พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กลายเป็นสถานที่ซึ่งไม่ไปไม่ได้แล้ว
จากที่มีการเผยโฉมพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน อาคารจัดแสดงนิทรรศการเรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย หลังมีการบูรณะปฏิสังขรณ์โดยคืนความงามของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมให้กลายเป็นท้องพระโรงขนาดใหญ่เหมือนครั้งเมื่อแรกสร้าง
พร้อมกับการนำศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมมาจัดแสดงในรูปแบบใหม่ ภายใต้การออกแบบแสงที่งดงาม ตระการตายิ่ง
กล่าวได้ว่าเป็นการพลิกภาพจำเดิมๆของพิพิธภัณฑ์ไทยไปอย่างสิ้นเชิง และนี่คือผลงานนำร่องที่จะนำไปสู่การพัฒนาพิพิธภัณฑ์แห่งชาติทั่วประเทศไปในมาตรฐานเดียวกัน
คืนความงามให้กับสถาปัตยกรรมเดิม
พนมบุตร จันทรโชติ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กล่าวว่าพระที่นั่งศิวโมกขพิมานเป็นอาคารสำคัญในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)
“เดิมเป็นท้องพระโรงมาตั้งแต่สมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ต่อมาเมื่อพื้นที่บริเวณวังหน้าได้รับการจัดตั้งให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในความดูแลของกรมศิลปากร พระที่นั่งศิวโมกขพิมานจึงเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย
มีการดัดแปลงกั้นห้องภายในอาคารเพื่อทำการจัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย ตอนนั้นจัดแสดงเป็นสื่อผสม มีภาพยนตร์ มัลติมีเดีย โมเดล ผสมผสานกับโบราณวัตถุ จัดแสดงประวัติศาสตร์ไทยตามยุคสมัย สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์
ปี พ.ศ. 2557 กรมศิลปากรมีแนวคิดที่จะคืนความงามให้กับอาคารหลังนี้ เราพบว่าภายในอาคารหลังนี้มีรูปแบบเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เราจึงนำส่วนที่ต่อเติมออกทั้งหมด จนกระทั่งกลายเป็นสภาพดั่งเดิม เพื่อให้เป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น”
จัดแสงให้เกิดความงามและอารมณ์
ในส่วนของการจัดแสดงนิทรรศการ โดดเด่นด้วยการจัดแสงสว่างเพื่อเน้นความงามของศิลปวัตถุเป็นหลัก ก่อให้เกิดความรู้สึกทั้งน่าตื่นตาตื่นใจและน่าติดตามไปพร้อมกันๆ พนมบุตร อธิบายว่า
“เรานำโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมของแต่ละสมัยตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงรัตนโกสินทร์ จากที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก นำมาจัดแสดงที่นี่ประมาณ 111 รายการ
โบราณวัตถุแต่ละชิ้นเป็นตัวแทนของศิลปะแต่ละยุคสมัย ที่นี่เราเน้นความงามเรื่องการใช้แสงสว่างตามหลักการจัดการพิพิธภัณฑ์ จัดแสงให้เกิดความงาม ให้เกิดอารมณ์ เน้นความประณีตของตู้ ชั้น แท่น ฐาน ป้ายคำบรรยาย ตามหลักมาตรฐานสากลของการจัดพิพิธภัณฑ์
หลอดไฟในตู้จัดแสงเป็นเปลี่ยนเป็นแอลอีดีซึ่งไม่ให้ความร้อนมีคุณสมบัติในการอนุรักษ์โบราณวัตถุ หลอดที่ให้ความร้อนเราจะไม่นำไปใช้ในตู้เลย เพราะจะทำให้โบราณวัตถุเสื่อมสภาพได้
ส่วนข้างนอกเป็นไฟที่ใช้ส่องโบราณวัตถุโดยเฉพาะ เป็นหลอดที่ใช้สำหรับจัดการแสดงโดยเฉพาะกำลังไฟจะสูงและจะทำให้เมื่อตกกระทบกับวัตถุแล้วเกิดความสวยงาม กรมศิลปากรได้จัดจ้างบริษัทมืออาชีพด้านการจัดแสดงศิลปะโดยตรง”
นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ยังได้จำทำออดิโอไกด์ หรือ หูฟังให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศโดยจัดเป็นภาษาไทยและอังกฤษ ต่อไปคาดว่าจะเพิ่มภาษาอื่นด้วย
ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยม
ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กล่าวว่าศิลปวัตถุจำนวน 111 รายการที่นำมาจัดแสดงนั้น ถือว่าเป็นศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมทั้งสิ้น หลายชิ้นเป็นที่คุ้นตาเนื่องจากมีภาพถ่ายนำไปตีพิมพ์ในหนังสือและตำราเรียนหลายเล่ม
อาทิเช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ประติมากรรมสำริดศิลปะศรีวิชัย พบที่วัดเวียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีแกะสลักจากหินทราย ศิลปะลพบุรี หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนที่นับถือพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แบบวัชรยานตันตระในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย (พบที่ปราสาทเมืองสิงห์ กาญจนบุรี)
ศิลาจารึกหลักที่ 1 หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศให้อยู่ในบัญชีมรดกความทรงจำแห่งโลก ก็ตั้งจัดแสดงอยู่ในห้องจัดแสดงนี้ตั้งแต่เดิม หากครั้งนี้นำมาจัดวางในตำแหน่งใหม่พร้อมกับแท่น ฐาน และแสงสว่างที่ส่องกระทบ ทำให้แปลกตาไปกว่าที่เคยเห็น ภัฑารักษ์ยกตัวอย่าง
“ทุกชิ้นเป็นชิ้นเยี่ยมชิ้นงาม ผู้เข้ามาชมจะรู้สึกได้เมื่อเข้าชม” ยุทธนาวรากร เกริ่น
“นิทรรศการแบ่งออกเป็นสองส่วน โถงกลางกับระเบียง ในตู้จัดแสดงจะเป็นโบราณวัตถุที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อย ตรงโถงกลางเมื่อเข้าไปแล้วจะเห็นว่าตัวอาคารใหญ่มาก ดังนั้นของที่นำมาจัดแสดงต้องมีขนาดใหญ่ด้วย เมื่อนำมาจัดแสดงโดยให้แสงอาจจะทำให้เห็นมุมมองอะไรบางอย่างที่ต่างไปออกไป
จุดนี้ผมว่าเป็นการพลิกโฉม ดึงความสนใจ เป็นภาพลักษณ์ใหม่เป็นสิ่งที่ทำให้คนสนใจมากกว่า เดิมเราอาจใช้แสงธรรมชาติ ไม่มีสปอตไฟ ทำให้เห็นเฉพาะจุด บางคนบ่นว่าอาจจะมืดไปบ้าง”
หากถามถึงจุดเริ่มต้นของการชมนิทรรศการ ภัณฑารักษ์แนะนำให้เริ่มที่กลองมโหระทึก ศิลปวัตุที่เป็นวัฒนธรรมร่วมของเอเชียพบในจีน เวียดนาม มาเลเซียและ ไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการติดต่อกันในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ในไทยเมื่อ 1400 ปี มาแล้ว
ต่อด้วยธรรมจักรและพระพุทธรูปตัวแทนของศิลปะทวารวดี ศิลปวัตถุที่เป็นตัวแทนของศิลปะศรีวิชัย ลพบุรี ล้านนา สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์
“ถ้าดูให้ดีๆจะพบว่านิทรรศการนี้มีจารึกหลายชิ้นด้วยกัน ธรรมจักรชิ้นแรกที่พบก็มีจารึกแล้ว เราจะเห็นวัฒนธรรมบางอย่างที่เข้ามาเช่น ศาสนา ในช่วงเริ่มต้นเช่นพุทธศาสนาจะเห็นอิทธิพลอินเดียเข้ามาชัดเจน เข้ามาพัฒนาจนเป็นเอกลักษณ์ของเราเอง” ภัณฑารักษ์กล่าว
ก้าวต่อไปของวังหน้า
“เดิมคนโจมดีกรมศิลปากรว่าเป็นโกดังเก็บของ เป็นการจัดแสดงตายซากไม่น่าสนใจเราปรับใหม่หมด ติดตั้งระบบปรับอากาศเข้าไป ทำแท่นฐานใหม่ จัดระบบแสงเข้าไป ดังนั้นพระที่นั่ง หมู่พระวิมานทุกหลังจะได้รับการบูรณะ อาคารเก่าทุกหลังในวังหน้าจะได้รับการปรับปรุง ภายใน 5-6 ปีข้างหน้าที่นี่จะสมบูรณ์
เนื่องจากวังหน้าเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงส์พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเรา เป็นสถานที่ประทับของเจ้านายหลายพระองค์ที่มีคุณูประการต่อประเทศไทย เป็นบ้านหลังแรกของพิพิธภัณฑ์ เพราะฉะนั้นเมื่อมาเยี่ยมชมจะได้นมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ ชมโบราณสถานและชมพิพิธภัณฑ์ ในคราวเดียวกัน”
พนมบุตร จันทรโชติ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กล่าวถึงก้าวต่อไปของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
วันหยุดนี้สะพายกล้องถ่ายรูป (งดแฟลช) เตรียมโทรศัพท์มิอถือไปแชะ พร้อม แชร์ บรรยากาศใหม่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ให้เพื่อนๆได้เห็นถึงมิติใหม่ของพิพิธภัณฑ์ไทย จุดเริ่มต้นของการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศกันได้เลย วันอาทิตย์มีบริการนำชม 2 รอบ เวลา 10.00 น. และ 13.30 น. โดยอาสาสมัครพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
สำหรับชาวต่างประเทศมีบริการนำชมโดยกลุ่มสตรีอาสาสมัคร วันพุธ เวลา 09.30 น. ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาญี่ปุ่น วันพฤหัสบดี เวลา 09.30 น. ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท โทร. 0 2224 1370
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นพระที่นั่งท้องพระโรงแห่งแรก เรียกอีกนามหนึ่งว่าพระที่นั่งทรงธรรม เพราะเป็นที่ตั้งของพระแท่นราชบัลลังก์สำหรับพระสงฆ์นั่งเทศนาธรรมในการบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆเป็นพระที่นั่งไม้ ทรงโถงไม่มีฝา เมื่อพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาถสวรรคต ได้ใช้เป็นที่ตั้งพระบรมศพ
สมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ โปรดเกล้าฯให้รื้อขยายขนาด สร้างขึ้นใหม่ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงโถงมีฝา เฉพาะด้านทิศใต้ เพราะเป็นเขตติดต่อกับฝ่ายใน ใช้ในราชการและการบำเพ็ญพระกุศลต่างๆ จนกระทั่งใช้เป็นที่ตั้งพิพิธภัณสถานในรัชกาลที่ 5
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เป็นอาคารทรงไทย มีห้องระหว่างเสา 12 ห้อง เสาในประธานเป็นเสาทรงสี่เหลี่ยมลบมุมขนาดใหญ่ ไม่มีบัวหัวเสา เครื่องบนอาคารทำด้วยไม้ หลังคาทรงจั่ว ชั้นเดียว ไม่มีมุขลด มุงกระเบื้องไม่เคลือบสี มีหลังคาปีกนกลาดต่ำซ้อนกัน 3 ชั้น กรอบหน้าบันตกแต่งด้วยช่อฟ้า รวยระกาและหางหงส์ แบบสกุลช่างวังหน้า คือ ทำช่อฟ้าแบบปากปลารวยระกา ทอดลงมาจากริมหัวไม้อกไก่มาสุดที่แปหัวเสา ไม่มีนาคสะดุ้ง เรียกว่า เครื่องรวย
ภาพ : เอกรัตน์ ศักดิ์เพชร





