ยังห่วงอยู่ดี”
สำหรับแผนการเดินทางไปร่วมปั่นในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ เธอวางแผนจะชวนลูกชายขึ้นรถไฟฟ้าไปลงแถวพญาไทแล้วค่อยๆ ปั่นจักรยานกันไปที่จุดเริ่มต้น คือ นางเลิ้ง
“ก็ต้องคอยบอกเขาให้ค่อยๆ ไปนะ ไม่ต้องรีบ แต่ไปดูทางมาแล้ว คิดว่า น่าจะไปได้ คิดว่า วันจริงไม่น่ามีปัญหาอะไรค่ะ แล้วก็มีน้องเดียร์ปั่นด้วย น่าจะสนุกกันมากๆ เพราะแค่วันซ้อมก็สนุกแล้ว”
ส่วนนักปั่นบิ๊กไซส์อย่าง ‘น้องก้ำ’ หนุ่มเจียงฮาย วัย 17 ที่แม้จะน้ำหนัก 150 กิโลกรัม แต่เขาและพ่อ - พงษ์รัตน์ ชัชวรัตน์ ก็ไม่ยั่นที่จะร่วมปั่นในครั้งนี้
“น้องเขาตัวใหญ่ พ่อก็เลยต่อจักรยานพิเศษให้เขา เป็นจักรยานสามล้อ นั่งซ้อนได้สามคน เวลาแม่เขาซ้อนท้ายนี่ มองไม่เห็นแม่เลยครับ ตัวเขาบังหมด” คุณพ่อเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ
เมื่อถามว่า ลูกชายตื่นเต้นแค่ไหน เขาบอกว่า ด้วยอาการของลูกที่เป็นในระดับปานกลาง ทำให้การรับรู้หรือมีความรู้สึกร่วมไม่ค่อยมาก ไม่สามารถคาดการณ์ถึงเหตุที่จะเกิดล่วงหน้าได้นานเกินหนึ่งวัน
“ถามเขาตอนนี้เขาก็ไม่สนใจหรอกครับ แต่ถ้าไปบอกว่า พรุ่งนี้ปั่นเพื่อพ่อนะ เขาจะตื่นเต้นมาก” เขาบอก
แม้จะคาดเดาอะไรไม่ได้ว่า ลูกชายจะยินดีปั่นได้ไกลแค่ไหน แต่ในฐานะประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดเชียงราย พงษ์รัตน์ บอกว่า การที่ลูกชายของเขาได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสนุก แต่นี่คือ ครั้งแรกที่เด็กออทิสติกจะได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ทำไปพร้อมๆ กับคนทั่วไปในสังคม
ก่อนจะเสริมโดย ชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) และประธานมูลนิธิออทิสติกไทย ร่วมเอ่ยถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนี้ว่า นอกเหนือไปจากการทำดีถวายในหลวงแล้ว กิจกรรมปั่นยังช่วยฟื้นฟูสุขภาพ ฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับเด็กออทิสติกอีกด้วย
“เด็กหลายคนที่คุณพ่อคุณแม่เขาฝึกมาตั้งแต่เล็ก ตอนที่เขาฝึกกลไกกล้ามเนื้อประสาทสัมผัส เขาก็ใช้จักรยานสามล้อฝึกลูก ซึ่งบางคนก็ผ่านนะ ทำได้เลย บางคนก็หลายปีกว่าจะปั่นได้ เพราะเด็กเขาจะมีปัญหาเรื่องไซโคมอเตอร์ (Psychomotor) ที่กลไกกล้ามเนื้อ ระบบประสาทสัมผัสยังไม่ค่อยดี แล้วเด็กของเราส่วนใหญ่จะอ้วน ก็คิดว่า อย่างน้อยก็เป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย ถ้าเราทำครั้งนี้ได้ ต่อไปก็จะมีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ปั่นจักรยานกันตลอด”
พงษ์รัตน์ ช่วยสำทับอีกหนึ่งเสียงว่า นอกจากจะแสดงถึงความจงรักภักดี ได้ออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงแล้ว ที่สำคัญ คือ การได้เข้าร่วมสังคมในฐานะ “คนในสังคม” เท่ากันกับทุกๆ คน
“ที่ผ่านมา ครอบครัวที่มีเด็กออทิสติกก็มักหากิจกรรมทำกันในครอบครัว โดยไม่ค่อยพาเด็กออกมาเจอสังคม บ้างก็ทนไม่ได้กับสายตาดูถูก หรือบางครั้งตัวเด็กเองก็ไม่ชอบอยู่ในสังคม แต่จริงๆ แล้วเราไม่ควรเก็บเขาไว้แต่กับบ้าน ควรให้เขาได้ใช้ชีวิตในสังคมปกติด้วย” เขาเอ่ยย้ำ




